ลงให้อ่านทุกวัน เวลา 18:00 น. เป็ต้นไป [ส่วน eBook มาวันที่ 23/05/68 ราคาเบา ๆ เพียง 89฿ เก็บเงินรอได้เลยนะคะ]
—————— ༻・ॐ・༺ ——————
บทที่ 8
ละอองฝนบางเบาร่วงโปรยจากฟากฟ้ามืดหม่น กลิ่นชื้นปนกลิ่นดินแผ่กระจายไปทั่วเขตชุมชนตลาด
ชิงเยว่ยืนนิ่งใต้ชายคาโรงหมอเล็ก ๆ สายตากวาดมองเด็ก ๆ ที่นอนระเกะระกะอยู่บนฟูกฟางสีซีด หลายคนมีผื่นแดงกระจายตามิั ใบหน้าแดงจัดด้วยพิษไข้ บางคนกระทั่งร้องไห้ด้วยความเ็ปจนเสียงแหบพร่า
บรรยากาศรอบข้างหนักอึ้งกดทับ หยาดฝนพรำปะทะหลังคาไม้เก่าแก่เป็จังหวะชวนสะท้านใจ
“ท่านหมอหญิง!” บ่าวในโรงหมอคนหนึ่งร้องเสียงหลง พลางวิ่งมาหยุดหอบอยู่ตรงหน้า “ชาวบ้านกล่าวหาว่าท่านเป็คนแพร่โรค...เขาว่า...เขาว่าท่านคือเมียมาร...นำภัยมาสู่เมืองนี้!”
คำกล่าวหาหยาบกร้านดั่งคมมีดกรีดกลางอก
เสียงฮือฮาจากนอกโรงหมอเริ่มดังขึ้น ผู้คนมากหน้าหลายตาเริ่มรวมตัวกันกลางถนนที่เปียกปอน ใบหน้าบางคนเต็มไปด้วยความหวาดกลัว บางคนเคลือบแคลง และบางคนแววตาแฝงความรังเกียจโจ่งแจ้ง
สายตาชิงเยว่ไหววูบ แต่เพียงพริบตาก็ตั้งตรง
'หากข้าไม่ยืนหยัดด้วยตัวเอง...จะยังมีผู้ใดเหลียวแลพวกเขาเหล่านี้อีกเล่า'
ลมหายใจลึกถูกสูดเข้าปอด ชิงเยว่กระชับผ้าคลุมบ่าแล้วก้าวออกสู่สายฝน
เสียงซุบซิบขรมดังขึ้นทันทีที่นางปรากฏตัว
"นางนั่นแหละ! ั้แ่ย้ายมา โรคก็ระบาด!"
"ใช่แล้ว นางเป็เมียมาร จะมีอะไรดีเล่า!"
"ขับไล่นางไปเถิด!"
หัวใจบีบรัด...แต่สีหน้ายังคงเยือกเย็น
กลางสายตานับร้อย ชิงเยว่วางโต๊ะไม้เตี้ยกลางลานเปียกด้วยสองมือแน่วแน่ นางคลี่ผ้าปูสีขาวสะอาด วางเครื่องมือแพทย์เรียงรายด้วยท่าทีมั่นคง
“บุตรหลานของพวกท่าน...มิใช่หรือที่กำลังทุกข์ทรมาน?” เสียงของนางดังกังวานแม้จะฝ่าคลื่นเสียงฝน “ข้ามิรู้ว่าใครสร้างข่าวลือใส่ร้าย แต่หากพวกท่านยังรักบุตรหลาน ยังหวังให้เด็กน้อยเหล่านี้มีชีวิตรอด จงนำตัวผู้ป่วยมา ข้าจะรักษาที่นี่...เดี๋ยวนี้”
ผู้คนเงียบงันไปครู่หนึ่ง
ลมหอบฝนกรรโชกแรงขึ้น ราวจะทดสอบใจคน
หลี่เฉิงหู่ที่ซ่อนตัวในกลุ่มฝูงชน แค่นหัวเราะเบา ๆ สีหน้าเหยียดเย้ยคิดว่านางจักถูกห้อมล้อมไล่ตีจนสิ้นสภาพ
ทว่า...เสียงกรีดร้องของเด็กคนหนึ่งทำลายความคั่งแค้นนั้น
"ช่วยข้าด้วยเถิด! บุตรข้ากำลังตาย!" ชาวบ้านหญิงวัยกลางคนโผเข้ามา อุ้มเด็กชายตัวน้อยที่ซูบซีดจนแทบไร้เรี่ยวแรง
ตามด้วยเสียงของอีกหลายคน
"ข้าด้วย! ท่านหมอหญิง ช่วยข้าด้วยเถิด!"
