บทที่ 47 ความทุกข์ในความสุข
แม้ผู้บัญชาการเทพจะสิ้นใจไปแล้วแต่ทุกคนก็ไม่ได้ผ่อนคลาย ทันทีที่หันกลับมา ยูเมะก็พุ่งตัวเข้าไปหาศพของผู้บัญชาการเทพทันทีจากนั้นเริ่มปล้นศพโดยไม่สนใจใคร
อัลเบิร์ตเองก็ไม่ได้ส่งเสียงหัวเราะหรือถามถึงของรางวัลอย่างที่เคยแต่หันหลังกลับแล้วกระโจนออกไปทันที วิ่งขึ้นไปตามบันไดเพื่อปีนขึ้นไปยังชั้นบนสุดเพื่อรอรับการบุกโจมตีของทหารเทพที่ย้อนกลับมา
ส่วนนิกกี้นั้นเนื่องจากพลังเวทหมดไปแล้วเธอจึงรีบนั่งลงทันทีแล้วหยิบยาออกมากินไปจำนวนหนึ่ง จากนั้นหลับตาสวดภาวนาด้วยบทสวดของจอมเวทย์เพื่อเร่งความเร็วในการฟื้นฟูพลัง
ทางด้านของเมโลดี้นั้นเธอก้าวไปยังจุดที่ตั้งใจไว้แล้วนั่งลง ก่อนจะเริ่มบรรเลงเพลงอย่างแผ่วเบาเพื่อใช้บทเพลงฟื้นฟูที่เธอสามารถใช้ได้
การเคลื่อนไหวของทุกคนนั้นชัดเจนมากต่างจากชีอาที่กำลังตื่นเต้นหลังจากฆ่าบอสได้ด้วยมือของเธอเองก่อนที่เธอจะสังเกตเห็นความผิดปกติและตระหนักว่าการต่อสู้ในด่านที่สองนั้นยังไม่จบ
หลังจากหยุดคิดไปชั่วขณะชีอาก็นึกขึ้นได้ว่าต้องทำอะไรต่อ เธอจึงรีบวิ่งไปยังคลังเก็บของในปราการแล้วค้นหาอาวุธยิงออกมาใช้ทันที
ส่วนยูเมะนั้นหลังจากปล้นศพผู้บัญชาการเทพแล้วเขาก็คว้าของชิ้นหนึ่งออกมา ก่อนจะวิ่งกลับไปยังห้องของผู้บัญชาการ
สิ่งที่ยูเมะนำออกมาจากศพของผู้บัญชาการเทพคือเหรียญตราของผู้บัญชาการที่จะดรอบเมื่อตายเท่านั้น
เป้าหมายของยูเมะคือการนำเหรียญตราประจำตัวของผู้บัญชาการกลับไปเปิดเขตแดนที่สองของปราการและใช้เขตแดนโจมตีของปราการจัดการกับทหารเทพที่ย้อนกลับมา
การเคลื่อนไหวของยูเมะนั้นชำนาญมากเพราะครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาใช้สูตรการเล่นนี้กับด่านที่สองแต่ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่พวกเขาสามารถเปิดเขตแดนแรกได้ก่อนที่ทหารเทพจะกลับเข้ามาในปราการพวกเขาจึงสามารถสู้กับบอสได้โดยไม่ถูกรบกวน
แต่การเปิดเขตแดนเร็วเกินไปนั้นก็มีผลเสียเช่นกันนั่นคือจำนวนของทหารเทพที่จะมีมากขึ้น ส่งผลให้ความทนทานของเขตแดนลดลงด้วยความเร็วที่มากกว่าเดิมยูเมะจึงต้องรีบเปิดเขตแดนที่สองโดยเร็ว
