บทที่ 4
เพลิงทมิฬที่ถูกยอมรับ
ซุนเย่รู้สึกตัวอีกที รอบกายก็มีแต่สีดำมืดมิดไปหมด แม้แต่ร่างกายของตัวเองก็ไม่อาจมองเห็น สักพักร่างกายก็เริ่มรู้สึกถึงความหนาวเย็นขึ้นมา เขาพยายามโอบกอดตัวเองเพื่อคลายหนาวแต่มันไม่เป็ผลเลย กลับยิ่งหนาวเย็นมากขึ้นเรื่อย ๆ หนาวจนร่างกายแทบจะเป็น้ำแข็งอยู่แล้ว!
“หนาว......ทำไมถึงหนาวขนาดนี้?” เสียงของเขามีความสั่นเครือ
เขาเริ่มออกเดินไปข้างหน้าแม้จะมองไม่เห็นสิ่งใดเลยก็ตาม ระยะทางที่ยาวไกลยิ่งทำให้รับรู้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่พยายามจะเข้ามาทำร้ายแต่ทำไม่ได้! ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนแล้วแต่เดินไปเรื่อย ๆ ก็ชนเข้ากับกำแพงปริศนา มือทาบลงไปเพื่อคลำ ๆ ดู ปรากฏว่ามันคือประตู เขาไม่ลังเลที่จะผลักมันออกไป
แอ๊ด! ยามที่ประตูเปิดออก แสงสว่างเจิดจ้าก็ทำให้เขาได้เห็นร่างกายของตัวเองเสียที.....มันคือเื
มือของเขาเต็มไปด้วยรอยเืสีแดงฉาน! เขาละทิ้งความสงสัยนั่นไปเสียแล้วเดินผ่านเข้าประตูบานนั้นไป ที่อยู่เบื้องหน้าคือต้นไม้ใหญ่แห้งเหี่ยวไร้ซึ่งใบไม้ แต่บนกิ่งของมันกลับมีซากศพมากมายถูกแขวนคอเอาไว้!
ศพพวกนั้นคือพวกที่เขาสังหารไปทั้งสิ้น! ตลอดทางเดินที่ทอดยาวไปหาต้นไม้ต้นนั้นล้วนอาบไปด้วยเืเจิ่งนองที่ไหลมาจากศพของพวกมัน!
เขาก้าวเดินไปตามเส้นทางที่ชุ่มไปด้วยเืจนกระทั่งมาถึงต้นไม้ใหญ่ พอลองเอามือแตะทาบลงไป ความหนาวเย็นก็ยิ่งโหมกระหน่ำภายในกายจนต้องดึงมือกลับมาโอบกอดตัวเองเอาไว้ รอบข้างที่มีแต่สีขาวเริ่มมืดลงแต่ก็ไม่ถึงกับมืดสนิท เสมือนว่าเป็ยามกลางคืนที่มีแสงจันทร์คอยให้ความส่องสว่าง แปลกแค่ที่นี่ไม่มีดวงจันทร์ให้มองเท่านั้น
“ศพพวกนี้ เ้าสังหารด้วยความรู้สึกที่เย็นะเื มันจึงทำให้เ้าต้องหนาวเหน็บ”
“เสียงใครกัน!?” เขาะโถามเสียงปริศนาที่ดังขึ้น
“ไม่มีความจำเป็ที่เ้าต้องรู้ ข้าใคร่สงสัยในตัวเ้ามากกว่า ว่าเหตุใดมารเหล่านี้จึงถูกเ้าสังหารด้วยความรู้สึกที่หนาวเหน็บเช่นนี้?”
“……”
“เ้าเหงา?”
“ใช่......ข้าเหงา”
“เพราะเหตุนั้น ทุกครั้งที่เ้าปลิดชีพจึงมีแต่ความเหงาและโดดเดี่ยวอยู่ภายในใจ อา......ช่างเหมือนกันจริง ๆ กับผู้ที่ข้าเคยให้การยอมรับ”
“หมายถึงท่านหลงเฟยิหรือ?”
“ทั้ง ๆ ที่มีความแค้นอยู่ภายในใจมากมายขนาดนั้น แต่กลับสังหารผู้คนมากมายด้วยความรู้สึกที่เย็นะเื”
“เพราะเขาโดดเดี่ยว เขาเหงา ไม่มีใครอยู่เคียงข้างเขาเลย”
“เ้าเข้าใจความรู้สึกของเขาได้เป็อย่างดีเลยนะ เพลิงทมิฬที่สอง”
“!!!”
