หลังจากรักษาคนไข้เสร็จจิงซิงอี้นัดให้บริษัทรับส่งพัสดุมาที่คลินิก เพื่อจัดส่งถุงหอมกับธูปหอมที่คนสั่งซื้อออนไลน์
จากนั้นเขาปิดคลินิกชั่วคราวและแขวนป้ายบอกว่าไปทำธุระและให้เบอร์โทรศัพท์เอาไว้และขี่จักรยานไปหาผู้ใหญ่บ้านหวังคุนซึ่งเป็นหัวหน้าคณะกรรมการประชาชนในระดับชุมชนด้วยเพื่อคุยเรื่องการซื้อที่ปลูกสมุนไพร
หวังคุนกำลังจะกินข้าวกลางวันพอดีเมื่อเห็นจิงซิงอี้จอดจักรยานหน้าบ้าน เขาจึงเดินออกมาทักทายป้าหวังซึ่งอยู่ในครัว เมื่อเห็นเขา ก็ดีใจและชวนให้กินข้าวด้วยเพราะพวกเขารู้สึกเหงาที่ต้องกินข้าวแค่สองคน
พวกเขากินข้าวไปด้วยคุยกันไปด้วยจิงซิงอี้มาคุยกับหวังคุนก่อน เพราะเขาต้องการปรึกษากับคณะกรรมการในระดับตำบลและชุมชนที่ดูแลเศรษฐกิจเรื่องการใช้พื้นที่ในหมู่บ้านทำการเกษตร
เขาต้องการจะทำสัญญาเช่าที่ดินประมาณ30 ปี เพื่อทำการเกษตรในพื้นที่ชนบทที่เป็นป่าและเนินเขาซึ่งเป็นพื้นที่หลังบ้านของเขาเอง
หวังคุนแนะนำว่า เขาจะต้องเตรียมเอกสารแผนการและงบประมาณต่างๆเพื่อนำเสนอให้คณะกรรมการประชาชนระดับตำบลและชุมชนพิจารณาและส่งเรื่องขออนุญาตไปตามลำดับ
อย่างไรก็ตามจิงซิงอี้ไม่เป็นกังวลใจมากเพราะการปลูกสมุนไพรของเขาเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมในหมู่บ้านและยังช่วยท้องถิ่นให้มีทั้งเงินรายได้ ภาษี การจ้างงาน และถ้าพัฒนาไปได้ดีอาจจะมีการพัฒนาเศรษฐกิจด้านอื่นๆตามมา เช่น การท่องเที่ยว การวิจัยพัฒนาโรงงานผลิตสมุนไพร และธุรกิจท้องถิ่นอื่นๆ
จิงซิงอี้เล่าความเป็นมาของจิงเซียวและตัวเขาเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจของคณะกรรมการ หวังคุนรู้สึกดีใจมากเขาอยากจะให้หมู่บ้านได้รับการพัฒนาจริงจังเขาไม่อยากเห็นหมู่บ้านมีเหลือแต่คนแก่และเด็ก
ถ้ามีรายได้ที่บ้านเกิดหนุ่มสาวบางคนอาจจะอยู่ที่หมู่บ้านนี้ต่อไปสำหรับบางคนที่ออกจากหมู่บ้านไปทำงานในเมือง กลับมีรายได้ไม่พอใช้โดยเฉพาะในช่วงนี้ ที่การแข่งขันเรื่องงานสูงมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้งานมีไม่เพียงพอแต่ถ้ากลับมาบ้านก็ไม่มีอะไรให้พวกเขาทำอีกและพวกเขายังต้องเลี้ยงดูทั้งพ่อแม่และลูกของตัวเองถ้าจิงซิงอี้สามารถสร้างธุรกิจและไปได้ดี ชุมชนก็จะได้ประโยชน์ตามไปด้วย
