ภายในถ้ำใหญ่นั้น บรรยากาศมืดมัวสลัวลางครอบคลุมเหล่าทาสระบบลึกลับอันประกอบด้วยทีม A ของนาสริน และทีม B ของกามิล
แสงจากเพดานถ้ำสาดส่องไปยังผนังด้านหนึ่งปรากฏภาพของแผนที่ทวีปยุโรปในยุคกลาง
“ก่อนจะส่งพวกเ้าไปกระทำภารกิจข้าจะแนะนำข้อมูลเบื้องต้นให้เสียก่อน จงตั้งใจฟัง
หลังจากอาณาจักรโรมันล่มสลายนครรัฐและชนเผ่าต่าง ๆ ในยุโรปต่างพากันตั้งตนเป็ใหญ่เกิดการรบพุ่งแย่งชิงอำนาจกันประกอบกับพวกไวกิ้งจากสแกนดิเนเวียเข้ามาปล้นบ้านชิงเมืองกษัตริย์ผู้ครองแคว้นไม่สามารถปกป้องพลเมืองได้จำต้องพึ่งพาขุนนางอัศวินไปช่วยสนับสนุนทางทหารโดยแลกกับการพระราชทานที่ดินและแรงงานทาสตอบแทนแก่ขุนนางจนเกิดระบอบการปกครองแบบศักดินาสวามิภักดิ์ หรือ ฟิวดัลที่ขุนนางขึ้นตรงต่อกษัตริย์ และชาวไร่ชาวนาขึ้นตรงต่อขุนนางที่ตนสังกัดอีกทีหนึ่งจำนวนที่ดินและแรงงานจึงเป็เครื่องวัดว่าขุนนางคนไหนมีอำนาจมากกว่า
กระทั่งถึงยุคสามอาณาจักรแฟรงก์ ใน่คริสต์ศตวรรษที่ 9ยุโรปยุคกลางยังมีตระกูลขุนนางที่แย่งชิงความเป็ใหญ่กันสองตระกูลคือ
ตระกูลมอนต์คาเบล และ ตระกูลฟอนดอร์ฟ
และนี่คือภารกิจของพวกเ้า
ทีม A จงไปช่วยตระกูลมอนต์คาเบล
ทีม B ไปช่วยตระกูลฟอนดอร์ฟ
เอาละ ขอให้สนุกกับการผจญภัยนะ ฮ่าฮ่าฮ่า”
สิ้นเสียงของเ้าระบบ พวกเขาก็โดนวาร์ปกลับไปยังยุคกลางในบัดดล
ท่ามกลางป่าโปร่งที่ปกคลุมด้วยสายหมอกและลมหนาวพวกของนาสรินกำลังยืนงงอยู่บนถนนแบบโบราณที่ตัดผ่านแมกไม้สูงใหญ่แล้วนาทีต่อจากนั้นก็ปรากฏกองคาราวานซึ่งนำหน้าด้วยอัศวินขี่ม้านำทางตามด้วยขบวนเกวียนบรรทุกสิ่งของมีผ้าใบปกคลุมแ่าและอีกหลายคันเป็รถม้าบรรทุกคนโดยสารทั้งชายหญิง คนแก่และเด็กรวมถึงนักบวชคาทอลิกรูปหนึ่ง ทั้งหมดเร่งรีบเดินทาง ราวกับจะหลบหนีสิ่งใดมา
ห่างจากขบวนนั้นไปไม่ไกล แลเห็นกลุ่มคนสวมชุดขนสัตว์ สวมหมวกมีเขาโง้งราวควายป่าขี่ม้าไล่ตามมาอย่างรวดเร็ว พร้อมส่งเสียงโห่ร้องฟังดูน่ากลัวสร้างความตื่นตระหนกให้ขบวนอพยพที่เพิ่งผ่านไปยิ่งนัก
“พวกไวกิ้งตามมาแล้ว พวกเรารีบหนีเร็ว อ้าวนี่เธอเป็ใครมาทำอะไรที่นี่ รีบหาที่หลบภัยเร็วไอ้คนเถื่อนเ่าั้มันเหี้ยมโหดมากนะ เจอใครเป็ฆ่าไม่เว้นแม้แต่เด็กหรือผู้หญิงหนีเร็ว” หญิงชราคนหนึ่งกล่าวเสียงสั่นเครือขณะจับโครงรถม้าไว้แน่น
หาญกล้าเห็นดังนั้นก็หยิบกิ่งไม้ที่ตกอยู่ตามพื้นขึ้นมาบริกรรมคาถาแล้วเป่าอย่างแ่เบาก่อนจะขว้างไปยังเบื้องหน้าของทหารไวกิ้ง บังเกิดเป็กุมารสามตาพุ่งเข้ากระแทกใส่หัวหน้าผู้รุกรานจนตกจากหลังม้าขวานหลุดจากมือ หมวกเหล็กหลุดกระเด็นเรือนผมอันยาวสลวยสีน้ำตาลปลิวสยายขณะที่ร่างอันใหญ่กำยำหงายหลังกระทบพสุธาดังพลั่ก
ทหารไวกิ้งที่ติดตามกระตุกบังเหียนม้าให้หยุดชะงัก ขณะเดียวกันหนานเขียวกอบดินจากพื้นขึ้นมากำแน่นในมือแล้วบริกรรมเวทย์มนตร์เสกเป่าให้กลายเป็วัวธนูไฟตัวใหญ่ั์วิ่งไล่ขวิดไล่ชนเหล่าคนโหดให้แตกหนีกระเจิดกระเจิงรวมถึงเ้าตัวหัวหน้าก็วิ่งไม่คิดชีวิต
“พวกท่านไม่เป็ไรแล้วนะ มันหนีไปแล้ว ว่าแต่ท่านมาจากไหนกัน”เ้าหญิงนาสรินถามอัศวินที่คุมกองคาราวาน