“ใที่ข้ารู้งั้นหรือ?”
“ท่านเป็ใครกันแน่? ท่านมีร่างกายรึเปล่า?”
“มีสิ แต่ยังไม่ถึงเวลาที่เ้าจะได้เห็นหรอกนะ ตอนนี้รู้ไว้แค่ว่า ข้าไม่มีทางลืมมารที่ข้าเคยมอบเพลิงทมิฬไปให้อย่างแน่นอน”
“ที่แท้ เพลิงทมิฬเป็ของท่านงั้นสินะ!”
“ถูกต้อง ข้าได้มอบเพลิงทมิฬให้กับมารที่กำลังจะเกิดไปสองดวงิญญา หนึ่งคือจอมมารหลงเฟยิและสองคือเ้า ซุนเย่ เพลิงทมิฬมีพลังอำนาจที่ทำได้มากกว่าเผาผลาญศัตรู ยามที่มันรวมกันเป็หนึ่งก็จะกลายเป็เพลิงสีขาวบริสุทธิ์ที่เรียกว่า ‘เพลิงพิศุทธิ์’ เมื่อใดที่ต้องใช้เพลิงสีขาวเ้าจะรู้ได้ด้วยตนเอง”
“ทำไมต้องเป็ข้า?”
“เื่นี้ไม่อยู่ในขอบเขตที่เ้าควรรู้ในยามนี้ ตอนนี้มาสนใจร่างไร้ิญญาที่เ้าสังหารไปจะดีกว่า เ้าไม่นึกกลัวบ้างหรือ? ว่าิญญาแค้นเหล่านี้จะตามมาทวงคืนเ้า”
“พวกมันทำตัวเอง ล้วนสมควรตาย” น้ำเสียงที่เขาตอบออกไปช่างเฉยชายิ่งนัก ไม่ได้มีความรู้สึกผิดอยู่ในใจเลย เพราะพวกมันก่อความแค้นกับเขาก่อน ไม่เคยมีครั้งไหนที่เขาเข้าไปหาเื่ใส่ตัวพวกมันเลยสักครั้ง!
“เ้าแข็งแกร่งกว่าหลงเฟยิมากนัก ยามแรกที่เขาได้เข้ามาที่นี่สติที่พึงมีก็หายไปจนหมด ถูกความแค้นกัดกินจิตใจอย่างทรมานไม่รับรู้สิ่งใดเลย แต่เ้ากลับตรงกันข้าม ในขณะที่เขาเป็ไฟเ้าก็เป็น้ำ นิ่งสงบและเยือกเย็น”
“เหล่ามารมากมายที่หลงเข้ามาที่นี่ เพราะไม่มีสติหลงเหลืออยู่จึงได้ทรมานอย่างนั้นหรือ?”
“ประมาณนั้น จิตใจอ่อนแอเกินไปจนถูกอารมณ์และจิตใต้สำนึกควบคุมให้สูญเสียตัวตน แต่เ้าไม่ได้เป็เช่นนั้น เ้ามีจิตใจที่เข้มแข็งมากถึงขนาดต้านแรงกดดันในดินแดนของข้าได้ น่านับถือจริง ๆ ”
เขานึกถึงแรงกดดันที่ว่าว่าได้รับอย่างรุนแรงมาตอนไหนกัน? เมื่อหันกลับไปมองในเส้นทางที่จากมาจึงได้เห็น ว่าสถานที่ที่แสนมืดมิดมีิญญาร้ายมากมายพยายามจะผ่านประตูออกมา!
“ิญญาพวกนั้นคือิญญาแค้นของพวกที่ข้าสังหารไปงั้นหรือ?”
“ถูกต้อง ระหว่างที่เ้าเดินผ่านมาจนถึงตรงนี้ พวกิญญาแค้นก็พยายามจะหลอกหลอนเ้า ทำร้ายเ้าให้ตกสู่ห้วงแห่งความกลัวและความรู้สึกผิดบาป แต่เพราะจิตใจของเ้าแข็งแกร่งได้อย่างน่าประหลาดจึงกลายเป็เกราะกำบังทำให้ััถึงพวกมันไม่ได้เลย”
“ต่อให้มองเห็นพวกมันข้าก็ไม่กลัวหรอก ข้าจะเชือดมันทิ้งให้ตายอีกรอบด้วยซ้ำไป”
“ฮ่ะฮ่ะฮ่ะ เ้าแข็งแกร่งจริง ๆ ทางออกอยู่ที่ต้นไม้ต้นนั้น ทะลุผ่านเข้าไปก็ได้กลับบ้านแล้ว”
“ง่ายเพียงนี้เชียว?”