ซึ่งนับว่าโชคดีที่พวกเขาฆ่าบอสได้เร็วพอและนำเหรียญตรากลับมาได้เร็วเมื่อเปิดเขตแดนที่สองเรียบร้อย ทหารเทพกว่าสองร้อยนายที่อยู่ด้านนอกก็ถูกเขตแดนยิงถล่มใส่จนบาดเจ็บล้มตายไปอย่างต่อเนื่อง
ไม่กี่อึดใจพลังของเขตแดนที่สองก็หมดลงอัลเบิร์ตที่รออยู่แล้วก็เริ่มยิงออกไปทันทีตามมาด้วยชีอาที่คว้าเอาหน้าไม้เทพออกมาจากคลังเก็บของแล้วยิงออกไปอย่างต่อเนื่อง
ด้วยการยิงสนับสนุนของทั้งสองทหารเทพที่เหลืออยู่จึงเริ่มล้มตายไปทีละนายสองนาย
แต่จำนวนที่เหลืออยู่ก็ยังมีอีกมากซึ่งเกรงว่าคงจะยากที่จะฆ่าทหารเทพทั้งหมดก่อนที่เขตแดนที่สองจะพร้อมยิงอีกครั้ง
และผลลัพธ์ที่ทุกคนคาดไว้ก็เกิดขึ้นจริงๆก่อนที่เขตแดนที่สองจะพร้อมยิงอีกครั้ง เขตแดนแรกก็พังทลาย ส่งผลให้ทหารเทพที่เหลืออยู่ทะลวงผ่านประตูปราการเข้ามาได้ในที่สุด
แม้จำนวนของทหารเทพจะเหลือไม่มากแต่ก็ยังนับว่ามีมากจนยากที่จะจัดการได้
ช่วงเวลานั้นนิกกี้ที่เร่งฟื้นฟูพลังเวทมาโดยตลอดก็ลุกขึ้นยืนทันทีจากนั้นร่ายเวทอยู่ที่ข้างบันไดเพื่อรอคอยทหารเทพที่จะขึ้นมา
แต่ก่อนที่เธอจะได้ใช้เวทมนตร์อย่างที่ตั้งใจยูเมะก็วิ่งย้อนกลับมาเสียก่อน จากนั้นหยุดยืนอยู่ที่หน้าบันไดพร้อมกับดาบในมือ
นิกกี้เห็นแบบนั้นก็เข้าใจได้ในทันทีเธอจึงรีบหยุดเวทมนตร์ที่กำลังร่ายแล้วเปลี่ยนไปร่ายเวทมนตร์บทอื่นแทน
ไม่กี่อึดใจต่อมาอัลเบิร์ตก็ตามมาสมทบตามมาด้วยชีอาที่ถือหน้าไม้ในมือ เมื่อทั้งสองกลับมาเห็นยูเมะกับนิกกี้ พวกเขาก็เข้าใจได้อย่างรวดเร็วว่าทั้งสองตั้งใจจะทำอะไรอัลเบิร์ตกับชีอาจึงไปยืนด้านข้าง เตรียมยิงกระนาบทหารเทพที่ขึ้นบันไดมา
ทุกคนเฝ้ารออย่างใจเย็นจนกระทั่งทหารเทพวิ่งขึ้นมา พวกมันก็ถูกทุกคนระดมยิงใส่จนบาดเจ็บล้มตายไปทีละคนสองคน
แต่เพราะคนยิงมีแค่สองคนรวมกับนิกกี้ที่ใช้เวทมนตร์สนับสนุนที่ช่วยถ่วงเวลา จึงมีทหารเทพหลุดขึ้นมาได้อย่างต่อเนื่องซึ่งทั้งหมดนี้ก็ถูกยูเมะที่รออยู่เชือดคอขาดไปทีละนายๆ
ภายใต้การร่วมมือกันของทุกคนไม่กี่นาทีต่อมาทหารเทพทั้งหมดที่ขึ้นมาก็ถูกฆ่าตายจนศพกองเป็นภูเขาจนอุดตันทางขึ้นเอาไว้ทหารเทพที่เหลือซึ่งปีนขึ้นมาไม่ได้ จึงต้องเปลี่ยนไปใช้เส้นทางอื่น
ซึ่งการที่พวกมันเปลี่ยนเส้นทางนั้นก็ทำให้ทุกคนมีเวลาพักหายใจได้บ้าง อัลเบิร์ตก็วิ่งไปหามุมยิง ตามไปด้วยชีอาที่ตามไปสนับสนุน
