หลังใช้ชีวิตร่วมกับเด็กน้อยทั้งสองในเรือนนี้มาสามวัน ิญญาข้ามภพก็พบกับปัญหาใหญ่เื่หนึ่ง นั่นก็คือครอบครัวที่เต็มไปด้วยเด็กกำลังโตนี้ไม่มีเนื้อสัตว์กิน
โดยทั่วไปแล้วชาวบ้านในเมืองปู้ชวนจะหาเนื้อสัตว์มากินสองวิธีด้วยกัน หนึ่งคือซื้อหาตามร้านค้าเนื้อ และสองคือให้บุรุษในบ้านไปล่ามาจากป่าส่วนกลางที่นางไปเมื่อไม่กี่วันก่อน แต่หนึ่ง ยามนี้นางไม่มีเงินสักอีแปะเดียว และสอง พวกนางสามคนล้วนเป็เด็กและสตรีที่ล่าสัตว์ใดๆ ไม่เป็ทั้งสิ้น
แม้นางจะเคยเป็ถึงอดีตเชฟมือหนึ่งแห่งภัตตาคารหรูอันดับต้นๆ ของเมืองเซี่ยงไฮ้ แต่ที่ต้องทำก็แค่ชำแหละเนื้อสัตว์ ไม่เคยต้องออกไปหาจับมาเอง
...ความจริงแล้วตลอดสามวันมานี้เซียนอินเองก็เคยพยายามวิ่งไล่จับไก่ป่า แต่ผลคือนางเอาตัวเองไปให้หมีวิ่งไล่จับกลับมาแทน แม้คนสงบนิ่งไม่ไหวติงกับสิ่งใดง่ายๆ ก็ยังอดขนลุกชันเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในยามนั้นไม่ได้
แสงแดดอ่อนยามเช้าระเรื่อลอดเข้ามาภายในครัวเล็กหลังเรือนน้อยผ่านซี่ไม้ ส่องต้องใบหน้าขาวกับรอยแผลจากปลายแส้สองสามรอย เด็กสาวยืนอยู่หน้าเตา ก้มมองไข่ไก่ในมือ
โชคยังดีที่แม้นางจะวิ่งไล่จับไก่ป่าไม่ทัน แต่ไข่กลับเป็สิ่งมีชีวิตที่ไม่มีขา...
เซียนอินลงมือทำข้าวต้มใส่ไข่และผักอย่างง่ายๆ ให้น้องน้อยทั้งสอง ข้าวสารดูแล้วอีกไม่นานก็จะหมดลง น้ำปลาและน้ำมันเองก็มีเหลืออยู่แค่ก้นไห หลังจากทำอาหารให้เด็กๆ เรียบร้อยแล้วนางจึงหันมาทำอาหารให้ตนเองบ้าง ยามค้นวัตถุดิบที่มีติดครัวนางพบเข้ากับฮวาเจียวที่ตากแห้งเก็บเอาไว้เข้าพอดี จึงคว้าติดมือมาด้วย
มือขาวตักน้ำมันลงกระทะเพียงน้อยนิดพอให้ลื่นกระทะ รอจนร้อนแล้วจึงใส่กระเทียมฝานเนื้อขาวที่ปลูกเอาไว้หน้าเรือน ตามด้วยฮวาเจียวเม็ดน้อยสีหม่นหนึ่งขยุ้ม เสียง เปรี๊ยะปร๊ะ ดังจากกระทะอยู่เป็ระยะ เมื่อเห็นว่าสีและกลิ่นได้ที่แล้วนางจึงใส่ยอดอ่อนถั่วลันเตาและผักปวยเล้งลงไป เติมน้ำสะอาด ปรุงด้วยน้ำปลาและเครื่องปรุงเท่าที่มีอีกเล็กน้อยค่อยตักใส่จาน ควันขาวหอมฉุยลอยโชยเป็สาย
นี่ก็คือผักผัดฮวาเจียว
