บทที่ 3 ฝันกลางวันกลายเป็จริงแล้ว
ใน่หลายปีที่ผ่านมา ภัยธรรมชาติเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ละครอบครัวไม่เพียงแต่ไม่มีผลผลิตทางการเกษตร แต่ยังเป็หนี้ภาษีที่ดินอีกมากมายต่อทางการ
เมื่อเ้าหน้าที่มาทวงถาม บางครอบครัวไม่มีทางเลือก ต้องขายลูกหลาน หมู แกะ หรือแม้กระทั่งภรรยาออกไป!
แม้แต่ครอบครัวที่โชคดีพอจะรักษาภรรยาและลูก ๆ ไว้ได้ ทั้งบ้านก็ยังยากจนข้นแค้น ทุกปีมีคนแก่และเด็กทารกต้องอดตายไปหลายคน คนที่เหลือที่มีชีวิตรอดได้ก็เป็เพราะอาศัยลำธารหน้าหมู่บ้านและูเารกร้างด้านหลังหมู่บ้านนั่นแหละ…
ยังไม่ทันที่ไท่ซานเย่จะได้ใช้โอกาสนี้บ่นเพิ่มเติมเกี่ยวกับความไม่ยุติธรรมของฟ้าดิน ไท่หย่งลู่และไท่หยงเยว่ก็ถืออ่างไม้เก่า ๆ วิ่งหน้าตั้งกลับมาเหมือนถูกหมาวิ่งไล่กัด
พวกเขาเตะประตูเปิดแล้วะโขึ้น
“ท่านปู่! ท่านปู่! พวกเราจับปลาได้แล้ว! โอ้โห หลายตัวเลย!”
“ต้มน้ำแกงปลา ต้มน้ำแกงปลาให้น้องสาว!”
ไท่ลิ่วเย่และไท่ซานเย่กำลังคุยกันอยู่ ถูกเสียงนี้ทำเอาใจนเกือบจะลื่นตกจากเก้าอี้ ท่านผู้เฒ่ายกเท้าขึ้นจะเตะหลานชาย แต่เมื่อเห็นปลาจี้ขนาดเท่าฝ่ามือห้าหกตัวในอ่างน้ำก็ดีใจสุดขีด
ไท่ซานเย่เกือบดึงเคราตัวเองหลุดไปครึ่งหนึ่ง เขาร้องว่า "นี่จับมาจากลำธารนอกหมู่บ้านจริง ๆ รึ?!"
เสื้อนวมของไท่หย่งลู่และไท่หย่งเยว่เปียกไปครึ่งตัว แต่ทั้งสองไม่รู้สึกหนาว พวกเขาะโโลดเต้นอวดอย่างภาคภูมิใจ
"พวกเราเจาะช่องน้ำแข็งแล้วยื่นตะแกรงลงไป พอลากขึ้นมาครั้งแรกก็ได้ปลามาเยอะขนาดนี้เลย ตอนแรกยังอยากจับอีก แต่ซานผานจื่อกับพวกมันอิจฉา มาแย่งช่องน้ำแข็งของเราไปแล้วยังจะแย่งปลาของเราอีก ก็เลยรีบเอากลับมาก่อน!"
"ใช่แล้ว ตอนนี้พวกนั้นยังนอนคว่ำอยู่บนน้ำแข็งอยู่เลย ให้พวกมันหนาวตายไปเลยเ้าพวกเลว!"
พี่น้องทั้งสองคุยกันอยู่ นึกถึงน้องสาวก็อยากจะวิ่งไปที่ห้องฝั่งตะวันตก แต่ถูกท่านปู่ดึงคอเสื้อไว้และลากกลับมา
“น้องสาวพวกเ้าหลับแล้ว อย่าไปรบกวนนาง”
ไท่ซานเย่รอไม่ไหวแล้ว ตอนนี้ชายชราไม่โค้งเอว หลังก็ไม่งอแล้ว รีบก้าวเร็ว ๆ ออกไปข้างนอก
“ข้าจะไปดูหน่อย”
ผลลัพธ์คือ เมื่อไปถึงประตูรั้วก็เผชิญหน้ากับชาวบ้านกลุ่มใหญ่พอดี ทุกคนถือกะละมังไม้กับตะแกรงโลหะจากบ้านมาด้วย
เมื่อครู่พวกเด็ก ๆ ทะเลาะกันอย่างรุนแรง ทุกบ้านที่ได้ยินเื่ต่างก็อยากจะไปร่วมวงโชคดีกันทั้งนั้น!