“เพราะเ้าเดินผ่านความเ็ปมาโดยไม่ได้รับรู้ถึงพวกมันเลยต่างหาก มีอีกเป็ร้อยเป็พันที่ไม่สามารถเปิดประตูบานนั้นออกได้ ทันทีที่เ้าก้าวเข้าสู่ที่นี่เ้าก็ผ่านแล้ว ได้รับ ‘ชีวิตอันเป็นิรันดร์’ เป็รางวัล”
“คำสาปสินะ”
“ขอโทษด้วย สถานที่ที่มืดมิดแบบนั้นมันคือห้วงแห่งอารมณ์นับพัน เชื่อมต่อระหว่างโลกของสิ่งมีชีวิตและโลกของิญญา เ้าผ่านบานประตูนั้นออกมาได้นั่นหมายความว่าร่างกายเ้าได้เดินผ่านวัฏสงสารการเวียนว่ายตายเกิดออกมา จะเรียกว่าคำสาปก็ได้ แต่ความหมายก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป เ้าคือผู้ที่หลุดพ้นจากห้วงแห่งอารมณ์”
“……”
“ถ้าออกไปแล้วก็อย่าลืมคำของข้าเล่า ยามที่เพลิงทมิฬทั้งสองรวมเป็หนึ่งจะปรากฏเพลิงสีขาวบริสุทธิ์ออกมา เมื่อใดที่ต้องใช้เพลิงสีขาวเ้าจะรู้ได้ด้วยตนเอง”
“เข้าใจแล้ว”
“อ้อ! ลืมบอกไปอีกอย่าง” จังหวะที่เขากำลังจะเอื้อมมือเพื่อทะลุผ่านต้นไม้ไปก็ถูกรั้งไว้เสียก่อน
“เวลาของที่นี่ไม่ได้ไหลผ่านไปอย่างปกติหรอกนะ เ้าอยู่ที่นี่มาประมาณห้าวันได้ซึ่งรวมกับเวลาก่อนที่เ้าจะตื่นขึ้นมาด้วย แต่โลกอีกด้านหนึ่งนั้นได้ผ่านไปห้าปีแล้วนะ”
“!!!”
“ทำสีหน้าใน่าดูเลย ฮ่ะฮ่ะฮ่ะ” เขารีบปรับสีหน้าให้กลับมาเป็ปกติทันที ไม่ใสิน่าแปลก เดินผ่านวัฏสงสารมาได้ชั่วครู่เวลาก็หมุนผ่านไปห้าปีแล้ว ทั้งร่างกายยังได้รับชีวิตนิรันดร์มาอีก แต่เท่านี้เขาก็ได้เวลาออกไปเอาคืนพวกมันได้เสียที!
“ขอบคุณท่านมากที่ช่วยให้คำแนะนำในเื่ต่าง ๆ หวังว่าสักวันจะได้พบท่าน”
“ข้าก็หวังเช่นนั้นนะ ลาก่อน แล้วพบกันใหม่ในสักวันหนึ่ง” เขาพยักหน้ารับแล้วพาร่างกายของตัวเองหายลับไปในต้นไม้ใหญ่ทันที
เมื่อซุนเย่ได้จากไปแล้ว แสงสว่างก็มาเยือนที่แห่งนี้อีกครั้ง ประตูที่เชื่อมกับสถานที่กึ่งกลางระหว่างโลกคนเป็และโลกิญญาพลันปิดดังปัง! ต้นไม้ใหญ่ที่มีซากศพถูกแขวนคอเอาไว้และรอยเืก็เลือนหายไป ปรากฏเป็ชายในชุดสีดำสนิทเข้ามาแทนที่ มือถือพัดสีทองลายัสีขาว กางมันออกมาแล้วโบกพัดทีหนึ่ง ‘เพลิงทมิฬ’ ก็ปรากฏออกมาเผาผลาญพื้นที่โดยรอบ จากความว่างเปล่าสีขาวกลับกลายเป็ห้องโถงใหญ่ดุจดั่งท้องพระโรงในวังหลวง!