ฮวาเจียวเป็วัตถุดิบสำคัญในการทำเครื่องปรุงหมาล่า หมาแปลว่าชา ล่าแปลว่าเผ็ด รวมเป็ความเผ็ดชา ฮวาเจียวก็คือสิ่งที่ให้ความรู้สึกชาลิ้นนั่นเอง
“เวยเอ๋อร์ อาหารเสร็จแล้วจ้ะ มาช่วยพี่ใหญ่ยกทีนะ”
“เ้าค่ะ!” เสียงใสตอบกลับมาจากด้านใน เซียนเวยวิ่งเข้ามาหาพลางมองอาหารบนโต๊ะในครัวตาโต
วันนี้อาหารหน้าตาน่ากินมากอย่างบอกไม่ถูก
ทั้งสองพากันยกอาหารมาวางที่โต๊ะเล็กบนพื้นกลางเรือน เฉิงเอ๋อร์นั่งรอพวกนางอยู่ที่โต๊ะอย่างเรียบร้อย ส่งยิ้มหวานอวดฟันกระต่ายมาให้ กลืนน้ำลายอึกมองตามชามข้าวต้มที่ถูกยกมาวางตรงหน้าตนเอง
หลังเซียนเวยตักข้าวต้มไข่ใส่ผักเข้าปากคำแรก ดวงตาก็เปล่งประกายราวดวงดารา ตักกินคำต่อไปในทันที เซียนอินหยิบผ้าสะอาดมาคล้องไว้ที่หน้าอกของเฉิงเอ๋อร์กันเลอะเทอะ แม้จะยังจับช้อนไม่ค่อยคล่องมือนัก แต่เด็กชายตัวน้อยก็สามารถตักข้าวต้มกินเองได้โดยไม่ต้องให้ใครช่วย พี่ใหญ่ของน้องๆ นั่งมองเด็กน้อยเคี้ยวอาหารแก้มป่องอย่างเอ็นดู
เซียนอินเริ่มลงมือกินข้าวสวยกับผักผัดฮวาเจียวของตนเองบ้าง ผักกรุบกรอบสดใหม่เจือรสเค็มอ่อนๆ ผสมผสานกับความรู้สึกชาแผ่ซ่านไปทั้งลิ้น ความรู้สึกแช่มชื่นยากบรรยายเกาะกุมไปทั่วร่าง
เซียนเวยหยิบตะเกียบมาคีบผักผัดฮวาเจียวไปกินบ้าง ผมทรงซาลาเปาสองก้อนที่พี่สาวเกล้าให้ขยับดุ๊กดิ๊กไปมาอย่างน่ารัก พริ้มตาดื่มด่ำไปกับรสชาติอาหาร
“ฮื่อ อร่อยจังเลยเ้าค่ะ”
ทั้งๆ ที่เครื่องปรุงทุกอย่างล้วนเป็เครื่องปรุงธรรมดาที่ใช้เหมือนทุกวัน กลับรู้สึกว่ารสชาติของผักและเครื่องปรุงต่างๆ ช่างพอเหมาะเข้ากันดีเหลือเกิน
เฉิงเอ๋อร์เห็นพี่สาวตักอาหารจานนั้นกินกันเขาก็รู้สึกอยากกินบ้าง แต่เซียนอินกลัวความชาจะไม่ส่งผลดีต่อปากอ่อนนุ่มของเด็กจึงไม่ให้เขากิน เด็กน้อยมองผัดผักตาละห้อย น้ำลายสีใสไหลเอ่อผ่านร่องแก้มกลมขาวราวก้อนแป้งคู่นั้น เด็กสาวหลุดหัวเราะยื่นมือไปเช็ดออกก่อนจะจับแก้มยุ้ยเบาๆ ทีหนึ่ง พลางคิดในใจว่าคราวหน้านางต้องไม่ลืมทำแยกแบบไม่ใส่ฮวาเจียวให้เฉิงเอ๋อร์ด้วย
หลังจากกินกันจนอิ่มหนำ เซียนอินก็จัดแจงพาเฉิงเอ๋อร์นอนกลางวัน แล้วหันมากำชับเซียนเวยเอาไว้
“เวยเอ๋อร์ เดี๋ยวพี่ใหญ่จะออกไปทำธุระสักหน่อย เ้าจงอยู่ในเรือนดูเฉิงเอ๋อร์เอาไว้ อย่าออกไปไหนสุ่มสี่สุ่มห้าโดยเด็ดขาด” ขมวดคิ้วชั่วครู่ “หากไม่ใช่พี่ใหญ่ ไม่ว่าใครก็อย่าเปิดประตูให้”
