[เริ่มฉาก: การเดินทางร่วมกันครั้งแรก]
ทั้งสามคนก้าวเท้าออกจากซอยแคบๆ ที่อับชื้นและเต็มไปด้วยร่องรอยความขัดแย้งเมื่อครู่ กลับสู่ถนนสายหลักของโซนศูนย์กลางที่สว่างไสวและโอ่อ่าอีกครั้ง แสงอาทิตย์ยามบ่ายสะท้อนเงากระจกจากตึกระฟ้าสูงเสียดฟ้า ยานยนต์ลอยฟ้าเคลื่อนตัวอย่างเงียบกริบบนรางพลังงาน ผู้คนในชุดที่ดูดีมีราคาเดินขวักไขว่ด้วยท่าทีเร่งรีบแต่ก็เป็ระเบียบ
ริวเผลอเงยหน้าขึ้นมองตึกสูงรูปทรงแปลกตาและยานยนต์ที่ไม่เคยเห็นในเขตรอบนอก ดวงตาฉายแววตื่นตาตื่นใจและความรู้สึกแปลกแยกออกมาเล็กน้อย เขากระชับเป้เก่าๆ บนหลัง รู้สึกเหมือนตัวเองเป็จุดเล็กๆ ที่ไม่เข้าพวกในโลกอันศิวิไลซ์นี้ ยูริเองก็ดูตื่นๆ ไม่แพ้กัน เธอมองซ้ายมองขวาอย่างระมัดระวัง ดวงตาหลังแว่นยังคงมีแววหวาดกลัวเจืออยู่เล็กน้อย แต่ก็มีความทึ่งในความเจริญของเมืองหลวงปนอยู่ด้วย เธอขยับมายืนใกล้ริวมากขึ้นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
มีเพียงไอริที่ดูเหมือนจะคุ้นชินกับสภาพแวดล้อมนี้ เธอก้าวเดินอย่างมั่นคง นำหน้าทั้งสองคนไปเล็กน้อย ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบๆ อย่างรวดเร็วประเมินสถานการณ์ตามสัญชาตญาณ ก่อนจะหันกลับมามองริวที่เดินตามหลังด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก
"เมื่อกี้นี้..." ไอริเปิดประเด็นขึ้น ทำลายความเงียบระหว่างการเดินทาง "นายเองก็ไม่เบาเลยนะ ที่จัดการสองคนนั้นได้ โดยที่แทบไม่ต้องออกแรง" น้ำเสียงของเธอเรียบๆ แต่ก็แฝงแวว 'หยั่งเชิง' อย่างชัดเจน
ริวสะดุ้งเล็กน้อยที่ถูกทักขึ้นมาตรงๆ เขายกมือขึ้นเกาหัวแกรกๆ อย่างประหม่า "เอ่อ... ไม่ใช่หรอกครับ ผมไม่ได้ทำอะไรเลยจริงๆ นะ..." เขาปฏิเสธเสียงอ่อย พลางเหลือบมองไอริอย่างไม่แน่ใจ "...นั่นไม่ใช่ฝีมือของคุณไอริหรอกเหรอครับ? ตอนที่เข้ามาช่วยคนที่สามน่ะ เร็วมากๆ เลย"
ไอริหรี่ตามองริว ก่อนที่เสียงหัวเราะสั้นๆ จะหลุดออกมาจากลำคอ "หึ! เอาๆ!" เธอหัวเราะเหมือนขำก็ไม่ใช่ เหมือนไม่อยากจะเชื่อก็ไม่เชิง "นายนี้ถ่อมตัวเก่งนะ จะบอกว่านายไร้พลังจริงๆ งั้นเหรอ?" เธอหยุดเดินแล้วหันมาเผชิญหน้ากับริวตรงๆ ดวงตาคมกริบจ้องมองเข้าไปในดวงตาของริว "แต่ถึงขั้นมองตามความเร็วของฉันเมื่อกี้ทันได้เนี้ย... มันก็ไม่ธรรมดาแล้วนะ รู้ตัวรึเปล่า?"