ชายผู้เป็เ้าของเพลิงทมิฬก้าวขึ้นไปนั่งอยู่บนบัลลังก์สูง หยิบเหมี่ยนกวน* ที่วางอยู่บนบัลลังก์ขึ้นมาสวมใส่บนศีรษะ ประตูที่ซุนเย่เคยเปิดผ่านเข้ามา บัดนี้ได้กลืนกินเป็หนึ่งเดียวไปกับท้องพระโรงและถูกเปิดออกอีกครั้งด้วยฝีมือของอีกหลายชีวิตในชุดขุนนางที่เดินเข้ามา
“ถวายบังคมฝ่าา! ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่น ๆ ปี!!”
“ตามสบาย” เมื่อได้รับคำอนุญาต เหล่าขุนนางก็ลุกขึ้นยืนพร้อมถือฎีกาในมือไว้เบื้องหน้า ก้มศีรษะลงพร้อมออกว่าราชการกับฝ่าา “เมื่อครู่คงพอรับทราบบ้างแล้วกระมัง ว่ามีผู้ผ่านวัฏสังสารออกไปได้อีกเป็ครั้งที่สองแล้ว”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
“ดูเหมือนคงเป็โชคชะตากระมัง เพราะครั้งนี้ก็เป็เพลิงทมิฬของเจิ้น* อีกแล้ว”
“ทูลฝ่าา นับว่าเป็ฤกษ์งามยามดีอย่างยิ่งพ่ะย่ะค่ะ อีกไม่นาน ‘ผนึกแปดทิศ’ ที่ ‘ทะเลซีเจียง’ จะแตกออก ยามนั้น ‘องค์รัชทายาทแห่งเพลิงทมิฬ’ ทั้งสองคงแข็งแกร่งมากพอที่จะกำจัด ‘สิ่งนั้น’ ให้หายไปตลอดกาลพ่ะย่ะค่ะ” ขุนนางผู้หนึ่งก้าวออกมารายงาน
“เจิ้นก็หวังให้เป็เช่นนั้น หวังว่าทั้งสองจะช่วยทำในสิ่งที่เจิ้นไม่สามารถทำได้ให้เป็จริง ช่วยทำแทนเจิ้นที่ไม่สามารถออกไปจากที่นี่ได้” แววตาของผู้พูดที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ช่างเศร้าสร้อยและโดดเดี่ยวยิ่งนัก
เหล่าขุนนางที่ได้เห็นพลันนึกสะท้อนอยู่ในใจ หากไม่ใช่เพราะเทียนจวิน* ที่สาปพระองค์เอาไว้ทำให้ไม่สามารถออกจากสถานที่แห่งนี้ไปได้แล้วล่ะก็ เพียงแค่เค่อ* เดียว ‘หวงซ่าง* แห่งแดนิญญา’ ก็สามารถทำลาย ‘สิ่งนั้น’ ได้อย่างง่ายดายไปนานแล้ว!
.
.
.
ซุนเย่ก้าวผ่านต้นไม้ใหญ่มาจนถึงทางออก เมื่อลืมตาขึ้นมาพบว่าตนเองอยู่ภายในถ้ำอันเป็ทางเข้าดินแดนแห่งความว่างเปล่า ความรู้สึกทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ว่าเวลาได้หมุนผ่านไปถึงห้าปีแล้ว!