ปกติคนบริเวณปลายตรอกนี้ก็ไม่ค่อยมายุ่มย่ามกับพวกนางอยู่แล้ว เพราะเหล่าสตรีที่มีชีวิตว่างเว้นไปวันๆ นำไปลือกันปากต่อปากเื่มารดาหลู่กระเตงลูกน้อยสองคนมาซื้อเรือนราคาถูกอยู่กันสามแม่ลูก ต่อมาก็ยังท้องโย้อีก นินทากันสนุกสนานว่าหญิงสกุลหลู่ไม่รู้ไปหลับนอนกับชายใดแถวนี้เข้าหรือเปล่า ย้ายมาไม่ทันไรก็ท้องโตเสียแล้ว
แม้ยังมีหลายคนที่สงสารเด็กบ้านนี้อยู่บ้าง อย่างเช่นน้าซวงข้างบ้านที่มักแอบสามีแบ่งข้าวสารมาให้นิดๆ หน่อยๆ แต่ก็มิได้ทำอย่างโจ่งแจ้งเพราะกลัวชื่อเสียงแปดเปื้อนตามไปด้วย
เด็กน้อยพยักหน้าหงึกหงัก “เวยเอ๋อร์จะเชื่อฟังพี่ใหญ่เ้าค่ะ”
ผู้เป็พี่สาวลูบหัวน้องสาวทีหนึ่ง “เด็กดี"
ร่างเล็กในชุดสีเหลืองนวลไร้รอยปะชุนอันเป็ชุดเดียวที่สภาพยังพอไปพบผู้คนได้เปิดประตูเดินออกจากเรือนไป...วันนี้นางมีภารกิจสำคัญต้องทำ
ตลอดสามวันที่ผ่านมานางเดินสำรวจบริเวณโดยรอบจนทั่ว พบว่ามีโรงเตี๊ยมหลายโรงกำลังรับสมัครคนครัว เซียนอินจึงตัดสินใจว่าจะต้องทำงานนี้ให้ได้ นางจะได้มีเงินมาจับจ่ายใช้สอยภายในเรือน
ตรอกผิงเจียเป็ตรอกการค้าสำคัญของเมืองปู้ชวน และเป็จุดเชื่อมปลายสี่ตรอกหลักเหนือใต้ออกตกเข้ากัน ร้านค้าขายของหลากหลายประเภทตั้งเรียงกันเป็ทิวแถว โรงเตี๊ยมมากมายจับจองตำแหน่งทำเลทองบริเวณจุดสายตาผู้คน
ณ มุมหนึ่งของตรอกอันไม่เด่นแต่ก็มิได้อับสายตานั้นมีโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งตั้งอยู่ ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ ตกแต่งอย่างเรียบง่ายสบายตา บรรยากาศสงบเงียบปลีกวิเวกยิ่ง...เพราะร้านนี้ลูกค้าน้อยจนแทบนับนิ้วมือได้นั่นเอง
ในย่านนี้โรงเตี๊ยมมีมากมาย การแข่งขันย่อมสูงตามไปด้วย หากไม่มีจุดขายดึงดูดผู้คนได้มากพอ เ้าของโรงเตี๊ยมก็เรียกได้ว่านับวันรอปิดกิจการไปได้เลย
โรงเตี๊ยมนี้เองก็คาดว่า ‘ใกล้’ จะถึงจุดนั้นแล้วเช่นกัน...เด็กสาวขบคิดในใจ แต่ก็ยังสาวเท้าก้าวผ่านธรณีประตูไม้เข้าสู่ด้านใน ้าเหนือศีรษะของนางมีป้ายสลักอักษรไว้ว่า ‘เหลาชิงฝู’
