บทที่ 5 ้าความใส่ใจ
“หลิวชิง... หลิวชิง! ตื่นเถิด” เสียงหวานละมุนของจงหลิงเอ่ยเรียก ปลุกเขาให้ตื่นจากภวังค์แห่งนิทราที่ทอดร่างเหยียดยาวอยู่บนผืนหญ้านุ่มเหนือยอดเขาสูงเทียมเมฆของไท่ซวน
หลิวชิงค่อยๆ ปรือตาคืนสติพลางรู้สึกได้ถึงแรงเขย่าที่ต้นแขนอย่างร้อนรน เมื่อเห็นชัดว่าเป็ผู้ใดเขาก็พลันลุกพรวดขึ้นด้วยความกังวล “เกิดเื่อันใดขึ้นอย่างนั้นหรือ... เหตุใดเ้าจึงดั้นด้นมาถึงยอดเขาแห่งนี้ หรือว่ามีเหตุร้ายเกิดขึ้นกับพวกเขา!”
จงหลิงส่ายหน้าเบาๆ พลันปรากฏรอยยิ้มละไมที่มุมปากอย่างหาได้ยาก "ข้าเพียงจะมาแจ้งข่าวดีแก่เ้าเท่านั้น... ทีแรกข้าบุกไปหาเ้าถึงตำหนัก แต่เหล่าศิษย์ของเ้าต่างบอกเป็เสียงเดียวกันว่าเ้ายังมิได้กลับเข้าสำนักเลยั้แ่รุ่งสาง ข้าจึงมั่นใจว่าเ้าต้องดั้นด้นมาที่นี่แน่ เพราะเ้ามักจะแอบมาเอนกายพักผ่อนี้เีอยู่เป็ประจำ"
"จงหลิง... ข้ามิได้มานอนเกียจคร้านที่นี่เสียหน่อย!" หลิวชิงรีบโต้แย้งกลับไปในทันควัน
ทว่าสายตาของเขากลับทอดมองไปไกลยังเส้นขอบฟ้า "เ้าลองมองดูทัศนียภาพเบื้องหน้าสิว่ามันตราตรึงเพียงใด ไม่ว่ายามที่แสงตะวันสาดส่องหรือยามที่ราตรีกาลเข้าปกคลุม สถานที่แห่งนี้ก็ยังคงงดงามมิเคยเปลี่ยน" เมื่อได้ฟังเช่นนั้น จงหลิงก็หลุดหัวเราะออกมาเบาๆ พร้อมรอยยิ้มที่สดใสปานมวลบุปผาแย้มบาน "เห็นแก่ความสุนทรีย์ของเ้า... ข้าจะยอมเชื่อเ้าสักคราก็ได้"
"แล้วข่าวดีอันใดกันเล่าที่ดึงดันให้เ้าต้องฝ่าความมืดมิดมาถึงที่นี่... ในยามที่ล่วงเลยผ่านเที่ยงคืนไปเช่นนี้" หลิวชิงเอ่ยถามกลับด้วยความสงสัยทันควัน
"เย่กู่อี้กับเมิงฉิน... พวกนางทั้งสองฟื้นคืนสติแล้วล่ะ" จงหลิงเอ่ยพลางคลี่ยิ้ม "ทว่าร่างกายยังมิอาจฟื้นฟูได้โดยสมบูรณ์ คงต้องใช้เวลาพักรักษาอีกสักระยะ หากเ้าคิดจักรีบไปพบพวกนางในยามนี้ก็คงไร้ประโยชน์
ข้าได้มอบโอสถทิพย์ให้พวกนางดื่มกินและกำชับให้นอนพักผ่อนต่อแล้ว ข้าเพียงแต่อยากมาแจ้งให้เ้าคลายกังวลเพราะกลัวว่าเ้าจะนอนไม่หลับ... แต่ที่ไหนได้ กลับมานอนหลับปุ๋ยสบายใจเฉิบอยู่ที่นี่เสียอย่างนั้น!" จงหลิงเอ่ยเย้าพลางหัวเราะร่าในลำคออย่างนึกขบขัน
หลิวชิงหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างลืมตัว ก่อนที่น้ำเสียงจะกลับมาราบเรียบและมั่นคง สายตาของเขาทอดประสานไปกับขอบฟ้าอันไกลโพ้นราวกับกำลังรำลึกถึงภาระอันหนักอึ้งที่ผ่านมา “่เวลาที่พวกเ้าไม่อยู่... ข้าต้องตรากตรำทำงานหนักเพียงลำพังเพื่อประคับประคองทุกสิ่งแทนส่วนของพวกเ้า เพราะเหล่าศิษย์และผู้คนเื้ัต่างยังมิอาจปรับตัวได้ทันท่วงที”
จงหลิงทอดสายตามองใบหน้าของหลิวชิงด้วยความนัยอันอ่อนโยน น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความเข้าอกเข้าใจ "ที่ผ่านมา... เ้าคงต้องแบกรับภาระจนเหนื่อยล้า และคงรู้สึกอ้างว้างมิน้อยเลยใช่หรือไม่?"