"นั่นสินะคะ!" ยูริที่เดินตามมาทัน พูดเสริมขึ้นเสียงเบา แต่ก็หนักแน่น "เมื่อกี้คุณไอริเร็วมากจริงๆ ค่ะ ยูริยังมองตามไม่ทันเลย..." เธอยืนยันโดยไม่ได้สังเกตถึงความหมายแฝงที่ไอริ้าจะสื่อถึงริว เพราะตัวเธอมัวแต่หวาดกลัวกับเหตุการณ์ก่อนหน้า
ไอริละสายตาจากริว หันไปพยักหน้าให้ยูริเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมามองริวอีกครั้ง แววตาสงสัยยังคงฉายชัด "นายนะ... ตั้งใจจะปกปิดพลังใช่มั๊ยล่ะ?" เธอยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย "แต่ไม่เป็ไรหรอก จะปิดไปทำไมกัน เพราะยังไงซะ ตอนที่เราไปถึงโรงเรียนแล้วเข้าเครื่องตรวจสอบพลัง... ทุกอย่างก็ต้องเปิดเผยออกมาอยู่ดี"
พูดจบ ไอริก็เอื้อมมือมาตบเข้าที่ไหล่ของริวแรงๆ สองครั้งติดกัน
พลั่ก! พลั่ก!
"โอ๊ก!" ริวร้องออกมาเบาๆ ด้วยความจุก ไม่ทันได้ตั้งตัวกับแรงตบที่ไม่เหมือนแรงผู้หญิงตัวเล็กๆ เลยแม้แต่น้อย
"แต่จะว่าไปนะ..." ไอริพูดต่อ ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พลางกอดอกมองริวที่กำลังลูบไหล่ตัวเองป้อยๆ "...ตอนนั้นน่ะ ตอนที่ไอ้สองตัวแรกมันกระเด็นไป... ฉันยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ"
คำพูดนั้นทำให้ริวชะงัก มองไอริด้วยความสับสนยิ่งกว่าเดิม ถ้าไอริไม่ได้ทำ แล้วใคร... หรือว่า...
แต่ก่อนที่ริวจะได้คิดอะไรไปมากกว่านั้น ไอริก็โบกมือปัดๆ เหมือนปัดความคิดนั้นทิ้งไป "เอาน่า ช่างมันเถอะน้า!" เธอพูดพลางหันตัวไปอีกทาง แล้วยกมือขึ้นชี้ตรงไปยังทิศทางหนึ่งในระยะไกล "นั้นไง! มองเห็นรึเปล่า?"
ริวกับยูริมองตามทิศที่ไอริชี้ไป ผ่านช่องว่างระหว่างตึกระฟ้าสูงตระหง่าน พวกเขาก็ได้เห็น... ภาพของ ต้นไม้ขนาดมหึมา ที่ดูราวกับไม่ได้อยู่ในโลกใบนี้ ลำต้นสีขาวนวลแผ่กิ่งก้านสาขาสีเขียวมรกตขึ้นสู่ท้องฟ้า บนยอดสุดของต้นไม้ มี แสงสีทองอร่าม ส่องประกายเจิดจ้าออกมาอย่างสง่างามและอบอุ่น แม้จะอยู่ไกลออกไป แต่ก็ััได้ถึงพลังงานอันยิ่งใหญ่และบริสุทธิ์ที่แผ่ออกมา
"ต้นไม้โลก..." ริวพึมพำออกมาเบาๆ เขาเคยเห็นภาพนี้ในประกาศ แต่การได้เห็นของจริงด้วยตาตัวเองมันยิ่งใหญ่และน่าทึ่งกว่าในจอหลายเท่านัก
"สวยจังเลย..." ยูริเองก็อุทานออกมา ดวงตาหลังแว่นเบิกกว้างด้วยความประทับใจ
"อืม นั่นแหละ สัญลักษณ์ของ Awake Academy" ไอริตอบ พลางหันกลับมาเร่ง "ใกล้ถึงแล้ว! รีบไปกันเถอะ เดี๋ยวจะเสียเวลาไปมากกว่านี้!"