“พวกเรามาจากตระกูลมอนต์คาเบลกำลังอพยพครัวเรือนพลเมืองในสังกัดจากชายแดนหนีพวกไวกิ้งเพื่อไปหลบภัยที่ปราสาทมอนต์คาเบล ห่างจากนี้ไม่กิ่สิบไมล์หรอก”
“ โชคดีที่พวกลูกมาช่วยไว้ ขอบคุณมาก ว่าแต่ลูกทั้งหลายจะไปไหนกันล่ะ”ท่านบาทหลวงเดินมากล่าวเสริม
“พวกหนูได้รับภารกิจให้มาช่วยตระกูลมอนต์คาเบลนี่ละค่ะ”สาวเปอร์เซียตอบ
“จริงเหรอ ถ้าเช่นนั้นก็เดินทางไปด้วยกันสิ พ่อคือบิชอปแห่งอลามันน์ผู้สนับสนุนกษัตริย์เรย์มอนด์ และตระกูลมอนต์คาเบลอยู่ พ่อจะพาไปหาลอร์ดมาร์คัสผู้ปกครองตระกูล”
“ยินดีค่ะ”
แล้วทีมของนาสรินก็นั่งรถม้าไปกับท่านบิชอปผ่านชายป่า เนินกว้าง ลำธารใสไหลเย็นระหว่างนั้นก็พากันสนทนาไปด้วย
“แคว้นของเราเพิ่งเปลี่ยนกษัตริย์ใหม่มาไม่นานหลังจากาาองค์ก่อนสิ้นพระชนม์ พระโอรสองค์โตและองค์รองเกิดการต่อสู้แย่งชิงบัลลังก์จนเข่นฆ่ากันเองสิ้นไปทั้งคู่จึงเหลือเพียงเรย์มอนด์อันเป็พระโอรสองค์สุดท้องขึ้นครองราชย์ด้วยชันษาเพียงสิบห้าปี ยังด้อยประสบการณ์และวุฒิภาวะบรรดาตระกูลขุนนางส่วนใหญ่ก็เอาใจออกห่าง เหลือเพียงสองตระกูลที่คานอำนาจกันอยู่คือมอนต์คาเบลที่ยังจงรักภักดีและฟอนดอร์ฟไปสมคบกับพวกไวกิ้งและกลุ่มลัทธิต่อต้านพระคริสต์ส่อเค้าว่าจะล้มราชบัลลังก์นี่แหละ”
“ไม่ต้องห่วงค่ะคุณพ่อพวกหนูจะร่วมต่อสู้ปกป้องมอนต์คาเบลอย่างเต็มที่ค่ะ” สาวงามยิ้มอย่างมั่นใจ
และแล้วขบวนคาราวานก็เดินทางไปถึงปราสาทมอนต์คาเบลซึ่งตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาเตี้ยๆ เื้ัเป็ขุนเขาทอดยาวจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตกล้อมรอบด้วยคูน้ำกว้างราวหกเมตร มีกำแพงสูงป้องกันตัวปราสาทอย่างแ่า
อัศวินที่นำหน้าขบวนก็เป่าแตรคนรักษาประตูก็หมุนกลไกให้สะพานทอดลงมาวางพาดคูน้ำให้คน รถและม้าข้ามเข้าไปได้
ภายในห้องโถงใหญ่ที่ตกแต่งอย่างหรูหาายกลางคนในชุดเสื้อคลุมยาวทำจากผ้ากำมะหยี่สีดำ ปักลายสีทองเย็บขอบด้วยผ้าไหมสวยงาม สวมทับเสื้อผ้าด้านในมีเครื่องประดับเป็สร้อยคอทองคำตกแต่งด้วยอัญมณีเคียงข้างกันมีสตรีสูงศักดิ์ในวัยไล่เลี่ยกันสวมชุดเดรสยาวประดับไข่มุกและผ้าคลุมปักลายสวมมงกุฎทองเล็ก ๆ พร้อมถุงมือหรูทั้งคู่ยืนให้การต้อนรับคณะบิชอปแห่งอลามันน์อย่างสมเกียรติ
ชายสูงศักดิ์คุกเข่าเบื้องหน้านักบวชแล้วจุมพิตมือของท่านก่อนจะลุกขึ้นโค้งคำนับแล้วกล่าวปฏิสันถาร
“ข้าพเ้าลอร์ดมาร์คัสและภริยาขอให้การต้อนรับคณะท่านบิชอปด้วยความเคารพศรัทธายิ่งแต่ดูเหมือนจะมีแขกแปลกหน้าติดตามมาด้วยใช่หรือไม่”ท่านลอร์ดตาสีฟ้ามองไปยังกลุ่มของนาสริน
“ขอบคุณท่านบารอนและบารอนเนสเป็อย่างยิ่งใช่แล้ว ประสกเหล่านี้คือผู้ที่พระเ้าส่งมาช่วยพวกเรารบกับข้าศึกศัตรูก่อนจะมาที่นี่พ่อได้เห็นอภินิหารของพวกเขาแล้วสามารถขับไล่กองกำลังไวกิ้งให้เตลิดหนีไปอย่างง่ายดายพ่อเชื่อว่าเขาต้องเป็กำลังสำคัญให้เราได้อย่างแน่นอนเอ้าลูกทั้งหกแนะนำตัวกันหน่อย” ท่านบิชอบยืนยัน
“ดิฉันนาสรินเป็ชาวเปอร์เซีย ส่วนชายหนุ่มทั้งสามเป็ชาวไทย ชื่อหาญ เขียว และทองฮะพร้อมสาวใช้สองคนของดิฉันชื่อดานาและซาราห์เ้าค่ะ”