เมื่อกลับมาที่คลินิกในช่วงบ่ายเขาเริ่มเตรียมเอกสารและหาข้อมูลเพิ่มเติมแต่แล้วจิงซิงอี้ก็ต้องเงยหน้าขึ้นมาจากคอมพิวเตอร์เมื่อได้ยินเสียงกระดิ่งไฟฟ้าดังที่ประตู
เขาเห็นเด็กสาวคนหนึ่ง อายุประมาณ15-16 ปี เดินเข้ามาที่เคาเตอร์ที่เขากำลังนั่งทำงานอยู่ เด็กสาวแนะนำตัวเองว่า
“หมอจิงคะ หนูอยู่หมู่บ้านข้างๆ นี้ ชื่อ หลี่น่าหนูอยากมาปรึกษาเรื่องปวดหัวค่ะ”
จิงซิงอี้ซักถามประวัติและให้เด็กสาวชั่งน้ำหนักและวัดความดันตามปกติ จากนั้นจึงเริ่มสอบถามอาการหลี่น่าเล่าว่า
“หนูเรียนอยู่ม.ปลายค่ะช่วงนี้ปวดหัวมาก นอนไม่ค่อยหลับเลย”
จิงซิงอี้ถามว่า “เรียนหนักหรือนอนไม่พอครับ”
“ช่วงนี้หนูต้องทำรายงานส่งเยอะค่ะบางครั้งยังเรียนออนไลน์เพิ่มแล้วก็ต้องอ่านหนังสือเพื่อเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยด้วย”
หลี่น่าทำหน้าเศร้า และพูดเหมือนกับระบายความในใจออกมาว่า “ช่วงนี้หนูปิดเทอมชั่วคราว เลยมาอยู่บ้านตากับยายแต่พ่อกับแม่ก็ไม่ให้พัก โทรมาสั่งให้หนูอ่านหนังสือตลอด”
เด็กสาวเงยหน้ามองจิงซิงอี้และพูดด้วยเสียงสั่นเครือ น้ำตาคลอว่า
“แต่หนูก็เหนื่อยเป็นนะคะ”
จิงซิงอี้พยักหน้าอย่างเข้าใจ เขาถามต่อว่า“แล้วน้องบอกพ่อกับแม่หรือเปล่า”
หลี่น่าก้มหน้าแล้วพูดด้วยเสียงสั่นเครือว่า
“บอกแล้วแล้วก็โดนด่าว่าเรียนหนังสือแค่นี้ มันจะเหนื่อยอะไรนักหนาพ่อกับแม่ทำงานหนักหาเงินส่งหนูเรียนกับส่งเงินให้ตายาย เหนื่อยกว่านี้เยอะพวกเขายังต้องอดทนเลย”
เด็กสาวร้องไห้เงียบๆจิงซิงอี้ปล่อยให้เธอร้องไห้จนพอ และส่งกระดาษทิชชูให้ เมื่อเธอหยุดร้องไห้แล้วชายหนุ่มบอกว่า
“เล่าอาการปวดหัวหน่อยว่า ปวดยังไงเป็นมานานรึยัง”
หลี่น่าหยุดร้องไห้เธอรู้สึกดีขึ้นที่ได้ระบายกับออกมา ถึงจิงซิงอี้จะไม่ได้พูดอะไร แต่เขาก็ไม่ได้ขัดขวางการเล่าเรื่องและการร้องไห้ของเธอ
จากนั้น เธอจึงเล่าอาการว่าเธอปวดศีรษะทั้งสองข้าง ปวดมากแถวขมับ และสายตาก็พร่ามัวเมื่อยล้าด้วย
เมื่อตรวจชีพจรสังเกตสีหน้าและดูลิ้นครบแล้ว จิงซิงอี้จึงอธิบายอาการว่า
“เป็นอาการตับหยางแกร่งที่เกิดจากอารมณ์ ความรู้สึก โดยเฉพาะความเครียด วิตกกังวล”
จิงซิงอี้อธิบายความสัมพันธ์ของอารมณ์ที่มีต่อตับดวงตา และระบบย่อยอาหารว่า