สิ้นคำพูดนั้น ไอริก็ออกเดินนำไปอีกครั้งด้วยความเร็วที่มากกว่าเดิมเล็กน้อย ทิ้งให้ริวกับยูริมองหน้ากันด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งความตื่นเต้นที่ได้เห็นเป้าหมาย ความประทับใจในต้นไม้โลก และความสงสัยในพลังปริศนาของริวที่ยังคงค้างคาใจ ก่อนที่ทั้งสองจะรีบเร่งฝีเท้าเดินตามไอริไป
[เริ่มฉาก: ก้าวแรกสู่ Awake Academy]
เสียงจอแจจากถนนสายหลักของโซนศูนย์กลางค่อยๆ เลือนหายไปข้างหลัง ราวกับถูกกำแพงที่มองไม่เห็นกั้นขวางเอาไว้ ยิ่งพวกเขาเดินลึกเข้ามาตามเส้นทางที่มุ่งสู่ Awake Academy ความเงียบสงบอันน่าประหลาดยิ่งเข้าแทนที่ อากาศรอบตัวกลับบริสุทธิ์และเบาบางลงอย่างััได้ ริวสูดหายใจลึก รู้สึกถึงความสะอาดที่แตกต่างจากเขตรอบนอกที่เขาคุ้นเคยอย่างสิ้นเชิง ไอริยังคงก้าวเดินนำหน้าอย่างมั่นคงและคุ้นเคย แต่แววตาที่มองตรงไปยังเป้าหมายกลับทอประกายคาดหวังอย่างปิดไม่มิด
แล้วที่สุดปลายทางเดินนั้น สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาก็ทำให้ทั้งสามต้องหยุดนิ่ง
เบื้องหน้าไม่ใช่กำแพงหรือประตูรั้วธรรมดา หากแต่เป็ ซุ้มประตูโค้งขนาดมหึมา ที่สร้างจากลำแสงสีขาวนวลบริสุทธิ์ มันสูงตระหง่านเสียดฟ้าจนแทบมองไม่เห็นยอด แสงสว่างที่แผ่ออกมานั้นอบอุ่นแต่แฝงด้วยพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่จนน่าเกรงขาม บนโครงสร้างแสง ปรากฏอักขระโบราณเรืองแสงสีทอง วิ่งวนสลับซับซ้อน ดุจกลไกแห่ง์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังเวทมนตร์
และที่น่าตะลึงยิ่งกว่า คือสิ่งที่ยืนขนาบซุ้มประตูแสงทั้งสองฟาก มันคือ รูปปั้นศิลาของนักรบโบราณในชุดเกราะเงิน สองตน ยืนตระหง่านในท่วงท่าสงบนิ่งแต่แฝงความเด็ดเดี่ยว แต่ละตนสูงใหญ่ราวกับั์ รายละเอียดบนชุดเกราะและอาวุธที่ถือในมือถูกสลักเสลาอย่างวิจิตรบรรจง แม้เวลาจะกัดกร่อนศิลาไปบ้างตามกาลเวลา แต่จิติญญาอันแข็งแกร่งและเื่ราวแห่งการต่อสู้ที่ยอมสละชีพเพื่อปกป้องมนุษยชาติจากแม่ทัพอสูรในอดีตยังคงฉายชัดออกมาอย่างน่าเคารพยำเกรง
"ไปกันเถอะ" ไอริเป็คนแรกที่ได้สติ เธอพยักหน้าให้ทั้งสองคน ก่อนจะก้าวผ่านซุ้มประตูแสงนั้นเข้าไป
ริวกับยูริมองหน้ากันแวบหนึ่ง กลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ก่อนจะรวบรวมความกล้าแล้วก้าวตามเข้าไป วินาทีที่ร่างผ่านพ้นม่านแสง ร่างกายรู้สึกเหมือนถูกห่อหุ้มด้วยพลังงานอันเย็นสบายเพียงชั่วครู่ ก่อนที่ทุกสิ่งจะเปิดออก...