“ถ้าเช่นนั้นเชิญท่านทั้งหลายพักอิริยาบถดื่มน้ำชาก่อนข้าพเ้าจะให้คนจัดเตรียมที่พัก อาหารแล้วค่อยมาปรึกษาหารือเื่การรับมือกับข้าศึกในตอนค่ำ”
“ขอบคุณท่านบารอนมากค่ะ”นาสรินกล่าวพร้อมถอนสายบัว
หลังจากอาหารค่ำเ้าหญิงเปอร์เซียในชุดคลุมยาวทำด้วยผ้าขนสัตว์ มีผ้าขาวคลุมศีรษะยืนถือไม้ขีดเขียนบนกระบะทรายเพื่อวางแผนการรับมือกับตระกูลฟอนดอร์ฟแล้วกล่าว
“เสบียงอาหารเป็ยุทธปัจจัยสำคัญของการทำศึกดังนั้นเราต้องสร้างพื้นที่เพาะปลูกพืชผัก เลี้ยงสัตว์และผลิตอาวุธเพิ่มในบริเวณรอบนอกปราสาทอีกทั้งยังต้องก่อสร้างกำแพงปราการด้านนอกเพิ่มอีกชั้นหนึ่งเพื่อปกป้องเสบียงอาหารของพวกเรา สิ่งเหล่านี้ต้องเร่งกระทำให้แล้วเสร็จก่อนที่พวกข้าศึกจะย้อนกลับมาโจมตีเราเ้าค่ะ”
“กระผมก็จะสร้างกองทัพวัวธนูไว้รับมือกับพวกไวกิ้งคราวที่แล้วเห็นพวกนั้นวิ่งแจ้นเหมือนสุนัขหางจุกตูด ยังขำไม่หายเลย”หนานเขียวกล่าวไปยิ้มไป
“ผมก็จะใช้กุมารเทพสามตาสายเขมรเข้าประจญศัตรู” หาญกล้าเสนอ
“ส่วนผมจะใช้กองทัพหุ่นพยนต์เข้าตะลุมบอนกับพวกมัน”ทองฮะเอ่ย
ท่านบารอนยังไม่เคยเห็นฝีมือจึงยังไม่ค่อยเชื่อแต่ก็กล่าวอย่างให้เกียรติ
“เื่การสร้างปราการชั้นนอกและปรับพื้นที่เพาะปลูกนั้นไม่มีปัญหาข้าพเ้าจะดำเนินการให้ ส่วนสิ่งของวิเศษต่าง ๆ นั้นเชิญท่านทำได้ตามสบายขาดเหลือสิ่งใดก็บอกกับคนรับใช้ที่นี่ได้ เขาจะจัดหาให้”
“ขอบคุณค่ะท่านบารอน”
ทางด้านปราสาทฟอนดอร์ฟ
พวกกามิลและอาริฟกำลังสาธิตการใช้เวทย์มนตร์เสกัพ่นไฟให้ออกมาแสดงฤทธิ์เดชให้เคานต์ทัคเกอร์ผู้นำตระกูลฟอนดอร์ฟได้ชม
“อืมยอดเยี่ยมมาก ขอให้ท่านทั้งหลายช่วยข้ายึดปราสาทมอนต์คาเบลมาให้ได้ในเร็ววันจักสมนาคุณท่านอย่างงาม”
“ท่านเคานต์อย่าเพิ่งไปเชื่อมันมากคราวที่แล้วลูกน้องของข้าโดนวัวไฟประหลาดไล่ขวิดจนกองทัพแตกกระเจิง แถมยังมีเด็กผีที่เหาะได้พุ่งมาชนจนพวกทหารของข้าหน้าหงายคะมำไม่เป็ท่าแค่ัตัวเดียวจะสู้พวกนั้นได้หรือ” ชายร่างั์มีผมและหนวดเคราสีแดงสวมหมวกเหล็กมีเขา สวมเสื้อผ้าเป็ขนสัตว์ บ่งบอกเอกลักษณ์ไวกิ้ง
“ท่านอิริคอย่าเพิ่งมีโทสะไปลองให้พวกเขาแสดงฝีมือดูก่อนก็ไม่เสียหายอย่างไรเสียก็มีกองทัพของท่านคุ้มกันอยู่แล้ว ข้าวางใจ” ทัคเกอร์ ออฟ ฟอนดอร์ฟ กล่าวกับอิริค เดอะ เรด าาไวกิ้ง
กามิลและอาริฟนั่งมองค้อนเ้าผมแดงอย่างเงียบงันโดยมีเ้าสูงจาฮัดกับเ้าเตี้ยฟาฮัด ยืนถลึงตามองพวกคู่แข่งในฝ่ายเดียวกัน
ญินสองตนอิบลีสกับไซต้า ก็ล่องหนไปตบกบาลราชันย์ผมแดงดังป้าบแต่เขากลับมองไม่เห็นร่างของพวกมัน
“เฮ้ยใครมาตบหัวกูวะ”
ท่านเคานต์ก็มองอิริคอย่างแปลกใจว่าเขาเพี๊ยนไปหรือเปล่า
ทางด้านปราสาทมอนต์คาเบล
ระหว่างฝึกทหารในปราสาทนาสรินพยายามฝึกใช้ธนูตามคำแนะนำของระบบแต่เธอยังเล็งไม่แม่นและปล่อยลูกธนูพลาดเป้าไปตกกลางสนาม หาญกล้าจึงเดินเข้ามาช่วย
"มือมันสั่นแบบนี้น้องรินต้องผ่อนลมหายใจก่อน"
เขาเดินมาอยู่ด้านหลังจับข้อมือเธอเบา ๆ เพื่อปรับท่าจับคันธนู
เ้าหญิงชายหางตาไปมองกล่าวขณะหล่อนหน้าแดงเล็กน้อย
"ใกล้ไปไหมคะพี่หาญ?"