หลิวชิงค่อยๆ เบือนหน้ากลับมาสบตากับจงหลิงนิ่งสนิท "หากจะถามว่าเหนื่อยกายหรือไม่... ข้าตอบได้เลยว่าหาได้เป็เช่นนั้นไม่ ข้าเพียงแต่คิดถึงพวกเ้าอยู่ทุกลมหายใจ หากอาการเช่นนี้เรียกว่าความอ้างว้าง... เช่นนั้นข้าก็คงจะอ้างว้างอย่างที่เ้าว่าจริงๆ"
"นี่เ้าถึงกับคิดถึงถังอู่เล่อเชียวหรือ?" จงหลิงเอ่ยเย้าหยอกด้วยน้ำเสียงสดใส หวังทำลายบรรยากาศอันหม่นหมองให้จางหายไป เพราะนางรู้ดีว่าหลิวชิงกับถังอู่เล่อนั้นมักจะเป็คู่กัดไม้เบื่อไม้เมาที่สร้างเสียงหัวเราะให้กลุ่มมหาเซียนอยู่เสมอ
"ข้ามิได้นึกถึงเ้านั่นแม้เพียงเศษเสี้ยวของจินตนาการ!" หลิวชิงสวนกลับทันควันพลันเชิดใบหน้าขึ้นสวมท่าทีเ็าไม่แยแส ราวกับว่าชื่อนั้นช่างห่างไกลจากความใส่ใจของเขาเหลือเกิน
“ข้าจะยอมเชื่อเ้าสักวันก็ได้...” จงหลิงเอ่ยกลั้วหัวเราะ พลางหวนนึกถึงภาพจำในอดีตยามที่ถังอู่เล่อได้รับาเ็จนสิ้นฤทธิ์ หลิวชิงผู้นี้นี่แหละที่ถลาเข้าไปหาเป็คนแรกด้วยสีหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความวิตกกังวลถึงขีดสุด
ก่อนที่นางจะเปลี่ยนเื่ให้จริงจังขึ้นพลางเอ่ยถามหยั่งเชิง “หลิวชิง... เ้ามิคิดจะลองเปิดใจหาคนรักดูบ้างหรือ? ข้าย่อมรู้ดีว่าการยืนหยัดอยู่เพียงลำพังนั้นมันช่างอ้างว้างเพียงใด
บางทีการมีใครสักคนก้าวเข้ามาในชีวิต อาจช่วยเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปของเ้าให้สมบูรณ์ขึ้นก็ได้...” นางกล่าวจบพร้อมกับั์ตาที่ทอประกายความเศร้าสร้อยจางๆ ราวกับมีความนัยบางอย่างซ่อนเร้นอยู่ภายใต้คำพูดนั้น
"เ้าคิดว่าคนอย่างข้าไม่อยากมีคนเคียงคู่บ้างหรืออย่างไรเล่า... ช่างกล้าถามนัก" หลิวชิงแค่นหัวเราะพลางเอ่ยตอบทีเล่นทีจริง "ดูอย่างสาวงามเช่นเ้าสิ... ก็มีพี่ใหญ่เฟยหลงคอยเคียงข้างไปเสียแล้ว แม้แต่พี่รองเสี่ยซ่านกับเ้าถังอู่เล่อ ต่างก็ได้หญิงงามอย่างเย่กู่อี้กับเมิงฉินมาครองคู่กันถ้วนหน้า เห็นเช่นนี้แล้วข้าก็อดมิได้ที่จะรู้สึกอิจฉาตาร้อนขึ้นมา"
ทันทีที่ถ้อยคำเปรียบเปรยนั้นหลุดจากปากหลิวชิง ใบหน้าของจงหลิงก็พลันแปรเปลี่ยนไป นางมิได้โกรธเคือง ทว่ากลับเผยสีหน้าที่ดูพึงพอใจอย่างประหลาด ราวกับคำพูดเ่าั้ช่างถูกอกถูกใจนางเสียเหลือเกิน
"ว่าแต่เ้าเถิด... มีปัญหาบาดหมางอันใดกับพี่ใหญ่เฟยหลงหรือไม่?" หลิวชิงเอ่ยถามพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของจงหลิงอย่างจับผิด
"ข้าดูออกนะว่าสีหน้าของเ้าเมื่อครู่มันแฝงความนัยบางอย่าง แม้ระดับของข้าจะด้อยกว่าเ้า ทว่าข้าก็ก้าวเข้าสู่ตบะระดับเซียนเช่นกัน ย่อมมิอาจปล่อยให้เ้าปกปิดร่องรอยแห่งความทุกข์นี้ไปได้หรอก"
ทันทีที่สิ้นประโยค จงหลิงกลับเลือกที่จะนิ่งเงียบ แววตาของนางหม่นแสงลงพลางทอดมองออกไปยังเส้นขอบฟ้าอันไกลโพ้นอย่างไร้จุดหมาย ก่อนจะพรั่งพรูลมหายใจออกมาแ่เบา ราวกับแบกรับเื่ราวหนักอึ้งที่ยากจะเอื้อนเอ่ยให้ใครฟังได้
“ปีกว่าได้แล้ว... ที่พี่ใหญ่แทบไม่มีเวลาให้ข้าเลย” จงหลิงเริ่มพรั่งพรูความนัยที่กักเก็บไว้ “เขาเอาแต่ตรากตรำบำเพ็ญเพียร ค้นหาทุกวิถีทางเพื่อเพิ่มพูนความแข็งแกร่งให้กับตนเอง ทว่าเขามิเคยล่วงรู้เลยว่าข้าที่อยู่เคียงข้างเขานั้น ้าความใส่ใจจากเขามากเพียงใด... ข้ามิกล้าเอ่ยปากตัดพ้อ เพราะเขากำลังทำภารกิจที่ยิ่งใหญ่เพื่อทุกคน แต่ถึงกระนั้น... เขาก็ควรหันมาสนใจคนข้างกายอย่างข้าบ้างมิใช่หรือ?”
เมื่อกล่าวจบ หยาดน้ำตาที่อดกลั้นไว้ก็เริ่มเอ่อคลอเบ้าตาคู่สวย สะท้อนถึงความอ้างว้างที่นางต้องแบกรับมาอย่างยาวนาน