ชาติก่อนข้าคืออดีตรัชทายาท [จบ]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 32 ถกถาม (ตอนจบ)

            โหวอิงนั่งหลับตาพริ้มบนเบาะรองนั่ง เอนหลังพิงพนักพิงหลังอาบแสงแดดรำไรอยู่ริมหน้าต่าง

             

            “หน้าตาเคร่งเครียด กังวลเรื่องใดอยู่หรือ?”

             

            หมิงหยวนทรุดตัวคุกเข่าลงบนเบาะนั่งตรงข้ามโหวอิง ค่อยๆยกมือขึ้นคารวะคนตรงหน้า “จิตใจเป็นกังวลเปรียบดั่งผ้าสกปรก ซักอย่างไรก็ซักไม่ออกครุ่นคิดเงียบๆ คนเดียว ไม่อาจกระพือปีกบินสูง [1]”

             

            “ไยถึงอยากกระพือปีกบินสูง?”

             

            หมิงหยวนนั่งลงพลางยกยิ้มขมขื่น “ศิษย์เองก็มิทราบขอรับ”

             

            “เช่นนั้นที่เจ้าครุ่นคิดอยู่นานสองนาน คิดสิ่งใดออกบ้าง”

             

            “คิดว่าตนเองปล่อยวางไม่ได้” หมิงหยวนตอบตามความจริง“หากไม่มีหมิงฝู่จวินเห็นคุณค่า ไม่มีท่านอาจารย์คอยสั่งสอนหมิงหยวนก็แค่เด็กบ้านนอกคนหนึ่ง ชีวิตนี้คงทำได้เพียงทำไร่ไถนาไปวันๆแต่เพราะมีโอกาสได้เล่าเรียนศึกษาตำรามากมาย ได้เรียนรู้เรื่องน้อยใหญ่สารพัดหากต้องปล่อยดาบขึ้นสนิม ปล่อยม้าอ่อนแรง ปล่อยบ้านรกร้างศิษย์ยอมให้เป็นเช่นนั้นไม่ได้”

             

            “ฮ่า!!! ไม่ยอมก็ดีแล้ว” โหวอิงหัวเราะลั่น“ข้าเห็นเจ้าทำตัวเป็นเด็กหนุ่มประพฤติตนสงบเสงี่ยมเรียบง่ายอย่างกับคนที่บรรลุสัจธรรมแล้วข้าก็กลัวว่าเจ้าจะละทางโลกออกบวช ใช้ชีวิตที่เหลือในวัดก่วงจี้เสียแล้วทำให้ข้ากังวลแทบแย่”

             

            หมิงหยวนทำหน้าฉงน

             

            “หากเจ้าปล่อยวางแล้วออกบวชจริงสิ่งที่ข้าเฝ้าอบรมสั่งสอนไปก็คงจะไร้ประโยชน์”

             

            “ท่านอาจารย์ไม่อยากให้ศิษย์ออกบวชแล้วเหตุใดต้องให้ศิษย์อ่านคัมภีร์เต๋าทั้งยังคอยถกปัญหาเกี่ยวกับแนวคิดเต๋าอยู่บ่อยครั้ง?” หมิงหยวนยังไม่เข้าใจ“แถมยังบอกอีกว่า ‘พุทธศาสนามองว่าทุกสิ่งล้วนว่างเปล่าทว่าเต๋ากลับมองว่าความว่างเปล่าคือต้นกำเนิดของสรรพสิ่ง’”

             

            โหวอิงชักจะโมโห “เด็กเกเรอบรมสั่งสอนไม่ได้ฉันใดต้นไม้พุพังก็แกะสลักไม่ได้ฉันนั้น!”

             

            “ข้าสอนก็เพราะยุคนี้เขานิยมศึกษาเรื่องนี้กัน! เจ้าเข้าใจหรือไม่!หากเจ้าไม่รู้จักนิยามของคำว่าความว่างเปล่าเลยสักนิดเจ้าจะคุยกับคนอื่นรู้เรื่องได้อย่างไร?”