สู่โลกใบใหม่ที่อยู่ตรงหน้า...
ลมหายใจของริวสะดุดกึก เขายืนนิ่งแข็งทื่อ ดวงตาเบิกกว้างจนสุด จ้องมองภาพความอลังการเบื้องหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา ลานศิลาเรียบเนียนไร้รอยต่อทอดตัวกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา สวนหย่อมเขียวชอุ่มสองข้างทางเต็มไปด้วยพฤกษาแปลกตาที่ไม่เคยเห็น หลายชนิดมีใบเรืองแสงหรือดอกไม้ที่เปล่งประกายสีรุ้ง ละอองแสงสีทองระยิบระยับลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศ ไกลออกไปคืออาคารหลักของโรงเรียนที่ใหญ่โตโอฬารเสียจนคำว่า 'ใหญ่' ไม่อาจบรรยายได้หมด สถาปัตยกรรมงดงามวิจิตร ผสมผสานความสง่างามของปราสาทโบราณเข้ากับเส้นสายและวัสดุที่ดูล้ำยุค หอคอยหลายแห่งพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้า แต่เหนือสิ่งอื่นใด คือลำแสงสีทองอันเจิดจ้าที่สาดส่องออกมาจากใจกลางอาคารหลัก แสงแห่ง 'ต้นไม้โลก' ที่แผ่พลังงานอันอบอุ่นและยิ่งใหญ่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ
‘นี่มัน... ที่นี่น่ะเหรอ โรงเรียน...’ ริวคิดในใจ หัวใจเต้นรัวแรงด้วยความตื่นตะลึง นี่มันเหมือนดินแดนในเทพนิยายชัดๆ! ความรู้สึกเล็กจ้อยและแปลกแยกถาโถมเข้าใส่ แต่พร้อมกันนั้น ความหวังอันแรงกล้าก็พลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน ‘ถ้า... ถ้าได้อยู่ที่นี่... ได้ใช้ชีวิตในโลกแบบนี้... รินจะต้องมีความสุขมากแน่ๆ... ที่นี่จะต้องปลอดภัยสำหรับริน...!’ เขาเผลอกำหมัดแน่น ความมุ่งมั่นที่จะต้องเข้าโรงเรียนนี้ให้ได้ฉายชัดขึ้นในแววตา
"ว้าว..." เสียงครางแ่เบาหลุดออกมาจากริมฝีปากของยูริ เธอหมุนตัวไปรอบๆ อย่างช้าๆ ดวงตาหลังแว่นเบิกกว้างเป็ประกายระยิบระยับ ไล่มองความงดงามและความยิ่งใหญ่รอบตัวด้วยความตะลึงลานอย่างถึงที่สุด ความหวาดกลัวก่อนหน้านี้เลือนหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความประทับใจอย่างสุดซึ้ง เธอกระชับสายกระเป๋าแน่น ก่อนจะขยับเข้าไปยืนใกล้ริวมากขึ้นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
ไอริหันกลับมามองปฏิกิริยาของทั้งสอง เธอสูดหายใจลึก ปล่อยให้รอยยิ้มบางๆ ที่ดูจริงใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าครู่หนึ่ง แม้จะเคยมาที่นี่บ้างแล้วตอนมาหาพี่สาว แต่ความรู้สึกตื่นเต้นระคนทึ่งในความยิ่งใหญ่สุดขั้วนี้ก็ยังคงเกิดขึ้นทุกครั้งที่ได้เห็น ‘ให้ตายสิ... อลังการไม่เปลี่ยนเลยจริงๆ สิน่า...’ เธอสลัดความรู้สึกนั้น ก่อนจะตบบ่าริวเบาๆ