"โปรดเมตตา!"
เหมือนกระแสน้ำไหลบ่าที่ยากต้าน ผู้คนเริ่มแย่งกันนำบุตรหลานตัวน้อยมายังโต๊ะรักษากลางฝน
ชิงเยว่ไม่ลังเล นางลงมือนวดจุดชีพจร ตรวจลิ้น ดูตา และวินิจฉัยโรคอย่างรวดเร็วด้วยความชำนาญ จากนั้นจึงสั่งให้บดสมุนไพรเฉพาะตัวผสมในน้ำอุ่น แบ่งจ่ายทีละราย
เวลาผ่านไปทีละชั่วยาม เด็กที่ได้รับยาเริ่มฟื้นคืนสติ ใบหน้าที่แดงก่ำด้วยพิษไข้เริ่มมีเหงื่อผุด สีผิวซีดขาวแทนที่รอยแดงน่ากลัว
เสียงร่ำไห้ของบิดามารดากลายเป็เสียงสะอื้นด้วยความโล่งอก
"หายจริง..."
"นางรักษาได้จริง ๆ ..."
"ท่านหมอหญิง...นางไม่ใช่ปีศาจ...นางคือผู้ช่วยชีวิต!"
สายตาที่เคยเคลือบแคลง ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็ความศรัทธาที่ค่อย ๆ ก่อตัวกลางลานฝนเปียก
แม้ร่างกายของชิงเยว่จะเปียกปอนไปทั้งตัว แม้แขนขาจะชาแข็งด้วยลมเย็น นางก็ยังคงยืดกายตรงกลางวงล้อมของผู้คนเ่าั้ ด้วยแววตาที่เปล่งประกายอย่างนิ่งสงบ
...และเงาหนึ่งที่ยืนอยู่ใต้ชายคาไกลออกไป เฝ้ามองทุกสิ่งเงียบ ๆ ดวงตาคมกริบวาววับด้วยแสงบางอย่างที่แม้แต่เ้าตัวเองก็ยังไม่รู้ตัว
เปลวไฟจากโคมไฟน้ำมันถูกซัดให้แกว่งไกวด้วยแรงลมเย็นจัดที่พัดลอดช่องหน้าต่างแตก ๆ เสียงฟ้าครวญคำรามอยู่ไกล ๆ บ่งบอกว่าฝนอีกระลอกกำลังใกล้เข้ามา
ชิงเยว่กำลังจัดวางชามยาบดบนโต๊ะไม้ผุ เมื่อประตูเรือนส่งเสียงดังเอี๊ยดเบา ๆ
ร่างสูงสง่าในชุดดำก้าวเข้ามา ท่ามกลางเงาสะบัดไหวจากแสงไฟ เฮยหลงเดินตรงมาหยุดข้างนาง โดยไม่ได้เอ่ยคำทักทายสักคำ
ในมือเขามีผลึกไฟมารขนาดเท่ากำปั้น เปล่งแสงส้มแดงราวถ่านเพลิงที่เพิ่งถูกปลุกให้ลุกโชน
นางชะงักมือเล็กน้อย ก่อนรีบเอ่ยเสียงกดต่ำ "อย่า...ท่านไม่จำเป็ต้องเสี่ยงเช่นนี้"
เฮยหลงปรายตามองนางเพียงครู่ แล้วคลี่ริมฝีปากเล็กน้อยโดยไม่กล่าวตอบ
เขาวางผลึกไฟลงบนกระถางโลหะ ในน้ำเดือดพล่านจนไอน้ำพวยพุ่งในพริบตา กลิ่นร้อนระอุอบอวลไปทั่วทั้งเรือน ััได้ถึงไอร้อนที่แผ่ออกมาไล่ความเย็นชื้นและกลิ่นอับเชื้อโรคให้จางหายไป
[แต้มคู่ชีวิตเพิ่มขึ้น +3 แต้ม]
เสียงระบบกระซิบเบา ๆ ดังในหูนาง แต่ใจชิงเยว่กลับเต้นรัวราวถูกอะไรบางอย่างสะกิดลึก
นางเม้มริมฝีปากขณะมองมือใหญ่ของเขาที่ใช้ผ้าสะอาดหยิบจับภาชนะ จัดแจงช่วยตนต้มยาทั้งหมดโดยไม่ลังเล ไม่รังเกียจแม้แต่น้อย
"ท่าน..." เสียงนางขาดห้วงไปชั่วครู่ ก่อนกลั้นใจถาม "มิกลัวติดโรคหรือ?"