“เถ้าแก่ขอรับ โต๊ะนั้นตำหนิว่ารสชาติต้มกระเพาะปลาของเรามีกลิ่นคาวทั้งยังรสชาติไม่ได้ความ จึงขอคืนสำรับขอรับ”
เสี่ยวเอ้อร์ผู้เพิ่งถูกลูกค้าโวยวายติเตียนมายกใหญ่เดินค้อมหัวมาเอ่ยกับเถ้าแก่หลี่ด้วยสีหน้าปูเลี่ยน เขาไม่ใช่คนทำเสียหน่อย เหตุใดรสชาติอาหารมีปัญหาทีไร กลับเป็เขาที่โดนด่าทุกที
เถ้าแก่หลี่เหยียดปากแล้วเม้มลงอย่างไม่ได้ดั่งใจ แต่ชั่วขณะก็ดึงอารมณ์กลับมา เขามีรูปร่างอวบท้วม ไว้หนวดเคราเล็กๆ รอบปาก ท่าทีที่แสดงออกมาดูเปิดเผยอย่างคนทำธุรกิจ ขาอวบจ้ำเท้าเดินไปหาลูกค้าที่มีอยู่โต๊ะเดียวในยามนี้
เขาเผยรอยยิ้มการค้า เอ่ย “คุณชายพบปัญหาใดกับรสชาติอาหารของเราหรือ”
ชายร่างสูงท่าทีดุดันผู้กำลังอารมณ์มาคุชี้ไปยังแกงตัวต้นเหตุในถ้วยแบ่งตรงหน้าตนเอง เอ่ยตรงไปตรงมา “เถ้าแก่ลองชิมดูสิ รสชาติเช่นนี้ให้คนกินได้หรือ ไปเทให้สุนัขเกรงว่ายังส่ายตูดเดินหนี”
...แต่สุนัขไม่กินแกงกระเพาะปลานี่ขอรับ
แม้คิดดังนั้นเถ้าแก่หลี่ก็ยังคงเผยรอยยิ้มการค้า เอ่ยอย่างพินอบพิเทา “หากคุณชายไม่พอใจ ข้าจะให้พ่อครัวทำแกงชนิดอื่นให้ รับรองว่าอร่อยกว่าชามนี้อย่างแน่นอน”
หากปล่อยให้แขกคืนของแล้วเดินไปจากร้านเขาเช่นนี้ ชื่อเสียงของเหลาชิงฝูคงยิ่งย่ำแย่เข้าไปอีก
“ไม่ต้องแล้ว”
ชายหนุ่มถอนหายใจ เขาเหนื่อยตามหาอามาวอยู่นานจนล้าไปหมด พอมาเจอรสชาติแบบนี้ยิ่งหงุดหงิดเข้าไปใหญ่
ขณะที่เถ้าแก่หลี่ยืนงกๆ เงิ่นๆ อย่างไม่รู้จะทำเช่นไรต่อไปดี สุ้มเสียงสดใสทว่าเรียบนิ่งอยู่ในทีก็ดังขึ้นไม่ไกล
“ที่ท่านรู้สึกเช่นนี้เพราะยังขาดเครื่องปรุงอย่างหนึ่ง จึงยังััไม่ถึงรสชาติที่แท้จริงของแกงกระเพาะปลานี้ ขอข้าลงมือจัดการให้ดีหรือไม่”
ชายทั้งสองหันมองตามเสียง จึงพบดรุณีน้อยในชุดสีเหลืองกล้วยไม้ผู้หนึ่งกำลังยืนยิ้มน้อยๆ มองพวกเขา เรือนผมส่วนหนึ่งถูกเกล้าขึ้นปักไว้ด้วยปิ่นไม้อย่างเรียบร้อย อีกส่วนถูกปล่อยสยายถึงบั้นเอว แผ่นหลังบางตั้งตรงสง่า รัศมีสุขุมเยือกเย็นโอบล้อมไปด้วยความนุ่มนวลแผ่ออกมารอบกาย เปี่ยมไปด้วยความเป็ธรรมชาติไร้ความประหม่า เป็ความสบายตาที่ไม่กระโตกกระตากแต่ก็ไม่อาจละเลย
*ตามบันทึกประวัติศาสตร์จีนที่ตรวจสอบพบ น้ำปลามีมาั้แ่ 1400 ปีก่อนในสมัยเป่ยเว่ย