เขาเดินออกจากมุมมืดเพื่อตรงเข้าไปหาจอมมารเป็อย่างแรก ่เวลาสั้น ๆ สำหรับเขาที่ต้องห่างกันไปแต่สำหรับจอมมารมันคือห้าปี คงต้องเหงามากแน่ ๆ ที่ไม่มีเขามาคอยพูดคุยด้วย
“กะ เกิดอะไรขึ้นกัน!?” เขาตะลึงจนเกือบจะพูดไม่ออกเมื่อสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าในตอนนี้คือผนึกสีเขียวมรกตที่แตกละเอียดไม่มีชิ้นดี! จอมมารลืมตาตื่นแล้ว! เขาทำลายผนึกออกมาได้แล้ว! “ความมั่นใจของท่านว่าจะสามารถกลับมาได้อีกครั้งดูเหมือนจะเป็จริงแล้ว กลายเป็ข้าที่จากนี้ต้องกลับไปเหงาเหมือนเดิม” เขาถอนหายใจเบา ๆ ถึงจะรู้สึกหน่วงในใจอยู่หน่อย ๆ แต่ความรู้สึกดี ๆ กลับมีมากกว่า จอมมารที่ถูกผนึกมาตลอดสองล้านปีในที่สุดก็ได้รับอิสระที่ควรมี ได้กลับไปแก้แค้นพวกที่มันทำกับตัวเองไว้ แบบนี้แหละดีแล้ว
เขาเดินออกจากถ้ำไป เบื้องหน้าคือลำธารที่แสนคุ้นเคย อีกฟากฝั่งคือแดนมารเขตสิบซึ่งเป็ที่ที่เขาเคยเผาพวกที่ผลักไสเขาไปตายอย่างเืเย็น
ทว่าบัดนี้เพลิงทมิฬของเขามันหายไป! ไม่ต้องคิดให้มากความเลย จะเป็ใครไปได้อีกเล่าถ้าไม่ใช่จอมมารหลงเฟยิที่มีเพลิงทมิฬเหมือนกัน!
เขาเดินข้ามลำธารกลับไปที่เขตสิบ ไม่มีทหาร ไม่มีเขตแดน ไม่มีอะไรเลย แสดงว่าจอมมารน่าจะหลุดออกจากผนึกมาได้นานปีหรืออาจจะหลายปีแล้ว เพราะถ้าหากเหตุการณ์มันเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ผนึกต้องถูกตรวจสอบอย่างละเอียดและต้องคอยเฝ้าระวังผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง แต่ในตอนนี้กลับถูกทิ้งร้างอย่างไร้ค่า ชีวิตของเทพและมารทั้งสิบชีวิตที่ต้องสังเวยให้กับผนึกที่ไม่มีวันแตกออกไร้ค่าไปเสียแล้ว
เขาไม่สนใจมันอีกและไม่คิดจะกลับไปที่บ้านของตัวเองด้วย ป่านนี้คงไม่เหลืออะไรที่เป็ของตัวเองอีกแล้ว ยังดีที่ก่อนเข้าไปในดินแดนแห่งความว่างเปล่าเขาพกตำลึงติดตัวไปด้วย ไม่เช่นนั้นคงไม่พ้นต้องเป็ขอทาน คิดแล้วก็อนาถใจจริง
เขาเดินเท้าออกไปจนถึงเขตหมู่บ้าน พยายามไม่ให้ชาวบ้านเห็นตัวตนของเขาแล้วลอบสังเกตการณ์อยู่ห่าง ๆ ทุกอย่างดูปกติสุขไปหมด มีแต่มารที่ไม่คุ้นหน้าคุ้นตาเสียด้วยซ้ำ ปกติจนน่าแปลกจริง ๆ
“เฮ้!” ขณะกำลังจมอยู่กับความคิดของตัวเองก็มีมารตนหนึ่งมาทักเข้าเสียก่อน “หน้าตาไม่คุ้นเลย มาใหม่รึ?”
“เปล่า อยู่มานานแล้ว” คำตอบที่ได้รับทำเอาผู้ฟังถึงกับขมวดคิ้ว
“หน้าตาคุ้น ๆ นะ......อ๊ะ! ใช่แล้ว! จะ จะ จะ เ้า! เ้าคือมารในใบประกาศนี่!”
“ใบประกาศอะไรกัน?” อีกฝ่ายไม่ตอบเขาแต่กลับถอยห่างไปเรื่อย ๆ ด้วยความหวาดกลัวเสียได้
“ท่านพ่อ! ท่านแม่! ช่วยข้าด้วย!!” เอ้า! กลายเป็วิ่งร้องหาบิดามารดา ตกลงว่ามันเื่อะไรกัน?
เขาไม่ลังเลที่จะเดินตามไป ดูเหมือนเ้านั่นจะป่าวประกาศเสียใหญ่โตว่าเขาคือมารในใบประกาศอะไรสักอย่าง ชาวบ้านชาวเมืองที่ได้ฟังก็หยิบกระดาษบางอย่างขึ้นมาดู สักพักก็พากันหวาดกลัวหลีกทางให้เขาเดินสบาย ๆ
“ประกาศอะไร?” เขาเลือกสุ่มหญิงคนหนึ่งที่ถือประกาศที่ว่านั่นอยู่
นางยื่นให้เขาดูด้วยมืออันสั่นเทา เมื่อรับมาดูถึงได้รู้ว่ามันคือภาพเหมือนของเขาเอง ด้านล่างลงชื่อไว้ว่าอวี๋ซุนเย่ ทั้งยังบอกอีกว่าเป็ผู้ใช่เพลิงทมิฬ หลบหนีเข้าไปในดินแดนแห่งความว่างเปล่า ความอันตรายระดับเทียบเท่าจอมมาร!!