ยูเมะก็วิ่งออกไปเช่นกันแต่เขาไม่ได้ตั้งใจที่จะหามุมยิงหรือรอคอย แต่เลือกที่จะกระโจนลงไปด้วยสกิลตัวเบาแล้วปะทะกับทหารเทพที่เหลือโดยตรง
สิบกว่านาทีต่อมาการต่อสู้ทั้งหมดก็จบลง ยูเมะกลับขึ้นมาบนปราการในสภาพหอบหายใจหนัก เนื่องจากฝืนใช้พลังมากเกินไปจนค่าพละกำลังลดต่ำ
เมื่อกลับขึ้นมาบนป้อมปราการเขาก็เห็นอัลเบิร์ตนอนแผ่อยู่ที่มุมหนึ่ง ด้านข้างมีนิกกี้ที่นั่งหลับตาอยู่เพื่อฟื้นฟูพลังเวทอีกด้านคือชีอาที่กำลังเขี่ยกองไฟเพื่อเพิ่มความร้อนของไฟและเมโลดี้ที่กำลังปรุงอาหารโดยใช้กองไฟ
“ไงพ่อพระเอก กลับมาแล้วหรอ”
ทันทีที่ยูเมะปรากฏตัว อัลเบิร์ตก็ลุกขึ้นมาทักทายทันทีทำให้ยูเมะยิ้มด้วยความอ่อนใจ แต่ก็ไม่ได้ตอบโต้กลับไปเพราะเขาเองก็เหนื่อยมากเหมือนกันเขาจึงนั่งลง รับถ้วยซุปจากเมโลดี้แล้วดื่มลงไปเพื่อรับบัพอาหาร
“บอสดรอบอะไรบ้าง”
“อยากฟังข่าวดีหรือข่าวร้ายก่อนนะพวก”
“งั้นหรอ..กุญแจอีกแล้ว เงินหรือทอง”
“ทอง พวกเราโชคดีเกินไปจนกลายเป็นโชคร้ายจริงๆ แล้วละ กุญแจเงิน 1 ดอกกุญแจทอง 2 ดอก ดูเหมือนจะพลาดไม่ได้แล้วจริงๆ”
ไม่รู้ว่าอัลเบิร์ตดีใจหรือเสียใจที่ได้กุญแจทองเพิ่มอีกดอก ส่วนยูเมะนั้นเขาเพียงส่ายหน้ายิ้มๆ โดยไม่แปลกใจเท่าไหร่ อันที่จริงหากดูจากผลงานที่พวกเขาทำ การจะได้กุญแจทองก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าตกใจเท่าไหร่
เริ่มต้นจากการบุกฝ่าเส้นทางสู่สวรรค์มาได้โดยไม่เสียใครไประหว่างทางบุกเข้ามาโดยที่สามารถฆ่าทหารเทพได้จำนวนหนึ่งทั้งยังสามารถเปิดเขตแดนแรกได้อย่างรวดเร็วจนทหารเทพย้อนกลับเข้ามาไม่ทัน
จากนั้นฆ่าบอสได้ก่อนที่เขตแดนแรกจะพังทลายเมื่อรวมค่าผลงานทั้งหมด คงไม่น่าแปลกที่จะได้กุญแจทอง
ทุกคนที่เคยผ่านดินแดนเทพล้วนรู้ดีว่าโบนัสความสำเร็จต่างๆนั้นมีผลในการเพิ่มอัตราการดรอบของกุญแจทั้งสิ้น ยิ่งสร้างความสำเร็จได้มากโอกาสที่กุญแจจะออกก็ยิ่งมากและยิ่งค่าความสำเร็จสะสมสูงเท่าไหร่ กุญแจที่ออกมาก็จะยิ่งมีระดับสูงขึ้นเท่านั้น
“งั้นดูเหมือนว่านายคงจะไม่ดีใจเมื่อเห็นเจ้านี่”
ยูเมะยิ้มออกมาบางๆขณะที่หยิบเอาป้ายหยกที่มีสัญลักษณ์ ‘ธนู’ ออกมาโชว์ ทำเอาอัลเบิร์ตถึงกับเบิกตากว้างมองดูป้ายหยกด้วยความทึ่ง
“ป้ายผ่านประตูหอธนูสวรรค์!!”