"ไม่ใกล้หรอก...เอ้า! พร้อมนะ... ผ่อนลมหายใจแล้วปล่อย!"
ลูกธนูพุ่งไปปักเป้าได้ใกล้จุดศูนย์กลางมากขึ้นนาสรินะโด้วยความดีใจ แต่เท้าเธอสะดุดหินจนเสียหลัก หล่อนร้องเบา ๆ
"อ๊ะ!"
หาญกล้าคว้าตัวเธอไว้ทัน แขนของเขาประคองร่างเธอไว้แน่น สายตาของทั้งสองสบกันชั่วขณะท่ามกลางสายลมอ่อน ๆ และเสียงนกเหนือยอดไม้
"ดีนะที่จับทันไม่งั้นล้มเจ็บแย่เลย"
"ขอบคุณค่ะพี่หาญ..."นาสรินหลบสายตา
เธอยืนนิ่งครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มให้แล้วเดินกลับไปฝึกต่อ
"ขอให้จับทันตลอดไปก็แล้วกัน..."หาญกล้าพูดเบา ๆ กับตัวเอง
ใกล้เคียงกันพวกหนานเขียว ทองฮะ ก็กำลังซักซ้อมจัดกระบวนทัพของเหล่าวัวธนูและหุ่นพยนต์ส่วนสองสาวดานาและซาราห์ก็กำลังซ้อมแทงหอกอย่างตั้งอกตั้งใจ
“นี่มือนึงจับตรงกลางอีกมือจับตรงด้ามควบคุมทิศทาง เล็งให้ดีแล้วแทงไป” อัศวินหนุ่มสาธิตให้สองสาวดู
“ขอบคุณค่ะพี่ชื่ออะไรคะ” ดานาถาม
“พี่ชื่อเซอร์แลนด์สไลด์”
“เอเคยได้ยินแต่เซอร์แลนเซอล็อต ส่วนแลนด์สไลด์นี่แถวบ้านเราก็มี่หน้าฝนดินูเามาไหลลงมาน่ะ” ซาราห์คอมเม้นท์
ท่ามกลางเปลวแดดเหล่าทหารและอัศวินยังคงฝึกเพลงดาบเพลงทวนกันอย่างเอาเป็เอาตาย
ฝ่ายตระกูลฟอนดอร์ฟ
อิริคยื่นคำขาดกับเคานต์ทัคเกอร์
“ในการศึกครั้งต่อไปนี้ขอให้ใช้กองกำลังไวกิ้งของข้าเป็หลัก โดยไม่พึ่งพาเวทย์มนตร์ของพวกอาหรับนั่น ดูสิว่าฝีมือของใครจะเหนือกว่ากัน”
“ท่านคิดว่าการาเป็ของทดลองเล่นได้หรือผลลัพท์ที่เกิดอาจจะยากเกินเยียวยาดังเดิมได้” เคานต์ทัคเกอร์โต้แย้ง
“ถ้าท่านไม่ยินยอมข้าก็จะถอนตัวจากการช่วยเหลือท่านขอไปล่องเรือตีกินบ้านเมืองตามที่เคยคงสบายใจกว่า” อิริคกล่าวอย่างขึงขัง
ขุนนางใหญ่นิ่งอึ้งครู่หนึ่งก่อนจะกล่าว
“ก็ได้แต่ต้องให้พวกกามิลติดตามไปเป็กองกำลังเสริมเผื่อผิดพลาดประการใดจะได้แก้สถานการณ์ได้”
“ตกลงตามนั้น”ั์ผมแดงตอบรับ
ในคืนหนึ่ง ฝนตกกระหน่ำขณะหาญกล้าและนาสรินกำลังเดินทางกลับจากหมู่บ้านใกล้ปราสาทระหว่างทาง นาสรินสะดุดโคลนจนรองเท้าหลุด
"พี่หาญฉันเดินไม่ไหวแล้ว!"