“หยะ หยะ อย่าทำอะไรพวกข้าเลยนะเ้าคะ!!” แม่นางทั้งหลายรวมกลุ่มกอดกันจนตัวกลมเชียว
“หึหึ แบบนี้ก็ดีเหมือนกันจะได้จัดการหนี้แค้นแบบเปิดเผยไปเลย” เขาแสยะไปทีหนึ่งแล้วก้าวเดินต่อไป เส้นทางถูกแหวกให้เดินอย่างมีระเบียบไม่มีใครกล้าเฉียดมาเข้าใกล้สักคน
ถึงจะยังกังวลกับพวกทหารระดับแม่ทัพหรือรองแม่ทัพอยู่ก็เถอะ แต่เขามั่นใจแปดในสิบส่วนว่าเสร็จงานแล้วจะสามารถหนีได้พ้น เพราะั้แ่ออกมาจากดินแดนแห่งความว่างเปล่า ร่างกายก็รู้สึกได้ถึงพลังบางอย่างที่ไหลเวียนมากกว่าแต่ก่อน เหมือนว่าจะแข็งแกร่งขึ้นราวกับเป็รางวัลที่กลับออกมาได้อย่างปลอดภัยเลย
“ทหาร! เตรียมรับมือ!” เมื่อเดินมาจนถึงประตูเมือง พวกทหารก็พยายามป้องกันเต็มที่ไม่ให้เขาผ่านเข้าไปในเขตที่เก้าได้
“หึ! เกะกะ อย่ามาขวางทางกลับบ้านของข้า”
ตู้ม!! ไม่ต้องขยับส่วนใดเลยสักนิด พลังปราณไร้รูปไร้ลักษณ์ก็ซัดพวกมันกระเด็นไปไกลจนเส้นทางเปิดในที่สุด
ทันทีที่ได้ใช้พลังเป็ครั้งแรกหลังจากกลับมา ปราณสีดำก็แผ่ขยายออกมาครอบคลุมร่างกายของเขา นี่คือความแข็งแกร่งที่เพิ่มมากขึ้นเป็เท่าทวีคูณ!!
กรี๊ดดดด เสียงของมารในเขตเก้ากรีดร้องกันระงมเพื่อต้อนรับการมาของเขา อะไรกัน ๆ เพลิงทมิฬมันน่ากลัวขนาดนั้นเลยรึไง? แต่ก็ช่วยไม่ได้แหละนะ เพราะคำสามคำในใบประกาศ คือ เพลิงทมิฬ ดินแดนแห่งความว่างเปล่า และ จอมมาร มันน่าะเืขวัญจริง ๆ
พวกที่ไม่ได้เกี่ยวข้องเขาย่อมไม่สนใจ เดินผ่านไปราวกับเป็มดปลวก แต่เดินอย่างเดียวมันช้าไปหน่อย แดนมารออกจากกว้างขวางขนาดนี้เขาจึงเลือกที่จะ ‘บิน’ ขึ้นฟ้าไปเลยง่ายกว่า
ใช่ บินจริง ๆ ปราณสีดำรับรู้ความคิดของเขาแล้วกลายสภาพเป็ปีกแสนสวยงาม เขากระพือปีกบินขึ้นฟ้าตรงไปยังเขตแปดอย่างรวดเร็ว!