“ไม่ดีใจสินะ งั้นไม่เอาใช่ไหม”
“เอาสิฟระ!! ไอ้บ้าเอ้ย!! ทำไมของดีมันออกมาไม่หยุดเลยฟระ!!”
อัลเบิร์ตได้แต่โอดครวญด้วยความดีใจปนทุกข์ใจเพราะป้ายผ่านประตูหอธนูสวรรค์นั้นคือไอเท็มที่ไว้เรียนสกิลของดินแดนเทพมันถือเป็นของแรร์ที่หายากมากทีเดียวและเป็นของที่ไม่มีขายเนื่องจากมันใช้ได้ในดินแดนเทพเท่านั้น
แม้ว่าของพวกนี้จะไม่จำเป็นสำหรับพวกเขาที่ผ่านดินแดนเทพมาหลายครั้งก็ตามแต่สำหรับอัลเบิร์ตที่เปลี่ยนสายแล้ว มันเป็นของที่มีค่ามากทีเดียว
อัลเบิร์ตจึงไม่รอช้าเก็บป้ายหยกใส่ไว้ในอกเสื้อทันทีเนื่องจากมันเป็นของที่ไม่สามารถเก็บใส่คลังได้เหมือนไอเท็มทั่วไปและก็เพราะเหตุนี้มันจึงไม่สามารถหาซื้อได้เพราะไม่มีใครสามารถนำป้ายหยกออกไปจากดินแดนเทพได้
หลังจากนั้นทุกคนก็พูดคุยกันอยู่นานหลายนาทีขณะพักรอให้พลังฟื้นฟูการพักครั้งนี้นานกว่าครั้งก่อนๆ มาก เนื่องจากทุกคนเริ่มเหนื่อยแล้ว
ความเหนื่อยนี้ไม่ได้มาจากค่าพละกำลังที่ต่ำแต่มาจากความล้าที่เกิดจากการต่อสู้อย่างเข้มข้นติดต่อกันเป็นเวลานาน
การบุกสองด่านต่อเนื่องนี้เป็นอะไรที่หนักมากจึงไม่แปลกที่ทุกคนจะเหนื่อย
“ด่านต่อไป หลังจากลอบเข้าเมืองได้แล้วพักกันสักหน่อยก็แล้วกันนะชูร่าไม่งั้นพวกเราไม่ไหวแน่”
“อืม แบบนั้นก็ดีเหมือนกัน หลังจากลอบเข้าไปได้แล้ว หยุดพักกันจากนั้นตอนเย็นค่อยมาทำภารกิจในเมืองกัน”
ไม่มีใครคัดค้านเพราะทุกคนเหนื่อยกันทั้งนั้น ด้วยเหตุนี้หลังจากหยุดพักจนหายเหนื่อยทุกคนก็เริ่มลุยต่อ
จากด่านสองไปยังด่านสามจำเป็นต้องพึ่งอุปกรณ์ที่เก็บไว้ในป้อมปราการ ทุกคนต้องสวมชุดคลุมอำพรางแล้วลอบเข้าไปใน‘เมืองสวรรค์’ ผ่านทางลับในป้อมปราการ
ทางลับนี้พวกเขาเคยผ่านกันมาบ่อยแล้วทุกคนจึงผ่านไปอย่างราบรื่น ซึ่งครั้งนี้ทุกคนเดินไปอย่างช้าๆ ไม่เร่งรีบเพราะไม่มีความจำเป็นที่ต้องรีบยูเมะเองก็จงใจเดินช้าลงเพราะอยากพักเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ทางลับที่น่าจะใช้เวลาเดินแค่สิบนาทีเศษก็กลายเป็นหลายสิบนาที ทั้งยังเก็บไอเท็มภารกิจทั้งหมดมาจากทางลับโดยไม่สนว่ามันเป็นภารกิจที่จำเป็นหรือไม่