"ไงล่ะ ตะลึงจนพูดไม่ออกเลยดิ?" เธอกลั้วหัวเราะเบาๆ "นี่ยังแค่โซนด้านหน้านะ ยังมีอะไรให้ตะลึงอีกเยอะ รีบไปกันได้แล้ว เดี๋ยวคนจะเยอะกว่านี้ ต้องไปลงทะเบียนนักเรียนใหม่ก่อน"
ริวกับยูริพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย แม้จะยังคงอยู่ในอาการตกตะลึง แต่ก็เริ่มก้าวเท้าตามไอริที่ออกเดินนำไปยังทิศทางของอาคารหลักอันโอ่อ่าเบื้องหน้า ทิ้งความรู้สึกอันท่วมท้นไว้เื้ั และแบกรับความคาดหวังใหม่ไว้เต็มหัวใจ
[เริ่มฉาก: จุดลงทะเบียนอลหม่าน (แต่เป็ระเบียบ)]
หลังจากยืนตะลึงกับภาพความอลังการของ Awake Academy อยู่ครู่หนึ่ง ไอริก็ตบบ่าริวเบาๆ อีกครั้งเพื่อเรียกสติ
"เอาล่ะ ชื่นชมพอแล้วก็ไปกันต่อได้แล้ว" เธอบอกพลางกวักมือเรียก "ต้องไปลงทะเบียนนักเรียนใหม่ก่อน ไปทางนั้น" เธอชี้ไปยังทิศทางหนึ่งซึ่งมีป้ายบอกทางขนาดใหญ่เรืองแสง เขียนคำว่า 'จุดลงทะเบียนนักเรียนใหม่ (New Student Registration)' ไว้อย่างชัดเจน
ทั้งสามเดินตามป้ายบอกทางไป ผ่านสวนหย่อมที่สวยงามราวกับภาพวาด ผ่านนักเรียนคนอื่นๆ ที่เดินสวนไปมาในชุดลำลองสบายๆ ไม่นานนัก พวกเขาก็มาถึงบริเวณที่ดูเหมือนจะเป็ลานกว้างอีกแห่ง แต่คราวนี้มันเต็มไปด้วยผู้คนมากมายมหาศาล และเส้นทางเบื้องหน้าก็ถูกแบ่งออกเป็สองสายอย่างชัดเจนด้วยแนวกั้นพลังงานโปร่งแสง พร้อมป้ายกำกับขนาดใหญ่กว่าเดิม: 'ลงทะเบียนชาย (Male Registration)' และ 'ลงทะเบียนหญิง (Female Registration)' แต่ละฝั่งมีแถวยาวเหยียดสุดลูกหูลูกตา ทอดยาวคดเคี้ยวไปยังซุ้มลงทะเบียนที่ตั้งอยู่ไกลออกไป
"โห... คนเยอะเป็บ้าเลย" ริวพึมพำออกมาเบาๆ มองแถวอันยาวเหยียดสลับกับป้ายแบ่งเพศ ความรู้สึกประหม่าและว้าเหว่เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อตระหนักว่าเขาจะต้องแยกกับเพื่อนร่วมทางทั้งสองคนตรงนี้
ยูริดูเหมือนจะััได้ถึงบรรยากาศนั้น เธอเม้มปากแน่น มือที่ถือสายกระเป๋าอยู่กำแน่นขึ้น สีหน้าฉายแววกังวลอย่างเห็นได้ชัด