             

            หมิงหยวนแอบหัวเราะ“หมายความว่าท่านอาจารย์ยังอยากให้ศิษย์มีครอบครัว”

             

            “แล้วแต่เจ้าเถิดข้าไม่มีสิทธิ์ไปชี้นิ้วสั่งให้เจ้าแต่งงานมีลูกหรอก” โหวอิงบอกปัด

             

            “ใช่สิ ท่านมีหู่เก้อเอ๋อร์แล้วนี่”ทันใดนั้นเด็กชายตัวเล็กน่าเอ็นดูก็เดินเข้ามากระโดดใส่หมิงหยวนหมิงหยวนจึงรีบอ้าแขนรับและกอดเขาไว้ เด็กคนนี้คือบุตรชายของปี้อวี้อายุได้สามขวบแล้ว มีชื่อจริงว่า “โหวเจิ้ง” ชื่อเล่นคือหู่เก้อเอ๋อร์

             

            โหวอิงไม่มีบุตรชาย จึงรับเด็กคนนี้เข้าตระกูลโหวโหวอิงและฮูหยินเลี้ยงดูเขาเหมือนบุตรชายแท้ๆ

             

            โหวอิงต้องการคุยเรื่องสำคัญต่อ จึงสั่งให้คนพาเด็กออกไปก่อนทว่าทั้งหู่เก้อเอ๋อร์ติดหมิงหยวนมาก ทั้งสองจึงเล่นกันต่อ ไม่ยอมออกไปตามคำสั่งโหวอิงจึงปล่อยเลยตามเลย กลับมาคุยเรื่องที่คุยค้างไว้“หากไม่อยากทิ้งความรู้ก็ต้องหางานทำ ใต้หล้ามีงานมากมายให้เจ้าทำ เจ้าคิดไว้หรือยังว่าอยากตามรอยผู้ใดจือลู่ เฉิงซี หร่านโหย่ว หรือกงซีฮวา?”

             

            “ท่านอาจารย์ได้โปรดชี้แนะ”

             

            “หากจะเป็นขุนนางท้องถิ่นระดับอำเภอก็จะต้องรู้พิธีการ รู้กฎหมายและทำความเข้าใจระบบที่ดินก็พอแล้ว หากอยากเป็นขุนนางระดับเมือง ต้องให้ความสำคัญกับการศึกษาบุกเบิกพื้นที่รกร้าง รับคำสั่งจากคนในราชสำนักปกครองตระกูลชนชั้นสูงในเมืองไม่ให้แตกแยก แต่หากจะเป็นขุนนางราชสำนักเบื้องบนคือโอรสสวรรค์ เบื้องล่างคือราษฎร ขุนนางต้องเป็นสื่อกลางของทั้งสองฝ่ายต้องรู้เรื่องการทหาร เข้าใจการบริหารกิจการบ้านเมืองผูกมิตรกับตระกูลใหญ่เรืองอำนาจ รับใช้ราษฎร ซึ่งมิใช่เรื่องง่าย”

             

            หมิงหยวนจับหู่เก้อเอ๋อร์นั่งบนตัก แล้วจมอยู่ในห้วงความคิด

             

            “รอเจ้าถึงเจี้ยนคัง เข้าสำนักศึกษาหลวงแล้วค่อยคิดอีกที”

             

            “สำนักศึกษาหลวง?”

             

            “ข้าเป็นอาจารย์มาหลายปี เพื่อศิษย์อย่างเจ้าข้าโหวอิงยินดีเอาหน้าเหี่ยวๆ เป็นประกัน บัณฑิตที่จะได้เข้าศึกษาในสำนักศึกษาหลวงไม่ว่าอย่างไรเจ้าจะต้องได้เป็นหนึ่งในนั้น”

             

            ......

             

            สำนักศึกษาหลวงอยู่ในความดูแลของราชสำนักเป็นสถานศึกษาที่มีไว้ศึกษาเพื่อสอบขุนนาง คือหนทางก้าวไปสู่ตำแหน่งขุนนางเก้าขั้นค่าเล่าเรียนค่ากินอยู่ทางการออกให้ ยกเว้นค่าอื่นๆ ที่ตนเองใช้จ่ายข้างนอกบัณฑิตในสำนักศึกษาหลวง ครึ่งหนึ่งเป็นบัณฑิตที่ถูกคัดเลือกจากราชสำนักอีกครึ่งหนึ่งได้รับคัดเลือกจากเมืองอื่นๆทุกปีจะมีการคัดเลือกบัณฑิตจากทุกเมืองเข้าศึกษาแต่ละเมืองจะส่งรายชื่ออย่างน้อยเจ็ดถึงแปดคน อย่างมากก็สิบกว่าคนหลังจากส่งรายชื่อแล้ว ส่วนกลางจะเป็นผู้คัดเลือกผู้ที่เหมาะสมจำนวนผู้ผ่านการคัดเลือกก็จะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของแต่ละปีนั้นๆ

             