หลังจากออกมาจากทางลับพวกเขาก็ใช้ไอเท็มภารกิจเข้าไปติดต่อโรงแรมของ ‘กบฏ’ แห่งดินแดนเทพ ซึ่งเป็นกลุ่มกองกำลังที่จะเป็นผู้ช่วยคนสำคัญของพวกเขาในด่านที่สามแห่งนี้
เมื่อใช้ไอเท็มภารกิจเป็นตัวนำพวกเขาก็สามารถเข้าพักในโรงแรมได้อย่างราบรื่นอัลเบิร์ตกับนิกกี้แยกย้ายกันไปพักในห้อง จากนั้นออฟไลน์ออกไปอย่างรวดเร็วเมโลดี้เองก็ออกไปเช่นกัน แม้ว่าเธอจะไม่เหนื่อยมากนัก
แต่เธอก็มีสิ่งที่ต้องทำจึงตัดสินใจออกไปและใช้ช่วงเวลาที่ทุกคนพักผ่อนจัดการงานของเธอ
ส่วนยูเมะนั้นแม้เขาจะบอกทุกคนว่าจะออกไปพัก แต่เขาก็ไม่ได้ออกไปพักจริงๆ หากแต่เตรียมตัวนำเอาไอเท็มภารกิจที่ทิ้งเอาไว้ในห้องโถงของโรงแรมออกไปทำภารกิจอื่นที่พอจะทำได้ขณะที่รอทุกคน
แต่หลังจากออกมาจากห้องพักยูเมะก็ต้องแปลกใจเมื่อพบว่าชีอากำลังศึกษาไอเท็มภารกิจอยู่ ชีอาเองก็แปลกใจเพราะเธอไม่คิดว่าเขาจะยังอยู่ยูเมะเองก็แปลกใจที่ชีอาไม่ได้ไปพัก
“ไม่ไปพักหรือครับคุณชีอา”
“กำลังจะพักค่ะ แต่ฉันอยากศึกษาไอเท็มก่อน พอทุกคนกลับมาจะได้รู้ว่าตัวเองทำภารกิจไหนได้บ้างนะคะ”
“แบบนี้เอง งั้นผมช่วยอธิบายนะครับ”
ว่าแล้วยูเมะก็เข้าไปนั่งตรงข้ามกับชีอาแล้วเริ่มแนะนำภารกิจที่ต้องทำในเมืองสวรรค์ซึ่งเป็นด่านที่สามแห่งนี้โดยหยิบไอเท็มภารกิจขึ้นมาทีละชิ้นแล้วแนะนำว่าภารกิจที่เกี่ยวกับไอเท็มนี่คือภารกิจอะไร
อันไหนทำง่ายอันไหนทำยากเขาอธิบายอย่างละเอียดช่วยให้ชีอาทำความเข้าใจได้นอกจากนั้นเขาก็ยังเปิดเผยภารกิจที่ไม่ต้องใช้ไอเท็มอีก รวมไปถึงภารกิจลับเท่าที่เขาทราบ
หลังจากอธิบายจบยูเมะก็หยิบไอเท็มออกมาสองชิ้นแล้วเตรียมที่จะออกไปทำภารกิจ
ชีอาเห็นแบบนั้นก็ตกใจเพราะเธอไม่คิดว่ายูเมะจะไม่ยอมพักแต่จะทำภารกิจต่อ
“ชูร่าไม่พักหรือคะ!”
“ครับ ผมว่าจะทำภารกิจสักสองสามอันก่อน จากนั้นค่อยไปพัก คุณชีอาไปพักเถอะครับจะได้มีแรงสู้ตอนเย็น”
“ถ้าอย่างนั้นให้ฉันช่วยนะคะ ฉันเองก็ยังไม่เหนื่อยเหมือนกัน!!”