"เฮ้!" ไอริหันมาเห็นท่าทางของทั้งคู่ก็ถอนหายใจเบาๆ แต่ก็มีรอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้น เธอหันไปทางยูริก่อน เอื้อมมือไปโอบไหล่หญิงสาวผมบลอนด์อย่างรวดเร็ว (แต่ไม่แรงเหมือนตอนทำกับริว) ดึงเข้ามาใกล้ "ไม่ต้องทำหน้าเหมือนลูกแมวหลงทางน่า ยัยบื้อ อยู่กับฉันไม่เป็ไรหรอก" ว่าพลางขยี้ผมยูริเบาๆ จนยุ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะหันมาทางริวที่ยืนทำหน้าเหรอหราอยู่
"ส่วนนาย... มองอะไร?" ไอริเลิกคิ้วถาม "ไม่ต้องห่วงยัยนี่หรอกน่า ดูแลตัวเองให้รอดก่อนเถอะ" เธอพูดติดตลก แต่แววตาก็มีความจริงจังอยู่ "แยกกันตรงนี้แหละ ฉันพายูริไปทางนู้น นายก็ไปเข้าแถวฝั่งนู้นซะ แล้วเจอกัน... หลังลงทะเบียนเสร็จ... ถ้าเสร็จนะ ดูแถวสิ ยาวอย่างกับงูเหลือมกลืนช้าง" เธอเหลือบมองแถวอีกครั้ง "สู้ๆ เข้าล่ะ!"
พูดจบ ไอริก็ไม่รอช้ารีบดึงยูริที่ยังคงดูประหม่าแต่ก็พยักหน้ารับเบาๆ ให้เดินตามไปยังแถวลงทะเบียนหญิงทันที ทิ้งให้ริวยืนอยู่คนเดียวกลางฝูงชน มองตามหลังทั้งสองไปด้วยความรู้สึกห่วงใยปนเคว้งคว้าง เขาไม่เคยต้องมาอยู่ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยและเต็มไปด้วยคนแปลกหน้ามากมายขนาดนี้โดยลำพังมาก่อน
ริวสูดหายใจลึก พยายามปัดความรู้สึกประหม่าทิ้งไป แล้วมุ่งหน้าไปยังแถวลงทะเบียนชายที่ยาวเหยียด ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ เขาก็ยิ่งอ้าปากค้างกับจำนวนคนที่รออยู่ เด็กหนุ่มในวัยไล่เลี่ยกับเขา หรืออาจจะแก่กว่าเล็กน้อย ยืนต่อแถวกันยาวสุดลูกหูลูกตา คาดคะเนด้วยสายตาแล้วน่าจะมีเป็พันคน! แต่สิ่งที่น่าทึ่งคือ แม้คนจะมหาศาลขนาดนี้ แต่กลับไม่มีความวุ่นวายเลยแม้แต่น้อย ทุกคนยืนต่อแถวอย่างสงบเสงี่ยมและเป็ระเบียบเรียบร้อยอย่างน่าเหลือเชื่อ ไม่มีเสียงดังเอะอะ หรือการพยายามเบียดเสียดแซงคิวให้เห็น
เขาเข้าใจเหตุผลในเวลาต่อมา เมื่อสังเกตเห็น 'รุ่นพี่' หลายคนยืนประจำอยู่ตามจุดต่างๆ รอบบริเวณ พวกเขาสวม ชุดเครื่องแบบประจำโรงเรียน ที่ดูแตกต่างจากชุดนักเรียนทั่วไปอย่างสิ้นเชิง อาจจะเป็เสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้มตัวยาว หรือแจ็คเก็ตสีดำเข้ารูป บนอกเสื้อปักตราสัญลักษณ์รูปต้นไม้โลกสีเงินเป็ประกาย การออกแบบดูเรียบหรู เน้นความคล่องตัว แต่ก็แฝงด้วยความน่าเกรงขาม รุ่นพี่แต่ละคนมีบุคลิกที่ดูสุขุมและมั่นใจ สายตาคมกริบคอยสอดส่องดูแลความเป็ระเบียบอยู่ตลอดเวลา แค่เพียงตวัดสายตาไปยังจุดที่เริ่มมีเสียงดังเล็กน้อย ทุกอย่างก็กลับสู่ความสงบทันที