“ในทางแพทย์แผนจีนอารมณ์จะส่งผลกระทบต่ออวัยวะภายในหลายอย่างในร่างกายผมไม่รู้ว่าคุณมีความรู้สึกด้านลบอะไรเกิดขึ้นบ้าง แต่เท่าที่พบจะมีอาการที่ส่งผลกับทั้งดวงตาตับ ม้าม กระเพาะอาการ และถ้านานๆไปอาจจะกระทบไปถึงหัวใจได้”
“เวลาเรามีอารมณ์โกรธ เครียดเศร้าเสียใจบ่อยๆ จะทำให้ลมปราณกับเลือดของตับไม่ปกติ ส่งผลให้ปวดศีรษะ อาเจียนตาแห้ง มองเห็นได้ไม่ชัด ความดันของน้องยังสูงด้วย น่าจะมีปัญหาเรื่องการย่อยอาหารแล้วก็ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอด้วยใช่มั้ยครับ”
หลี่น่าตอบว่าใช่ทั้งหมดชายหนุ่มมองไปที่มือของเธอ และพูดต่อว่า “บางทีก็ชอบกำหมัดแน่นด้วยใช่มั้ย”
เธอก็พยักหน้าอายๆจิงซิงอี้บันทึกข้อมูลและอธิบายว่า
“ที่ปวดหัวก็เป็นอาการจากตับเช่นกันแต่เป็นภาวะตับหยางแกร่ง วิธีรักษาก็มีทั้งการกดจุด การฝังเข็ม และการกินยา”
จากนั้นเขาก็สอนให้เด็กสาวกดจุดและนวดที่จุดไท่หยางที่อยู่บริเวณหางคิ้ว เพื่อลดอาการปวดศีรษะและช่วยเรื่องสายตาที่เมื่อยล้าและยังแนะนำว่าถ้าปวดมากอาจใช้น้ำแข็งประคบได้ โดยให้กดจุดเป็นเซ็ต ในเซ็ตหนึ่งกด10-15 ครั้ง ให้ทำวันละ 3 เซ็ต
จิงซิงอี้จ่ายยาให้ด็กสาวไปกินเพื่อลดความร้อนของตับ และบอกให้เธอเปลี่ยนพฤติกรรมต่างๆทั้งการใช้ชีวิตและเรื่องของจิตใจโดยเฉพาะการนอนหลับให้เพียงพอที่จะช่วยให้ตับได้พักผ่อนและสามารถขับสารพิษได้ดี
หลี่น่ารู้สึกดีขึ้นเธอเริ่มยิ้มและพูดมากขึ้น ก่อนจะลุกออกไปเด็กสาวลังเลและถามจิงซิงอี้อย่างกล้าๆกลัวๆว่า
“หมออยากเป็นหมอเอง หรือถูกที่บ้านบังคับให้เป็นคะ”
จิงซิงอี้ชะงักไปนิดหนึ่งเขายิ้มนิดๆและตอบว่า “อยากเป็นเอง แล้วก็ตั้งใจเรียนเองด้วย”
หลี่น่าตาโต เธอถามต่อว่า “แล้วหมอเครียดมั้ยคะ”
จิงซิงอี้เล่าด้วยน้ำสียงเรื่อยๆว่า “เครียดสิถึงทำในสิ่งที่เราชอบ มันก็เครียดอยู่ดี”
หลี่น่ารีบเดินกลับมานั่งฟังที่เก้าอี้อย่างตั้งใจจิงซิงอี้รู้ว่าเธอต้องการฟังคำแนะนำ เขาจึงพูดต่อในขณะที่มือก็จดบันทึกข้อมูลลงคอมพิวเตอร์ไปด้วยว่า
“คนมักจะคิดว่าเราควรทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ เราถึงจะมีความสุข คนเราจึงแสวงหาสิ่งที่ตัวเองชอบเสมอ
แต่ในความเป็นจริงถึงได้ทำสิ่งที่เราชอบ มันก็ต้องพบกับปัญหาอุปสรรค และความเหนื่อยยากอยู่ดีมันไม่มีหรอก การทำสิ่งที่ชอบแล้วจะสบายราบรื่นไปหมด
