หลังจากที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันกับแผนการของหลินเฟิงแล้ว พวกเขาก็ไม่ได้รอช้า ค่ำคืนนั้นพวกเขาใช้เวลาที่เหลืออยู่ในการพักฟื้นและทำสมาธิดูดซับยาเม็ดรักษาาแให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
เมื่อรุ่งสางมาเยือน พวกเขาก็เริ่มต้นออกเดินทางอีกครั้ง...แต่คราวนี้ไม่ใช่การหนีอย่างหัวซุกหัวซุน แต่เป็การเคลื่อนไหวอย่างมีเป้าหมายและรอบคอบ
หลินเฟิงกลายเป็ผู้นำทางอย่างเต็มตัว เขาไม่ได้ใช้เส้นทางเดิม แต่กลับเลือกใช้เส้นทางที่รกทึบและอ้อมกว่ามากเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกดักซุ่มโจมตี ความรู้ในการเอาตัวรอดในป่าของเขาทำให้เพื่อนร่วมทีมทั้งสองต้องทึ่งอีกครั้ง เขาแสดงให้เห็นถึงวิธีการลบรอยเท้าของตนเอง การเคลื่อนไหวผ่านพุ่มไม้อย่างเงียบเชียบ และแม้กระทั่งการหาผลไม้ป่าและแหล่งน้ำสะอาดเพื่อประทังชีวิต
"เ้าไปเรียนรู้เื่พวกนี้มาจากไหนกันแน่ หลินเฟิง?" สือจินถามขึ้นด้วยความชื่นชมอย่างแท้จริงขณะที่กำลังดื่มน้ำจากลำธารใสสะอาดที่หลินเฟิงเพิ่งค้นพบ
หลินเฟิงเพียงแค่ยิ้มบางๆ แล้วตอบว่า "ความรู้คือพลัง...ไม่ว่ามันจะมาจากตำราเล่มไหนก็ตาม"
ระหว่างการเดินทาง พวกเขาเคลื่อนตัวอย่างระมัดระวังและหยุดพักเป็ระยะเพื่อสังเกตการณ์ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่หลินเฟิงส่งสัญญาณให้ทุกคนหมอบลงกับพื้นอย่างรวดเร็ว พวกเขามองลอดผ่านพุ่มไม้ลงไปยังเส้นทางดินเบื้องล่าง...ก็เห็นร่างของชายในชุดคลุมสีดำสองคนกำลังเคลื่อนไหวผ่านไปอย่างรวดเร็ว...เป็สมุนของหวังเทียนอย่างไม่ต้องสงสัย!
ภาพที่เห็นทำให้ทั้งจางเลี่ยงและสือจินใจหายวาบ! มันยืนยันได้ว่าการตัดสินใจของหลินเฟิงที่จะไม่กลับสำนักโดยตรงนั้นถูกต้องอย่างที่สุด! พวกเขากำลังถูกตามล่าจริงๆ!
พวกเขาใช้เวลาเกือบทั้งวันในการเดินทางอย่างหลบๆ ซ่อนๆ จนกระทั่งในที่สุด...กำแพงเมืองไม้ดำก็ปรากฏให้เห็นอยู่เบื้องหน้า
"เราจะเดินเข้าไปดื้อๆ ในสภาพนี้ไม่ได้แน่" จางเลี่ยงกล่าวพลางมองดูชุดศิษย์ที่ขาดวิ่นและเปื้อนเืของตนเอง "มันจะเป็ที่สังเกตมากเกินไป"
"ท่านพูดถูก" หลินเฟิงเห็นด้วย "เราต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าและหาทางเข้าเมืองอย่างแเีที่สุด"
เขาไม่ได้วางแผนที่จะไปขโมยเสื้อผ้าของชาวบ้าน แต่ในหัวของเขามีแผนที่ดีกว่านั้น เขาจำได้ว่าระหว่างทางที่มาที่นี่ครั้งแรก เขาได้สังเกตเห็นร้านค้าเล็กๆ ที่ดูไม่สะดุดตาแห่งหนึ่งตั้งอยู่ที่ชายป่าก่อนถึงประตูเมือง...ร้านที่ขายของจิปาถะให้กับเหล่าผู้ฝึกยุทธ์ที่เดินทางผ่านไปมา
พวกเขาซ่อนตัวรอจนกระทั่งตะวันลับขอบฟ้า...จากนั้นหลินเฟิงก็ลอบเข้าไปที่ร้านค้านั้นเพียงลำพัง เขาใช้แต้มสำนักที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด (ซึ่งสามารถใช้แทนเงินได้ในร้านค้าที่เกี่ยวข้องกับสำนัก) แลกซื้อเสื้อผ้าฝ้ายหยาบๆ ที่ดูธรรมดาที่สุดสามชุด พร้อมกับหมวกสานปีกกว้างอีกสามใบเพื่อใช้ปิดบังใบหน้า
เมื่อทั้งสามคนเปลี่ยนเสื้อผ้าและสวมหมวกเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็กลายสภาพจากศิษย์สำนักใหญ่...มาเป็สามพี่น้องชาวบ้านธรรมดาๆ ที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากการหาของป่า พวกเขาเดินปะปนไปกับฝูงชนที่กำลังจะเข้าเมืองใน่ค่ำคืนได้อย่างแเี โดยไม่มีใครให้ความสนใจเลยแม้แต่น้อย
"ต่อไปจะทำอย่างไร?" สือจินกระซิบถามเมื่อเข้ามาในเมืองได้สำเร็จ
"หาที่พัก" หลินเฟิงตอบ "แต่ไม่ใช่โรงเตี๊ยมเล็กๆ เงียบๆ เราจะไปพักที่โรงเตี๊ยมที่ใหญ่และวุ่นวายที่สุดในเมือง...ที่ที่มีคนเข้าออกเยอะๆ นั่นแหละคือที่ที่เราจะถูกสังเกตได้น้อยที่สุด"
ความคิดที่สวนกระแสนี้ทำให้เพื่อนทั้งสองคนประหลาดใจ แต่ก็ยอมทำตามแต่โดยดี พวกเขาได้ห้องพักชั้นบนสุดที่ค่อนข้างโทรมแต่ก็มีความเป็ส่วนตัวมาหนึ่งห้อง
ชีวิตของการซ่อนตัวในเมืองไม้ดำได้เริ่มต้นขึ้น...