ยูเมะได้ยินแบบนั้นก็ลังเลใจเล็กน้อยเพราะภารกิจที่เขาเลือกนั้นเป็นภารกิจที่เหมาะสำหรับทำคนเดียวอีกทั้งชีอาเองก็ยังไม่ชำนาญพอ เขากลัวว่าถ้าพาเธอไปด้วยจะทำให้ภารกิจยากขึ้น
แต่เขาก็ไม่กล้าปฏิเสธเธอตรงๆเพราะกลัวจะทำให้เธอเสียใจ ยูเมะจึงหยุดคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเลือกไอเท็มมาสองสามชิ้นแล้วส่งให้ชีอา
“ถ้าอย่างนั้นคุณชีอาช่วยผมทำภารกิจพวกนี้ได้ไหมครับ”
“ภารกิจพวกนี้มัน..”
“ผมเข้าใจนะครับว่าคุณชีอาอยากช่วยแต่ภารกิจที่ผมเลือกเป็นภารกิจที่เหมาะสำหรับผม ส่วนภารกิจพวกนี้บอกตามตรงผมรู้สึกว่ามันเป็นภารกิจที่น่ารำคาญมาก ซึ่งผมคิดว่าคนอื่นๆ ก็คงไม่อยากทำเท่าไหร่และบางทีคงจะทิ้งภารกิจพวกนี้ไป”
สิ่งที่ยูเมะพูดนั้นไม่ผิดเลย ภารกิจที่เขาเลือกให้ชีอานั้น ทั้งหมดเป็นภารกิจประเภทสืบข่าวเป็นภารกิจที่ต้องใช้ความอดทนและโชคแทนที่จะเป็นฝีมือ
ผลลัพธ์ของการทำภารกิจนี้ไม่ได้มีประโยชน์มากนักแต่มันก็ช่วยให้การต่อสู้ง่ายขึ้น เพียงแต่นิสัยของพวกเขาไม่ใช่คนที่จะอดทนทำภารกิจพวกนี้ได้
ยูเมะก็เลยแนะนำให้ชีอาทำภารกิจพวกนี้ทั้งนี้ก็เพราะเขารู้ว่าเธอน่าจะเหนื่อย การทำภารกิจพวกนี้จะไม่ทำให้เหนื่อยนักทั้งยังสามารถพักผ่อนขณะที่ทำได้ด้วย
ชีอาที่ได้ฟังก็เข้าใจเธอพอจะเข้าใจเหตุผลที่ซ่อนอยู่ในคำพูดของยูเมะเช่นกันทำให้เธอตัดสินใจไม่ปฏิเสธและรับภารกิจเหล่านี้ไปทำ
“ถ้าอย่างนั้นก็โชคดีนะครับผมหวังว่าคุณจะได้ข่าวที่มีประโยชน์กลับมา ถึงตอนนั้นพวกเขาคงจะผ่านด่านนี้ได้ง่ายขึ้น”
“ค่ะ! ชูร่าก็ด้วยนะคะ ระวังด้วยนะคะ ถ้าพลาดละก็ฉันจะรีบไปช่วยทันที”
“ครับ!”