หาญกล้าหันไปมอง ก่อนจะยื่นมือให้เธอจับไว้แน่นแล้วพาเธอลุยฝ่าสายฝนจนถึงประตูปราสาท มือของทั้งสองเปียกปอนแต่ยังไม่ปล่อยจากกัน
"น้องรินตัวเย็นหมดเลย"
เขาถอดเสื้อคลุมให้เธอใส่ขณะที่นาสรินยิ้มอย่างอบอุ่น
"ถ้าพี่ไม่อยู่ฉันคงลำบากแย่..."
สองเดือนต่อมา
ม้าเร็วขี่ข้ามสะพานไม้เข้าไปยังปราสาทมอนต์คาเบล
“เรียนท่านลอร์ดกองทัพไวกิ้งกับกำลังทหารของฟอนดอร์ฟบุกมาแล้ว อีกราวสิบไมล์ก็จะถึงปราสาทเราโปรดสั่งการครับ”
“นาสรินกับเซอร์แลนสไลด์นำทัพออกไปตั้งรับด่วน”
“เ้าค่ะ/ ขอรับ”
กองทัพของตระกูลฟอนดอร์ฟมาคราวนี้พวกไวกิ้งจัดทหารมากกว่าคราวก่อนหลายสิบเท่า มีทั้งดาบเล่มใหญ่ หอก หลาว ดั้งเขนโล่ ลูกตุ้ม ม้าศึกหุ้มเกราะ เครื่องยิงลูกหินแบบคานดีดคานงัดติดล้อ ตามด้วยขบวนม้าของพวกกามิลที่มาเฝ้าสังเกตการณ์
ฝ่ายพวกนาสรินยืนดูอยู่บนป้อมกำแพงปราสาทเห็นกองทัพไวกิ้งมากมายมหาศาลมารายล้อมลานกว้างภายนอกก็หาระย่นย่อไม่เพราะพวกหาญกล้าได้ตั้งรับไว้หน้ากำแพงเมืองเรียบร้อยแล้ว
“ยอมเปิดประตูให้เราเข้าไปยึดปราสาทเสียโดยดีแล้วข้าจะไว้ชีวิตพวกเ้า” อิริคร้องะโเสียงดัง หวังจะข่มขวัญคนในปราสาท
“เก็บชีวิตของเ้ากลับไปพบหน้าลูกเมียจะดีกว่านะเ้าไวกิ้งหน้าโง่” เสียงลอร์ดมาร์คัสะโกลับมาจากเหนือกำแพง
“ไม่ยอมใช่มั๊ยถ้าเช่นนั้นจะให้เ้าลิ้มรสของลูกหินั์บัดเดี๋ยวนี้ เฮ้ย ยิงถล่มมันเลย”กล่าวจบเครื่องยิงะุหินนับสิบคันก็ระดมดีดลูกศิลากลมกลึงพุ่งใส่กำแพงปราสาทชั้นนอกที่ทำด้วยท่อนซุงแตกออกเป็ช่อง
ทันใดวัวธนูนับร้อยตัวที่มีไฟลุกท่วมก็กรูกันเข้าไปปะทะทัพหน้าของไวกิ้งจนแตกตื่นโกลาหลทหารคนใดวิ่งหนีไม่ทันก็โดนไฟแผดเผาร่างเจ็บตายลงไป
หาญกล้ายังปล่อยกุมารสามตานับร้อยตัวบินไปเกาะหัวบรรดาแม่ทัพนายกองที่นั่งบนหลังม้าแล้วหักคอคนเ่าั้ดับชีพคาที่
ทองฮะบังคับหุ่นพยนต์นับร้อยผุดขึ้นจากพื้นดินที่ซ่อนรอบกองทัพข้าศึกเข้าต่อตีกับพลทหารแบบตะลุมบอน แม้พวกศัตรูจะใช้ดาบหอกฟันแทงแต่หุ่นอาคมก็หาระคายเคืองไม่ ยังต่อสู้ได้อย่างแข็งขันอดทน
หาญกล้าฉวยโอกาสชุลมุนวิ่งเข้าไปต่อสู้กับอิริคตัวต่อตัว ดาบปะทะดาบ แม้ร่างกายจะเล็กกว่าไวกิ้งแต่เขาได้เปรียบที่ความปราดเปรียว หลบหลีกคล่องแคล่ว ฟันแทงจุดอ่อนบริเวณขาข้อพับของั์ผมแดงจนล้มลง แต่ก่อนที่หาญจะฟันซ้ำกามิลก็ควบม้าเข้ามาใช้ปลายหอกรับดาบของเขาไว้
“ช้าก่อนน้องชายวันนี้เราเลิกทัพกันเท่านี้เถิด”
พวกไวกิ้งเข้ามาหิ้วปีกาาของตนแล้วถอยทัพกลับไปอย่างทุลักทุเลฝ่ายเ้าชายอาหรับก็หันไปพูดกับเ้าหญิงเปอร์เซีย
“นาสรินน้องรักกลับไปพร้อมกับข้าเถิด แล้วจะแต่งตั้งเ้าเป็ราชินี หากเ้าไม่อยากอยู่ในฮาเร็มข้าก็จักไม่บังคับ ขอเพียงมีน้องอยู่เคียงข้าง เ้าอยากได้อะไรข้าก็ยอม”
“เชิญท่านกลับไปเถิดข้าไม่ใช่เครื่องเล่นของใคร” นาสรินกล่าวแล้วหันหลังกลับเข้าปราสาทไป
เสียงของระบบลึกลับ “ ทีม A ได้ค่า XP เพิ่ม 1000 แต้ม”
สวนดอกไม้ยามเช้าที่ปราสาทมอนต์คาเบล
หลังาเบื้องต้นสงบลงนาสรินออกมาเดินเล่นในสวนของปราสาท เธอพบว่ามี Bluebell ดอกไม้ป่าสีฟ้าอมม่วงที่เริ่มบานท่ามกลางสายหมอกจางๆ ลมพัดเย็นสบาย
หาญกล้ากำลังหอบฟืนมาใส่เตาผิงเห็นเ้าหญิงยืนมองดอกไม้ จึงเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม
"น้องริน...กินเข้าเช้าแล้วบ่?"หนุ่มโคราชลืมตัวพูดอีสานสำเนียงยโส
นาสรินหัวเราะเบา ๆ แล้วกล่าว"พี่หาญพูดฝรั่งสิ"
"ขอโทษครับ...I just want to... bringyou flowers!" เขาพูดตะกุกตะกัก ก่อนจะเอื้อมไปเก็บช่อ Daisyดอกเล็ก ๆส่งให้เธอ
นาสรินยิ้มอย่างประหลาดใจ"พี่ให้ฉันเหรอ?"