หนึ่งสัปดาห์เต็มผ่านไป...
พวกเขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการกบดานอยู่ในห้องพักเพื่อรักษาอาการาแและฟื้นฟูพลังปราณให้กลับมาสมบูรณ์ดังเดิม าแของจางเลี่ยงและสือจินหายดีแล้ว ส่วนหลินเฟิงที่อ่อนเพลียที่สุดก็ฟื้นตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็วด้วยรากฐานร่างกายที่แข็งแกร่งและยาเม็ดคุณภาพสูง
พวกเขาแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน...
จางเลี่ยง ซึ่งดูสุขุมและเป็ผู้ใหญ่ที่สุด จะรับหน้าที่ออกไปหาข่าวสารตามโรงน้ำชาและตลาดในเมืองทุกวัน เขากลับมาพร้อมกับข่าวที่น่ากังวล...มีคนของหวังเทียนแฝงตัวอยู่ในเมืองจริงๆ พวกมันไม่ได้ประกาศตามหาอย่างโจ่งแจ้ง แต่จะคอยแอบสอบถามถึง "เด็กหนุ่มสามคนที่าเ็" อย่างลับๆ
สือจิน หลังจากผ่านประสบการณ์เฉียดตายมา เขาก็ดูเติบโตขึ้นมาก ความขี้เล่นหายไป ถูกแทนที่ด้วยความมุ่งมั่น เขาใช้เวลาทั้งหมดไปกับการฝึกฝนกระบี่อย่างเงียบๆ ภายในห้องพัก พยายามที่จะแข็งแกร่งขึ้นเพื่อที่จะไม่เป็ตัวถ่วงของทีมอีกต่อไป
ส่วนหลินเฟิง...เขาคือ "สมอง" ของปฏิบัติการทั้งหมด
เขาใช้เวลาไปกับการวิเคราะห์ข้อมูลที่จางเลี่ยงนำมาให้ และวางแผนขั้นต่อไปอย่างรอบคอบที่สุด ในขณะเดียวกัน เขาก็ไม่ได้ละทิ้งการฝึกฝน...เขายังคงฝึก "ควบคุม" พลังของตนเองอย่างต่อเนื่อง โดยการใช้พลังปราณเพียงน้อยนิดในการทำให้หยดน้ำบนใบไม้สั่นไหวโดยไม่ร่วงหล่น...เป็การฝึกสมาธิและควบคุมที่ละเอียดอ่อนอย่างยิ่งยวด
และแล้ว...แผนการที่จะติดต่อกับท่านผู้เฒ่าซูก็เป็รูปเป็ร่างขึ้นมา
"การส่งจดหมายหรือนกพิราบสื่อสารนั้นเสี่ยงเกินไป" หลินเฟิงกล่าวกับเพื่อนทั้งสองคนในคืนหนึ่ง "มันอาจจะถูกดักจับได้ง่ายๆ เราต้องใช้วิธีที่แเีกว่านั้น"
เขาชี้ไปที่แผนที่เมืองที่เขารวบรวมมา "จากข้อมูลของศิษย์พี่จาง...มีกองคาราวานสินค้าชื่อ 'หอการค้าเมฆาจร' ที่ทำการค้ากับสำนักของเราเป็ประจำทุกสัปดาห์ พวกเขาขึ้นไปส่งเสบียงและของใช้ต่างๆ ที่เขตโรงครัวของศิษย์ชั้นใน...เขตที่ท่านอาจารย์ซูดูแลอยู่พอดี"
"เ้าหมายความว่า...เราจะฝากข้อความไปกับกองคาราวานรึ?" จางเลี่ยงถาม
"ถูกต้อง...แต่ไม่ใช่การฝากแบบธรรมดา" หลินเฟิงกล่าว แววตาของเขาฉายประกายเ้าเล่ห์ออกมา "หัวหน้ากองคาราวานเป็พ่อเฒ่าที่ฉลาดและเ้าเล่ห์ ถ้าเราเดินเข้าไปขอให้เขาส่งสาส์นลับตรงๆ เขาต้องสงสัยและอาจจะปฏิเสธเพื่อความปลอดภัยของตนเองแน่...ดังนั้น...เราต้องทำให้เขา 'อยาก' ที่จะช่วยเราเอง โดยที่เขาไม่รู้ตัวว่ากำลังช่วยเราอยู่"
สือจินและจางเลี่ยงมองหน้ากันอย่างไม่เข้าใจ
หลินเฟิงยิ้มที่มุมปาก...รอยยิ้มของนักวางแผนที่แผนการทั้งหมดได้ตกผลึกแล้ว...
"พรุ่งนี้...เราจะไปที่ 'หอการค้าเมฆาจร'...ข้ามีแผนที่จะส่งข่าวไปถึงท่านอาจารย์แล้ว...แต่มันอาจจะต้องอาศัย 'การแสดง' เล็กๆ น้อยๆ...และทักษะการ 'ต่อรอง' อีกนิดหน่อย"