ในชั่วขณะนั้น ที่ลำธารเล็ก ๆ นอกหมู่บ้านก็มีชาวบ้านเต็มไปหมด ต่างก็ขุดรูและหย่อนตะแกรงช้อนปลาลงไป
ไท่หย่งลู่และไท่หย่งเยว่ร้อนใจจนะโเหยง ๆ กลัวว่าชาวบ้านจะช้อนปลาตัวเล็ก ๆ ที่เหลือไปหมด
แม้แต่ไท่จี้จู่และไท่จี้จงก็คว้าตะแกรงขึ้นมาหวังจะไปร่วมด้วย แต่ท่านผู้เฒ่าไท่กลับห้ามพวกเขาไว้
“พอเถอะ อย่าโลภมาก บ้านเราได้ปลาไปหลายตัวแล้ว ที่เหลือก็ให้ชาวบ้านจับไปเถอะ”
“ช่วยกันหาฟืนหน่อย เร่งต้มน้ำแกงปลาเร็ว ๆ อีกประเดี๋ยวจูจูตื่นขึ้นมาก็คงจะหิวแล้ว!”
พูดจบ เขาก็มองไปนอกประตู ในใจเต็มไปด้วยความสงสัย
หรือเป็เพราะจูจูฟื้นแล้ว ดวงชะตาของครอบครัวก็เลยพลิกกลับ?
ลำธารนอกหมู่บ้านนั้นไม่ได้จับอะไรขึ้นมาได้นานเท่าไรแล้ว แต่เด็กสองคนนั่นกลับไปแล้วได้ปลากลับมา…
ไท่หย่งลู่และไท่หย่งเยว่ยังอยากดิ้นรน แต่ถูกท่านปู่ตบหัวไปคนละที ก็เลยยอมสงบปากสงบคำ
ไท่จี้จู่และไท่จี้จงเมื่อได้ยินคำสั่งของผู้เฒ่าไท่ก็ไปหาฟืนและฆ่าปลาเรียบร้อยแล้ว หลิวตงเหนียงก็รีบล้างหม้อจุดไฟอย่างขะมักเขม้น เริ่มยุ่งวุ่นวายกันขึ้นมา
ครึ่งชั่วยามต่อมา ในครัวก็เต็มไปด้วยกลิ่นหอมอบอวล
หลิวตงเหนียงตักน้ำแกงใส่ชามใบใหญ่ แล้วให้ไท่หย่งอันนำไปส่งให้บ้านข้าง ๆ เพื่อตอบแทนน้ำใจที่เคยให้ไข่ไก่มาหนึ่งฟอง
สุดท้ายจึงถึงคราวของทั้งเด็กและผู้ใหญ่ในบ้าน ทุกคนต่างประคองชามของตนดื่มน้ำแกงอย่างเอร็ดอร่อย
ไท่หย่งลู่และไท่หย่งเยว่รีบร้อน ทั้งที่น้ำแกงร้อนลวกปากแต่ก็ยังซดจนหมดชามอย่างรวดเร็ว
ในขณะที่ชาวบ้านยังใช้เวลานั่งยอง ๆ อยู่ริมลำธารกว่าครึ่งชั่วยาม
แต่ละคนหนาวจนเท้าชา ขนตาและคิ้วจับตัวเป็น้ำค้างแข็งสีขาว พวกเขาห่อตัวด้วยเสื้อนวมเก่า ๆ สั่นเทิ้มราวกับเป็ไข้หนาวสั่น
ไม่ต้องพูดถึงปลา แม้แต่เกล็ดปลาสักชิ้นก็ยังไม่เห็น!
บางคนทนไม่ไหว ทยอยกลับไปที่หมู่บ้าน แต่ก็มีบางคนที่ไม่ยอมแพ้ หยิบน้ำแข็งก้อนเล็ก ๆ ใส่ปากเพื่อหลอกท้องของตน แล้วก็กลับไปเจาะรูน้ำแข็งต่อ
ใน่เวลาวุ่นวายเช่นนี้ พวกเขาย่อมไม่มีเวลามาคอยดูแลพวกเด็ก ๆ
เด็กอายุเจ็ดแปดขวบคนหนึ่งลื่นล้มเท้าพลาด ร่วงตกลงไปในรูน้ำแข็ง โชคดีที่ชาวบ้านที่อยู่ข้าง ๆ ตาไว รีบคว้าตัวเด็กขึ้นมาได้ทันท่วงที
เสื้อผ้าขาด ๆ ของเด็กชายเปียกโชก หน้าซีดเผือดเพราะความหนาว ฟันบนล่างกระทบกันดังกึก ๆ ไม่หยุด แต่กลับงอแงไม่ยอมไป
“ฮือ ๆ ข้าไม่ไป… ข้าอยากกินน้ำแกงปลา! น้ำแกงปลา!”