"ใช่ครับ...ผมเคยเห็นยายผมบอกว่า ถ้าผู้ชายให้ดอกไม้ผู้หญิง... แปลว่าเขาอยากให้เธอยิ้ม"
นาสรินรับดอกไม้มา แล้วหลับตาสูดกลิ่นเบา ๆรอยยิ้มของเธอทำให้หาญกล้ารู้สึกเหมือนหัวใจเต้นแรงขึ้น
นาสรินกระซิบเบา ๆ"พี่หาญ...เคยให้ใครแบบนี้มาก่อนไหม?"
หาญกล้าหน้าแดงเล็กน้อย"บ่เคย...คนแรกเลย"
บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความเงียบสงบมีเสียงลมพัดกิ่งไม้ไหว กับแสงแดดอุ่น ๆ ส่องใบหน้าของทั้งสอง
นาสรินเอ่ยชม"ดอกไม้สวยจัง...แต่ฉันว่ารอยยิ้มของพี่สวยกว่า"
หาญกล้าเกาหัวเขิน ๆ ก่อนจะยิ้มกว้างออกมา
เขารวบรวมความกล้าพูดกับผู้สาว"น้องริน...ถ้าผมอยู่ที่นี่นานกว่านี้... ผมอยากพาน้องไปดูดอกไม้บานทุกที่เลย"
ทางด้านปราสาทฟอนดอร์ฟ
ปัง!เสียงตบโต๊ะของเคานต์ทัคเกอร์ตามด้วยเสียงก่นด่าใส่พวกไวกิ้ง
“Dick head! Fuck your mom! ข้าบอกแล้วใช่ไหมว่าการทำาไม่ใช่เื่ล้อเล่น แล้วยังไง แกจะรับผิดชอบผลลัพท์นี้เยี่ยงไรไอ้ควายป่า”
อิริคและพวกยืนก้มหน้าหงอยขณะที่พวกกามิลและอาริฟแอบสมน้ำหน้าในใจ
“การศึกคราวหน้าให้กามิลและอาริฟนำทัพไปรบ มีเวทย์มนตร์อะไรก็งัดออกมาใช้ให้หมดไปเตรียมคนและอาวุธ ทำการซ้อมรบั้แ่วันนี้ ไปได้” กล่าวจบทัคเกอร์ก็ใช้ดาบฟันหัวของหุ่นปั้นขาดกระเด็น!
ณสวนสมุนไพรหลังปราสาทมอนต์คาเบล
เ้าหญิงเปอร์เซียกำลังตักผงอะไรบางอย่างเทลงบนผืนผ้าขนาดผ้าเช็ดหน้าก่อนจะห่อเป็ถุงชุบน้ำมันแล้วมัดติดกับปลายลูกศร
“น้องรินทำอะไรอยู่จ๊ะ?”หาญกล้าเดินมายืนด้านข้าง
“อ๋อทำของที่ใช้ในาน่ะค่ะ แต่ขออุบไว้ก่อน ยังไม่บอกว่าจะใช้ทำไม”
หนุ่มโคราชหยิบของที่มัดแล้วขึ้นดูก่อนจะกล่าว
“นี่ถ้าไม่มัดกับปลายลูกธนูพี่นึกว่ารินจะทำลูกประคบนะเนี่ย”
สาวปลูกผักยิ้มแล้วพูด
“พี่หาญเมื่อยหรือคะอยากนวดละสิ นอนลงเดี๋ยวน้องจะเหยียบให้”
หาญหัวเราะเบา ๆ แล้วตอบ
“เปล่า พี่พูดเล่นน่ะ”
าชิงปราสาทมอนต์คาเบล
ยามค่ำคืน ลมหนาวพัดแรง กองทัพตระกูลฟอนดอร์ฟและกองกำลังไวกิ้งเคลื่อนพลมาประชิดปราสาทมอนต์คาเบลไฟคบเพลิงส่องสว่างเหนือกำแพงหินสูง
อาริฟปล่อยญินทั้งสองตน (อิบลีสและไซต้า) บุกโจมตีกำแพงปล่อยพายุหมอกดำบดบังทัศนวิสัย แล้วใช้ไสยเวทย์เสกเปลวไฟสีเขียวทำลายประตูปราสาททหารปราสาทต่างพากันถอยหนีด้วยความหวาดกลัว
าาไวกิ้ง เอริค เดอะ เรด นำกองกำลังพังประตูชั้นในเกิดความโกลาหลภายในปราสาท ผู้คนต่างวิ่งวนชนกันวุ่นวายระคนกับเสียงโห่ร้องเซ็งแซ่ของทหารฝ่ายข้าศึก
ขณะกองทัพไวกิ้งบุกเข้ามาในลานปราสาท ทหารของมอนต์คาเบลใช้โล่และดาบเข้าตั้งรับ แต่พลังเวทย์ของญินที่อาริฟปล่อยออกมา แปลงร่างเป็งูไฟั์ พุ่งเข้าโจมตีทหารจนแตกฮือพาวิ่งเอาตัวรอด
หาญกล้าร้องะโ"ไอ้ตัวนี้ฝากให้ฉันจัดการเอง!"