‘โห... ชุดเท่เป็บ้าเลย... รุ่นพี่ที่นี่ก็ดูเก่งกันทั้งนั้นเลยแฮะ...’ ริวคิดในใจ อดไม่ได้ที่จะรู้สึกทึ่งปนกับความรู้สึกต่ำต้อยเล็กๆ เขารีบก้มหน้าเดินไปต่อยังท้ายแถวที่ยาวที่สุด พยายามทำตัวให้กลมกลืนไปกับฝูงชน รู้สึกเงอะงะและไม่มั่นใจอย่างบอกไม่ถูก
เวลาผ่านไปช้าๆ... ช้ามากๆ... ยามบ่ายคล้อยต่ำลง แสงแดดเริ่มอ่อนแรง แต่แถวที่ริวยืนอยู่ขยับไปข้างหน้าเพียงน้อยนิด เสียงพูดคุยพึมพำเริ่มดังขึ้นรอบตัว ส่วนใหญ่เป็เื่ความคาดหวังในพลังของตน หรือความกังวลว่าจะผ่านการทดสอบหรือไม่ ริวยืนรออย่างอดทน ขาเริ่มเมื่อย จิตใจเริ่มล่องลอย จนกระทั่ง...
เสียงประกาศที่คมชัดและทรงอำนาจดังขึ้นผ่านระบบเสียงที่ติดตั้งอยู่ทั่วบริเวณ ดังก้องไปทั่วลานลงทะเบียนอันกว้างใหญ่:
"ประกาศถึงผู้ที่มารอลงทะเบียนนักเรียนใหม่ทุกท่าน ขณะนี้เป็เวลา 17:00 นาฬิกา การลงทะเบียนและทดสอบพลังสำหรับวันนี้ได้สิ้นสุดลงแล้ว สำหรับท่านที่ลงทะเบียนไม่ทัน หรือยังไม่ได้รับการทดสอบในวันนี้ กรุณากลับมาดำเนินการต่อ ณ จุดลงทะเบียนเดิม ในวันพรุ่งนี้ ั้แ่เวลา 8:00 นาฬิกาเป็ต้นไป ขออภัยในความไม่สะดวก มา ณ ที่นี้"
สิ้นเสียงประกาศ ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วบริเวณชั่วอึดใจ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงฮือฮาอย่างผิดหวัง เสียงบ่นพึมพำ และเสียงถอนหายใจดังระงมจากฝูงชนนับพันที่ยืนรอคอยมานานหลายชั่วโมง
ริวเองก็ใจหายวาบ ความรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าเบาๆ แล่นผ่านเข้ามา ‘หา? หมดเวลาแล้วเหรอ?’ เขายืนรอมาตั้งเกือบครึ่งวัน สุดท้ายก็ยังไม่ได้ทำอะไรเลยแม้แต่อย่างเดียว เขามองไปยังแถวฝั่งผู้หญิงที่อยู่ไกลออกไป คาดว่าไอริกับยูริก็คงประสบชะตากรรมเดียวกัน ความรู้สึกผิดหวังระคนหงุดหงิดเล็กๆ ก่อตัวขึ้น ‘ให้ตายสิ... รู้งี้รีบมาั้แ่เช้าก็ดี... มัวแต่เสียเวลาเดินทางอยู่ได้...’ เขาส่ายหัวเบาๆ ให้กับความซวยของตัวเอง ก่อนจะค่อยๆ เดินออกจากแถวที่เริ่มสลายตัวอย่างช้าๆ มองไปรอบตัวอย่างเคว้งคว้าง ไม่รู้ว่าคืนนี้จะต้องไปพักที่ไหน หรือจะไปตามหาไอริกับยูริเจอได้อ
ย่างไร ในโรงเรียนที่ใหญ่โตราวกับเมืองทั้งเมืองแห่งนี้