ผมอยากเป็นหมอมาตั้งแต่เด็กๆเพราะเห็นสิ่งที่คุณตาทำ ก็อยากเป็นตาม ผมต้องเรียนรู้ฝึกฝนอย่างหนักถึงจะเรียนกับคุณตา แต่คุณตาก็ไม่เคยยอมให้ผมทำอะไรเล่นๆการเป็นหมอก็ต้องรับผิดชอบชีวิตคน ผมถึงทำเล่นๆไม่ได้”
จิงซิงอี้มองตาเด็กสาวแวบหนึ่งเมื่อหลี่น่าพูดว่า
“แต่หนูไม่ชอบคณะที่พ่อกับแม่อยากให้เรียน”
จิงซิงอี้ถามเธอว่า“คุณได้ลองเรียนตามที่พ่อแม่บอกแล้วหรือ”
หลี่น่ายิ้มอายๆก่อนส่ายหัวปฏิเสธ
“แล้วคุณอยากเรียนอะไรล่ะ”
“ก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ” เด็กสาวตอบด้วยความอับอายจิงซิงอี้พูดต่อว่า
“ยังไม่รู้ แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าสิ่งที่พ่อแม่อยากให้เรียนมันไม่ดีจริงๆ บางคนไม่ชอบทำสิ่งที่พ่อแม่บอกให้ทำ แต่พอถามว่าอยากทำอะไรก็ตอบว่าไม่รู้ พอไปทำตามสิ่งที่พ่อแม่บอกแล้วไม่ประสบความสำเร็จ ก็โทษพ่อแม่”
หลี่น่าอ้าปากค้างจิงซิงอี้ไม่สนใจและพูดต่อว่า
“ผมไม่ได้บอกว่าเราต้องทำตามสิ่งที่คนอื่นบังคับให้ทำนะ ถ้าเราอยากมีอิสระเราก็ต้องมีความสามารถพอที่จะเป็นอิสระด้วยตัวเองได้ ตอนนี้พ่อแม่บังคับคุณเพราะคุณยังเด็กในสายตาของเขา และเขาไม่อยากให้คุณลำบาก ก็เพราะพวกเขารักคุณ”
หลี่น่าเริ่มน้ำตาคลอ ไม่รู้ว่าเพราะซาบซึ้งใจกับความรักของพ่อแม่หรือโดนจิงซิงอี้อบรม
“ถ้าคุณอยากมีอิสระคุณก็ต้องพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าคุณสามารถรับผิดชอบตัวเองได้ทำให้เขาไว้ใจและยอมให้คุณตัดสินใจใช้ชีวิตของตัวเอง
แต่ผมเห็นบางคน เขาก็โอเคกับการใช้ชีวิตตามที่พ่อแม่บอกเพราะทำแล้วก็มีความสุขดี ไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องเสี่ยง
สำหรับคุณผมคิดว่าคุณต้องกลับไปคิดแล้วว่า คุณจะเลือกใช้ชีวิตแบบไหนไม่มีวิธีที่ถูกหรือผิดหรอก”
จิงซิงอี้ยิ้มนิดๆ ก่อนจะพูดต่อหน้าตาเฉยว่า
“ผมก็ไม่ใช่จิตแพทย์หรือนักจิตวิทยานะผมก็พูดไปตามที่คิด ไม่ต้องเชื่อผมก็ได้นะ”
เด็กสาวหัวเราะออกมาเบาๆเธอก็ยังไม่รู้ว่าจะตัดสินใจอย่างไรเหมือนกัน
เด็กสาวขอบคุณเขาและเดินออกไปจากคลินิกด้วยความรู้สึกสงบสุขมากกว่าเดิม เธอมารักษาอาการปวดหัว แต่กลับได้การรักษาใจด้วยเธอยืนมองหน้าคลินิกสักพัก ก่อนจะหันหลังเดินกลับบ้านไปด้วยความรู้สึกโล่งใจขึ้น