เขาเสก กุมารสามตาให้กลายร่างใหญ่ขึ้นเป็เท่าตัว แล้วปะทะกับงูไฟพื้นดินสั่นะเืจากแรงปะทะ
กุมารนั้นใช้หอกด็องฮามแทงทะลุเกล็ดไฟของงูั์ ทำให้มันล้มลงและสลายหายไป
หาญกล้าหันไปหาเพื่อน "หนานเขียว!ทองฮะ! ได้เวลาโชว์ของแล้ว!"
หนานเขียวเสก ช้างธนูติดไฟ พุ่งชนกองทัพไวกิ้งจนแตกกระเจิง
ทองฮะเรียก ลิงพยนต์ั์ สูงสามเมตรเข้าปะทะกับญินของกามิลเกิดการประลองพลังกันกลางลานปราสาท
นาสรินยืนอยู่บนระเบียงปราสาทยิงลูกศรผูกถุงยาสมุนไพรจุดไฟ พุ่งไปในอากาศพ่นหมอกยาสลบใส่ทหารบางส่วนเพื่อถ่วงเวลา
ดานาและซาราห์ สับกลไกเครื่องดีดลูกบอลไฟเข้าใส่กองทัพไวกิ้งที่กำลังรุกคืบเข้ามาเรื่อยๆ
หาญกล้าปะทะกับ กามิล กลางสนามหญ้าหน้าปราสาท
เ้าชายอาหรับใช้ดาบยาวของอัศวินฟันเข้าใส่ แต่หนุ่มหาญหลบได้อย่างคล่องแคล่วก่อนจะเสก กุมารสี่หูห้าตา ออกมาช่วยต่อสู้
กามิลหัวเราะ "แค่นี้เหรอ บักหาญ!เ้าประมาทข้าเกินไป!" ว่าแล้วก็ใช้พลังสายฟ้าโจมตีใส่ แต่หาญกล้าใช้โล่ไสยเวทย์รับสายฟ้าไว้แล้วแทงสวนกลับด้วย ดาบเวทย์มนตร์ดัลโยกชะเนียะอะเร็กของขลังสายเขมร
เสียงดาบปะทะกันก้องไปทั่วปราสาท ทั้งสองฝ่ายต่างไม่ยอมแพ้จนกระทั่งเกิดเสียงแตราดังขึ้น ตามด้วยเสียงกลองศึกตีรัว ๆปนกับเสียงกระทบกันของอาวุธ เสียงร้องโหยหวนของทหารที่ได้รับาเ็
จุดเปลี่ยนของา
ขณะกำลังเสียเปรียบ นาสรินปีนขึ้นหอคอยแล้วใช้ธนูไฟยิงไปที่กองเชื้อเพลิงของกองทัพไวกิ้ง ทำให้ไฟลุกท่วมทั่วสนามรบ
ทหารฝ่ายมอนต์คาเบลโห่ร้องด้วยความฮึกเหิมก่อนจะบุกตีกลับจนกองทัพฟอนดอร์ฟต้องล่าถอย
อาริฟปีนขึ้นไปทางบันไดวนบนหอคอยเพื่อจับตัวนาสรินใช้พลังเสกโซ่เงามืดรัดร่างของเธอไว้ สาวงามใกลัวยิ่งนัก พยายามดิ้นรนขัดขืนแต่ก็รวบรวมสติ ดึงไอเทมจากระบบออกมา "ผลึกแสงสุริยัน" แล้วสะท้อนพลังกลับไปทำให้โซ่เงามืดแตกกระจาย
นาสรินถามระบบ "ท่านใช้พลังผ่านตัวข้าหรือ?“
ระบบบอกว่า ข้าก็ใช้พลังได้เหมือนกัน!"
แล้วก็มีแสงสีทองส่องวาบออกจากมือของนาสรินทำให้อาริฟถูกผลักกระเด็นตกลงไปจากหอคอย
หาญกล้าวิ่งตามขึ้นมาทางบันไดเวียน เขาพักหอบหายใจก่อนจะยื่นมือไปช่วยนาสรินที่นั่งหมดแรงอยู่บนพื้น มือของทั้งสองจับกันแน่น
หาญกล้า: "เจ็บตรงไหนไหม?"