            หากบัณฑิตจากเมืองใดมีผลการเรียนดี ปีหน้าเมืองนั้นๆก็จะได้รับพิจารณาเพิ่มอีกสองสามคน แต่หากบัณฑิตจากเมืองใดสอบไม่ผ่านและถูกไล่ออกโอกาสที่เมืองนั้นๆ จะได้รับคัดเลือกก็จะมีน้อยลงเลวร้ายที่สุดก็อาจถูกตัดสิทธิ์ส่งรายชื่อไปอีกหลายปี

             

            การที่บัณฑิตที่ส่งไปได้รับเลือก นับเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ของขุนนางในท้องถิ่นแต่ละอำเภอแต่ละเมืองจึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากสรรหาผู้มีความสามารถจากทุกชนชั้น พยายามส่งรายชื่อให้ได้มากที่สุด เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสให้ได้รับการคัดเลือก

             

            สำหรับเมืองเจียงโจวนอกจากการได้เข้าศึกษาที่สำนักศึกษากลางเป็นกรณีพิเศษที่หมิงเยี่ยบังเอิญได้ไปเมื่อสองปีที่แล้วในช่วงสองปีที่ผ่านมา เฉินปั๋วได้ส่งรายชื่อไปแล้วไม่ต่ำกว่าสิบห้าสิบหกคนทว่าได้รับคัดเลือกเข้าสำนักศึกษาหลวงเพียงสองสามคนเท่านั้น

             

            ช่วงเวลาส่งรายชื่อหวนคืนมาอีกครั้ง ปีนี้เฉินปั๋วจึงเอาใจใส่เป็นพิเศษ

             

            ยามนี้เฉินปั๋วมือขวาถือฎีกา มือซ้ายถือรายชื่อบัณฑิตพร้อมผลการเรียนซึ่งแต่ละอำเภอมียี่สิบรายชื่อ ทั้งผู้ที่มีรายชื่อหรือผู้ที่ไม่มีรายชื่อเหล่าตระกูลใหญ่ต่างก็ทยอยกันมาพบเขา แม้แต่ตระกูลเล็กๆ ที่มีที่ดินในครอบครองไม่ถึงร้อยหมู่ยังหอบเงินทั้งหมดที่มีมาขอร้องให้เขาช่วยเพราะการที่ใครสักคนในครอบครัวได้เข้าศึกษาในสำนักศึกษาหลวงถือเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิต

             

            เฉินปั๋วครุ่นคิดเรื่องนี้อยู่ครึ่งค่อนวันทุกครั้งที่เทียนละลายจนใกล้ดับ จะมีกระดาษรายชื่อหนึ่งแผ่นถูกเผาไหม้

             

            เขาประทับใจเด็กหนุ่มคนหนึ่งมาก

             

            ไม่ว่าที่งานเลี้ยงที่สวนจื่อหยวนเมื่อคราวนั้นหรือคราวตัดสินคดีของวัดก่วงจี้และคดีของตระกูลหลิว ทั้งสามคดีในยามนั้นล้วนแล้วแต่ทำให้เฉินปั๋วรู้สึกว่าเด็กคนนี้ต้องอนาคตไกลเป็นแน่อีกทั้งโหวอิงยังแนะนำเด็กคนนี้กับเขาด้วยตนเองอย่างไรเสียเขาจะต้องส่งชื่อเด็กคนนี้ไป แต่ผู้ใดจะรับประกันได้ว่าเด็กคนนี้จะถูกเลือก

             

            เขาจะแน่ใจได้อย่างไร?

             

            จริงด้วย!ถึงอย่างไรทางราชสำนักก็ต้องคัดเลือกคนจากแต่ละเมืองอย่างทั่วถึงรายชื่อที่ส่งไปไม่ว่าน้อยหรือมาก ในแต่ละเมืองก็ต้องมีสักคนที่ได้รับเลือก

             

            แม้เด็กคนนี้ความสามารถโดดเด่นไม่แพ้ผู้ใด แต่เพื่อความแน่นอน...

             

            เฉินปั๋วจุ่มปลายพู่กันลงบนหมึก ก่อนจะค่อยๆบรรจงเขียนอักษรลงบนกระดาษ รายชื่อที่เขียนมีเพียงชื่อเดียวเท่านั้น

             

            หมิงหยวนจากอำเภอไท่อัน

             

            ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

             

            เชิงอรรถ

             

            [1] กระพือปีกบินสูง (奋飞) หมายถึงอุปมาถึงคนที่พยายามอย่างหนักเพื่อความก้าวหน้า

    คล้ายกับเรื่องชาติก่อนข้าคืออดีตรัชทายาท [จบ] ที่คุณอ่าน