ทหารที่เฝ้าประตูเขตแปดซึ่งได้รับแจ้งข่าวจากทางไกลมาแล้วก็เตรียมรับมือด้วยหอก กระบี่ และดาบอย่างครบมือ อาวุธหลายชิ้นถูกห่อหุ้มพลังปราณแล้วปาขึ้นมาหวังให้โดนตัวเขา แต่กลับไร้ประโยชน์เพราะปราณสีดำที่ห่อหุ้มร่างเขาอยู่ในตอนนี้เป็เกราะกำบังชั้นดี ไม่สามารถทำอันตรายใด ๆ กับร่างกายของเขาได้เลย
“ก่อนจากไปขอให้ของขวัญสักเล็กน้อยก็แล้วกัน”
ฉัวะ! ฉัวะ! ฉัวะ! อ๊ากกกก อาวุธที่พวกมันใช้ทำร้ายเขาถูกส่งกลับไปเชือดเฉือนตัวเ้าของจนต้องเืเจิ่งนองไปทั่วบริเวณ ไม่ต้องห่วง ไม่ตายหรอก แค่การเอาคืนเล็ก ๆ น้อย ๆ ของของใครก็ต้องรับคืนไป
เสร็จจากเขตแปดก็ตรงเข้าเขตเจ็ด การตั้งรับดูจะแข็งแกร่งมากขึ้นแต่ก็ไม่ได้คณนามือของเขาเลย ไม่ทันถึงจิบชา* เขาก็ผ่านออกไปได้แล้ว เขตหกก็ไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่ จนในที่สุดก็มาถึงเสียที เขตห้าที่ห่างหายกันไปนาน
“ทิวาสวัสดิ์ทุกท่าน! คิดถึงข้ากันรึไม่?” ขณะกล่าวทักทายก็ร่อนลงมาจนถึงพื้นดินแล้วสลายปีกของตัวเองไป “อยากกำจัดข้าหรือ?” เขาถามทหารที่ยืนเตรียมพร้อมรับมือเขาด้วยท่าทางที่สั่นกลัว แหม น่ากลัวจริง ๆ
“ไม่เอาน่า ข้าไม่ได้ทำผิดอะไรเลยนะ เป็ตระกูลอวี๋ที่ส่งทหารมาตามสังหารข้าไม่ใช่รึ? ข้าเลยต้องหนีไปอยู่ในดินแดนแห่งความว่างเปล่า ข้าจะกลับมาแก้แค้นมันก็ถูกแล้วนี่”
“!!!” ผู้ที่ได้ฟังยิ่งรู้สึกสั่นสะท้านมากขึ้นเป็เท่าตัว ช่างเป็ประโยคที่น่าขนลุกสิ้นดี!
“ชะ ชะ ช้าก่อน! ซุนเย่ นี่บิดาเองนะ!!”
“โอ้ว! ‘ท่านพ่อ’ ถึงกับออกมาต้อนรับข้าด้วยตัวเองเชียวรึนี่” เขาแสร้งทำเป็ประหลาดใจยามเห็นนายท่านอวี๋วิ่งเหงื่อตกมาหาเขา
“มีอะไรเราค่อย ๆ คุยกันได้นะ! อย่าทำร้ายกันเลย!”
“หึหึ ท่านพ่อคิดว่าข้าจะสังหารมารพวกนี้รึ? ไม่เอาน่า ข้าไม่ได้เหมือนท่านนะที่คิดสังหารผู้ที่ไม่มีความผิดน่ะ”
“ระ เื่นั้น!”
“วันนี้ข้าแค่กลับมาเยี่ยมตระกูลอวี๋เท่านั้น กว่าจะออกมาจากดินแดนแห่งความว่างเปล่าได้ก็เหนื่อยแทบแย่ อยากจะอาบน้ำทานอาหารร่วมกับครอบครัวสักหน่อย ท่านพ่อคงไม่ขัดข้อง?”
“แน่นอนสิ ๆ !” นายท่านอวี๋คิดในใจ รอยยิ้มแสยะขนาดนี้! หากขัดข้องเมืองได้ะเิเป็ชิ้น ๆ แน่!!
“อ้อ! อีกเื่หนึ่ง ส่งข่าวบอกตระกูลหม่าด้วยนะโดยเฉพาะอดีตฮูหยินใหญ่ที่นอนอยู่ในคุก ว่าข้าจะไปเยี่ยมเป็การส่วนตัวในเย็นวันนี้ หึ!”
*เหมี่ยนกวน = เครื่องประดับศีรษะฮ่องเต้ยามออกว่าราชการ
*เค่อ = 15 นาที
*เทียนจวิน = องค์เง็กเซียนฮ่องเต้ ผู้ปกครอง์ชั้น 9
*เจิ้น = คำแทนตัวของฮ่องเต้
*หวงซ่าง = พระจักรพรรดิ *จิบชา = 3 นาที