นาสรินยิ้ม "ไม่เป็ไรค่ะขอบคุณนะพี่หาญ... เราทำได้แล้ว"
ทั้งสองน้ำตาซึมด้วยความปลื้มปีติ
สายลมแรงพัดผ่านเศษซากปราสาทที่ยังมีเปลวไฟลุกโชนทั่วบริเวณ
เมื่อกองทัพศัตรูล่าถอย เหล่าทหารที่รอดชีวิตค่อยๆ รวมตัวกัน ลอร์ดมาร์คัสมองดูทหาราเ็และซากปรักหักพังด้วยน้ำตา
นาสรินเดินเข้าไปหาเขา: "ท่านลอร์ด…เราชนะแล้ว ท่านต้องเข้มแข็งเพื่อพวกเขา"
ลอร์ดมาร์คัสสะอื้นเบา ๆก่อนจะคุกเข่าต่อหน้านาสริน
"ขอบคุณท่าน... ขอบคุณสำหรับความกล้าหาญ"
“ไม่เป็ไรค่ะ ท่านลอร์ดลุกขึ้นเถิด ดิฉันทำตามหน้าที่เท่านั้น”เ้าหญิงยิ้มอย่างจริงใจ
กลางดึกคืนนั้น
นาสรินและพวกพ้องยังไม่ได้หลับนอนหล่อนนำยาสมุนไพรที่ปลูกเองไปช่วยทำแผลทหารและพลเรือนที่าเ็จาการอบบริเวณปราสาท
“ใส่ยาแล้ว อีกไม่กี่วันแผลก็หายระวังอย่าให้โดนน้ำนะ” สาวเปอร์เซียกล่าวขณะที่ดานาและซาราห์ก็กำลังปฐมพยาบาลคนเจ็บอยู่ใกล้ ๆ
เช้าวันรุ่งขึ้นท่ามกลางสวนดอกไม้ที่มีกุหลาบแดงเต็มต้น ผีเสื้อปีกสวยโบยบินโฉบเฉี่ยวไปมาราวกับกำลังเต้นรำ
ขณะที่หาญกล้ากำลังเช็ดเืจากดาบของตัวเองนาสรินเดินมาพร้อมถ้วยน้ำสมุนไพร
นาสริน: "พี่หาญ…ดื่มนี่เถอะค่ะ จะได้หายเหนื่อย"
หาญกล้ารับน้ำมา มือของทั้งสองแตะกันโดยบังเอิญ ความเงียบปกคลุมชั่วขณะสายตาของทั้งสองสบกันอีกครั้ง
หาญกล้า (ยิ้มเล็ก ๆ): "ขอบคุณนะน้องริน"
ลมหนาวพัดผ่านอีกครั้งแต่บรรยากาศอบอุ่นขึ้นทันที
หลายวันต่อมา
ในงานเลี้ยงฉลองชัยชนะมีการเต้นรำในลานกว้าง นาสรินถูกชักชวนให้ร่วมเต้นรำตามธรรมเนียมท้องถิ่นเธอกำลังเขิน ๆ เพราะไม่คุ้นเคยกับการเต้นรำแบบยุโรปหาญกล้าจึงเดินเข้ามายื่นมือให้เธอ
"ให้พี่ลองนำดูไหม?" หาญกล้าจับมือเธอไว้มั่นพาเธอหมุนช้า ๆ ใต้แสงเทียนและหมู่ดาว แม้เขาจะไม่ได้เต้นเก่งแต่ความพยายามและรอยยิ้มซื่อ ๆ ของเขาทำให้นาสรินหัวเราะอย่างมีความสุข
และก่อนที่ทั้งสองจะจูบกัน...
เสียงหนึ่งดังขึ้น “ GAVE OVER “
แล้วระบบก็พาพวกเขาวาร์ปกลับไปที่ถ้ำเ้าประจำกลางทะเลทรายอาหรับเช่นเคย
“ยินดีต้อนรับการกลับมาของทั้งสองทีมภารกิจรอบนี้ ทีม A ได้ค่าXP เพิ่มอีก3000 แต้ม ส่วนทีม B ติดลบ2000 แต้ม”
“เฮ้ย ไม่ยุติธรรมนี่หว่า ตอนต่อสู้บนหอคอยเห็นท่านแอบช่วยนาสรินไม่ใช่เหรอ อย่างนี้โกงกันนี่โว้ย”
“แล้วไง อาริฟ หรือเ้าอยากจะโดนขังอยู่ในระบบนี้ตลอดไปเอาไหมล่ะ” เสียงระบบกล่าวเสียงเข้ม
“เอ่อ ไม่อยาก ยอมก็ได้” บังริฟคอตก ยอมจำนน
ภารกิจต่อไป พวกเ้าจะต้องไปปฏิบัติหน้าที่ในยุคมูโรมาจิของญี่ปุ่น
ในาระหว่างราชสำนักสองราชวงศ์ เหนือ-ใต้
นาสรินจะต้องไปเป็สายลับในคราบของชิราเบียวชิ เพื่อชิงบัลลังก์จากโชกุนอะชิฮารุ โยชิโทมิ ไปคืนให้แก่จักรพรรดิโกะ-ไดเซย์
พวกกามิลเป็ซามูไร ช่วยเหลือโชกุน
พวกหาญกล้าเป็นินจาช่วยเหลือจักรพรรดิ
つづく
จบตอนที่ 3 โปรดติดตามตอนที่ 4 มูโรมาจิ ศึกสองราชวงศ์สะท้านปฐี
(แต่งจบตอนที่ 3 วันที่ 9 ก.พ.68 )