ยูเมะยิ้มรับบางๆ ก่อนจะจากไปอย่างรวดเร็วด้วยสกิลตัวเบาและชุดคลุมอำพรางเขาลัดเลาะไปตามเส้นทางที่คุ้นเคย กระโดดข้ามกำแพงหลายแห่งไปจนถึงจุดหมายแรกเขาก็หยิบไอเท็มภารกิจออกมา
ไม่กี่อึดใจกลุ่มคนในชุดคลุมซึ่งเป็นกลุ่มกบฏก็ปรากฏตัวขึ้น พวกเขาก็เริ่มคุยกันตามบทก่อนจะพากันไปยังสถานที่ลับของกลุ่มลอบสังหารเพื่อทำภารกิจลอบสังหารขุนนางเทพ
ภารกิจที่ยูเมะเลือกนั้นเป็นภารกิจที่ค่อนข้างยากแต่ก็ยังพอทำได้ด้วยตัวคนเดียว เขาจึงไม่ลังเลที่จะทำเพราะเขามั่นใจว่าตัวเขาในตอนนี้สามารถทำภารกิจนี้ได้
ยูเมะติดตามกลุ่มกบฏไปทำตามเนื้อเรื่องของภารกิจ ไปจนถึงขั้นตอนการลอบสังหาร เขาก็ซุ่มอยู่ในอาคารหลังหนึ่งเพื่อรอเวลา
ขณะที่รอเขาก็โคจรลมปราณอยู่ตลอดเวลาเพื่อเพิ่มความคุ้นเคยแต่หลังจากทำอยู่นาน เขาก็รู้สึกว่าไม่มีความก้าวหน้าอะไรเขาจึงอดไม่ได้ที่จะทดสอบความท้าทายของตัวเองด้วยการโคจรปราณแบบ ‘ยาก’ ที่ไม่เคยได้ยินว่ามีใครทำกัน
ปกติแล้วการโคจรปราณด้วยตัวเองนั้นก็มีคนน้อยมากอยู่แล้วที่จะทำกันซึ่งคนเกือบทั้งหมดที่ยูเมะรู้ว่าใช้วิธีนี้ล้วนแล้วแต่ใช้วิธีโคจรปราณแบบ ‘ง่าย’ ทั้งสิ้นซึ่งเขาเองก็ใช้แบบนี้อยู่
การโคจรแบบง่ายนั้นเป็นการควบคุมปราณให้หมุนเวียนอยู่ใน‘วงล้อปราณ’ มันเป็นวิธีที่ค่อนข้างง่ายซึ่งขนาดของวงล้อปราณจะใหญ่หรือเล็กก็ขึ้นอยู่กับชนิดของปราณและระดับความยากง่ายในการใช้งาน
ซึ่งคนส่วนใหญ่จะใช้วิธีนี้เนื่องจากการโคจรปราณแบบยากนั้น มันยากเกินกว่าที่จะทำได้
การโคจรปราณแบบง่ายนั้นแค่ควบคุมปราณให้โคจรอยู่ในวงล้อปราณที่เป็นเส้นทางวงกลมที่เรียบง่ายมีความต่างกันเพียงแค่ขนาดใหญ่เล็ก ซึ่งการโคจรปราณด้วยตัวเองนั้นจะทำได้เร็วหรือช้าก็ขึ้นอยู่กับความชำนาญ
แต่การโคจรปราณแบบยากนั้นมันเป็นอะไรที่เรียกได้ว่า ‘นรก’เพราะผู้เล่นต้องโคจรปราณไปตาม ‘ชีพจร’ที่ซับซ้อน ยิ่งปราณที่มีระดับสูง ก็ยิ่งมีชีพจรที่ซับซ้อนมากขึ้นเท่านั้น
ทว่าผลลัพธ์ของการโคจรปราณแบบยากนั้นก็ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าจนมีผู้เล่นสายปราณมากมายพยายามฝึกฝนเพื่อใช้วิธีนี้
ยูเมะเองก็เคยฝึกแต่เขาก็ถอดใจอย่างรวดเร็วเพราะมันยากเกินไป นอกจากนั้นตัวเขาในสมัยนั้นก็ยังใช้ ‘ร่างเทพอสูร’ เป็นไม้ตายหลักทำให้เขาไม่สามารถใช้แขนทั้ง 6 ข้างพร้อมกับการโคจรปราณแบบยากได้
ทว่าตอนนี้เขาคิดว่าน่าจะทำได้ด้วยพลังสมาธิที่ยกระดับขึ้นจากการฝึกและค่าสถานะที่เพิ่มขึ้นจากหน้าต่างระบบเขามักจะรู้สึกเสมอว่าเขายังสามารถแบกรับการควบคุมที่ซับซ้อนได้มากขึ้น
ยูเมะจึงตัดสินใจท้าทายการโคจรปราณแบบยากที่ไม่มีใครกล้าลอง