เปลวไฟสะท้อนในดวงตาคมดั่งเหล็กกล้า เฮยหลงหยุดมือ แล้วกล่าวสั้น ๆ ชัดถ้อยชัดคำ
"เ้าไม่ใช่คนเดียวที่อยากช่วยผู้อื่น"
ชิงเยว่เบิกตากว้าง หัวใจะเืคล้ายมีแรงสั่นไหวจากใต้ผิวดิน
...ไม่ใช่เพียงตัวนางอีกต่อไป
...ไม่ใช่เพียงความดื้อดึงของตนคนเดียวอีกต่อไป
นางยกมือขึ้นปิดปากอย่างเงียบ ๆ คล้ายกลัวจะปล่อยเสียงสะอื้นบางเบาหลุดรอดออกมา แล้วจึงคลี่ยิ้มที่ฉ่ำชื้นด้วยหยาดน้ำตาบนขนตา
แม้ใบหน้าจะยังเปื้อนคราบโคลนจากโรงหมอ แม้เนื้อตัวจะสั่นเทาด้วยความเหนื่อยล้า...แต่แววตานางกลับเปล่งประกายด้วยประกายอุ่นวาบที่แทบล้นทะลักออกมา
ตรงกันข้ามกับร่างสูงที่เคยตึงเครียดเสมอ ไหล่กว้างของเฮยหลงคล้ายผ่อนคลายลงช้า ๆ เป็ครั้งแรกในค่ำคืนที่มีเพียงเสียงฝนพรำและไฟอุ่น ๆ ร่วมเป็พยาน
นอกหน้าต่าง ลมพัดหมอกฝนลอยขาวคลุ้ง ลบเลือนร่องรอยความขุ่นมัวในใจทีละน้อย
ในห้วงเวลานั้น ไม่มีคำใดระหว่างพวกเขาอีก
มีเพียงการเคลื่อนไหวที่เงียบเชียบ ทว่าแแ่เกินกว่าคำพูดใดจะแทนได้
เปลวไฟจากกองฟืนใหญ่กลางลานหมู่บ้านลุกโชนเป็เส้นสาย สีส้มสดสะท้อนใบหน้าเปื้อนยิ้มของผู้คนที่เบียดเสียดกันแน่นขนัด รอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่งในดินแดนชายแดนมืดหม่นแห่งนี้ ทว่ายามนี้กลับเบ่งบานด้วยความปลื้มปีติจนแทบล้นเอ่
เด็กน้อยในชุดขาดรุ่งริ่งวิ่งวนรอบกองไฟอย่างเริงร่า ปากเล็กร้องเรียกด้วยน้ำเสียงสดใส
"ท่านหมอเซียน! ท่านหมอเซียน!"
เสียงเล็ก ๆ เ่าั้ดังประสานกันเกรียวกราว คล้ายเสียงกระดิ่งเงินกระทบกันกลางสายลมหนาว
ชิงเยว่อยืนอยู่ริมฝูงชน ใต้เงาโคมไฟกระดาษที่ถูกแขวนห้อยระโยงระยางเหนือศีรษะ
นางยืนนิ่ง มือเรียวกำชายแขนเสื้อมิดชิดจนแน่น...สายตาไม่กล้ามองตรงไปยังกองไฟที่เหล่าเด็ก ๆ กำลังวิ่งวนรอบเธอ
...กลัว
กลัวว่าเฮยหลงซึ่งยืนอยู่ไม่ไกล จะเห็นฉากนี้แล้วขุ่นเคือง
กลัวว่าสายตาเรียบนิ่งเ็านั้นจะฉายแววรังเกียจ
เพราะสุดท้าย...นางก็เป็เพียงหมอหญิงผู้นำโรคภัยมาเยือน ไม่คู่ควรกับเกียรติอันสูงส่งที่เด็กน้อยเ่าั้มอบให้เลยสักนิด
ขณะที่ความกังวลเริ่มกัดกร่อนหัวใจ นางก็ััได้ถึงแรงกดอ่อน ๆ บนไหล่
มือใหญ่ อุ่น หนักแน่นในแบบที่ไม่ต้องออกแรงมากก็ถ่ายทอดความมั่นคงผ่านปลายนิ้ว
ชิงเยว่หันขวับไปด้วยความตื่นตระหนก ดวงตากลมโตเบิกกว้างเมื่อเห็นเขา...