ชายคนหนึ่งโมโหจัด ด่าว่า “รีบไปได้แล้ว อีกสักพักถ้ายังหนาวอยู่อย่างนี้ เ้าได้ไปกินน้ำแกงกับยมบาลแน่!”
บ้านไหนที่มีเด็กก็ดึงลูกกลับ คนที่เหลือกลัวว่าจะตกลงไปในน้ำด้วย จึงเดินตามไปข้างหลัง
ขณะเดินผ่านประตูบ้านครอบครัวไท่ กลิ่นหอมจาง ๆ ลอยออกมาจากลานบ้าน แล้วโชยเข้าสู่จมูก
ทุกคนอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลาย เท้าลังเลอยู่เป็ครู่ แต่เมื่อเห็นว่าบ้านครอบครัวไท่ไม่มีทีท่าจะเปิดประตู จึงได้แต่เดินจากไปด้วยความผิดหวัง
ก็จริง ยุคนี้ดูแลคนในบ้านของตนไม่ให้หิวโหยได้ก็ถือว่าดีแล้ว ใครจะมีกำลังเหลือพอจะดูแลคนบ้านอื่นเล่า…
ไท่หย่งลู่กับไท่หย่งเยว่เกาะอยู่ที่ช่องประตูใหญ่ เห็นคนข้างนอกเดินกันไปหมดแล้ว รีบเช็ดน้ำมูกแล้ววิ่งกลับเข้าไปอย่างรวดเร็ว
น้ำแกงปลาของน้องสาว…รอดแล้ว!
จูจูตื่นขึ้นมาในอ้อมกอดของมารดา พร้อมกับกลิ่นหอมของน้ำแกงปลาที่โชยมา
อ้อมกอดของมารดาทั้งอุ่นและนุ่มนวล นางจึงซุกตัวเข้าหาอย่างออดอ้อน หยางลี่ฮวาวางงานเย็บปักลงทันที แล้วอุ้มลูกสาวด้วยรอยยิ้ม
“จูจูของแม่ตื่นแล้ว หิวหรือไม่ลูก? แม่จะป้อนหมูน้อยของบ้านเราให้อิ่มเลย!”
ขณะที่พูด ไท่จี้จู่ที่นอนอยู่อีกด้านหนึ่งก็ขยับเข้ามาใกล้ แล้วรีบจัดการเตาดินที่เชื่อมต่อกับเตียงนอนใหญ่ให้ร้อนขึ้น
ไฟในเตาลุกขึ้นท่ามกลางท่อนไม้ที่แดงฉาน หม้อดินเผาที่วางอยู่บนเตาถูกเผาจนร้อน กลิ่นหอมของน้ำแกงปลาก็เข้มข้นขึ้น
ท้องของจูจูส่งเสียงโครกครากขึ้นมา นางตื่นเต้นจนเตะขาเล็ก ๆ ไปมา พยายามปีนขึ้นไปในอ้อมแขนของมารดา
ไท่จี้จู่และหยางลี่ฮวาต่างมองดูและหัวเราะออกมา
หยางลี่ฮวาตักแกงปลาใส่ชามให้ลูกสาวเกือบเต็มชาม แล้วนำวอโถวข้าวฟ่างบิครึ่งชิ้นและแช่ลงไปในน้ำแกง
จูจูดื่มไปอึกหนึ่ง ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้น แก้มป่องน้อย ๆ สั่นระริก ชี้ไปที่น้ำแกงปลาไม่หยุด
“ลูกหมูน้อยชอบกินหรือไม่? งั้นก็กินเยอะ ๆ เถิด” ไท่จี้จู่ยิ้มกว้าง
“พรุ่งนี้พ่อจะขึ้นเขาไปล่าไก่ป่ามาต้มน้ำแกงให้เ้า อร่อยกว่านี้อีก”
จูจูเอียงศีรษะ ปากของนางเต็มไปด้วยอาหารจนป่อง คิ้วเล็ก ๆ ขมวดเข้าหากันอย่างน่ารัก ราวกับกำลังลังเลอยู่บ้าง สุดท้าย นางก็เอาหัวน้อย ๆ มาซุกอยู่ใต้ฝ่ามือของบิดา แล้วถูไถไปมา
ท่านพ่อลูบหัวของนางสิ แบบนี้ถึงจะออกไปล่าไก่ป่ามาให้คนทั้งบ้านกินได้!