เฮยหลงก้าวพ้นเงามืดออกไปยังหน้ากองไฟในย่างก้าวที่ไม่รีบร้อน ทว่าทรงพลัง
ใต้สายตานับร้อยที่จับจ้อง ร่างสูงในชุดดำดุจรัตติกาลเงยหน้าขึ้น ทอดสายตามองเหล่าชาวบ้านที่ต่างหยุดการเคลื่อนไหว ราวกับเวลาทั้งลานหมู่บ้านหยุดนิ่งในห้วงลมหายใจเดียว
ก่อนที่เขาจะเอ่ยด้วยเสียงทุ้มต่ำ แฝงแรงก้องดั่งเสียงฟ้าสั่ง
"นาง...คือคนของข้า"
เพียงประโยคนั้น ทุกอย่างก็ะเิขึ้น
เสียงโห่ร้องแสดงความยินดีดังกระหึ่มรอบลาน ราวเสียงคลื่นทะลักท่วมฝั่ง ผู้คนต่างโห่ร้อง ปรบมือ กระทั่งลุกขึ้นเต้นรำรอบกองไฟด้วยความยินดีปรีดา
"ฮ่า ๆ ๆ!!! ขอให้เ้าแม่หมออยู่กับพวกเรานาน ๆ!!"
"สาธุ! ฟ้าส่งนางมาแท้ ๆ!!"
"ท่านมารยอมรับแล้ว! ไร้ผู้ใดกล้ากล่าวร้ายอีกต่อไป!"
ดวงตาชิงเยว่สั่นไหว น้ำตาที่กักเก็บไว้ไหลซึมออกมาทั้งที่นางกัดฟันแน่น
ไม่ใช่เพราะความอับอาย แต่เป็เพราะความสุข...ที่เกือบล้นทะลักเกินใจจะรับไหว
นางยกมือขึ้นปิดปากข่มสะอื้น ร่างสั่นน้อย ๆ จากแรงอารมณ์ที่ประดังเข้าใส่ในคราวเดียว
อีกมุมหนึ่งของลานหมู่บ้าน ใต้เงาเสาโคมแดง หลี่เฉิงหู่ยืนกำหมัดแน่น ดวงตาแทบทะลักด้วยความคับแค้น
'นังแพศยา! อาศัยบารมีมารบ้าอะไรนั่นเอาหน้าเช่นนี้หรือ!'
เขาขบกรามจนสันกรามขึ้นนูน แขนเสื้อพลิ้วไหวตามแรงสั่นของเรือนกายที่เต็มไปด้วยโทสะ
ราวกับลางร้าย ลมวูบหนึ่งพัดผ่านใบหน้าเขาเย็นเยียบจนหนาวไปถึงกระดูก...เตือนถึงสิ่งที่เขาวางแผนไว้ล่วงหน้า
'เ้าไม่มีวันยืนยิ้มอยู่กลางฝูงชนได้อีกนานดอก...'
แต่ในยามนี้ ไม่มีใครล่วงรู้ ไม่มีใครสังเกตเห็นสายตาเจือพิษนั้น
ทั้งลานมีเพียงเสียงหัวเราะ เสียงเด็กน้อย วิ่งวนรอบกองไฟ และแววตาที่เปล่งประกายจากผู้ที่เคยสิ้นหวัง...ได้รับแสงสว่างกลับคืนมา
ท่ามกลางเปลวไฟที่วูบไหว เงาสองเงาซ้อนทับกันช้า ๆ
สัมพันธภาพซึ่งผ่านบททดสอบนับครั้งไม่ถ้วน กำลังหยั่งรากลึกลงในใจโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยวาจาสักคำ