ลงให้อ่านทุกวัน เวลา 20:00 น. เป็ต้นไป [ส่วน eBook มาวันที่ 28/08/68 ราคาเบา ๆ เพียง 89฿ เก็บเงินรอได้เลยนะคะ]
—————— ༻・ॐ・༺ ——————

นักเขียนทักทาย
สวัสดีค่าาา รีดเดอร์ที่น่ารักทุกคน! หยกเองน้าาา กลับมาพร้อมกับนิยายเื่ใหม่แกะกล่อง เขาไม่เคยเห็นฉันเป็ภรรยา ให้ทุกคนได้จมดิ่งไปกับความดราม่าและความรักที่แสนจะซับซ้อนกันอีกครั้งค่ะ!
สำหรับเื่นี้บอกเลยว่าหยกตั้งใจเขียนมาก ๆ ทุ่มเทสุด ๆ อยากถ่ายทอดเื่ราวความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นจากความเกลียดชัง...วันที่คนหนึ่งถูกบังคับให้แต่งงานกับผู้หญิงที่เขาไม่ได้รัก เพราะในใจมี คนอื่น อยู่แล้วทั้งคน!
โอ๊ยยย แค่คิดก็เจ็บแปลบแล้วใช่ไหมล่ะคะ? เื่ราวของ อลิน ที่ต้องก้าวเข้ามาในชีวิตของ เธียร ในฐานะภรรยาที่ไม่เคยได้รับความรัก...ภรรยาที่ถูกมองว่าเป็ต้นเหตุของปัญหาทั้งหมด เธอจะรับมือกับสายตาที่เ็าและหัวใจที่ปิดตายของเขาได้ยังไง แล้วความรักที่เริ่มต้นจากติดลบ...มันจะมีวันกลายเป็บวกได้จริง ๆ เหรอ? บอกเลยว่าทุกคนต้องมาเอาใจช่วยน้องอลินไปด้วยกัน!
สุดท้ายนี้ หยกเปิดรับทุกคำแนะนำและคำติชมเลยน้า สามารถคอมเมนต์พูดคุยกันได้เต็มที่เลยค่ะ แต่ขอเป็คำพูดที่น่ารัก ๆ สุภาพ ถนอมน้ำใจกันนิดนึงน้าค้าา หากเจอคอมเมนต์ที่ไม่น่ารัก ดุด่า หยาบคาย ขออนุญาตลบและบล็อกทันทีเน้อ! (ติเพื่อก่อนะคะ ไม่ใช่ติเพื่อด่าเนาะ) ฟีดแบ็กของทุกคนมีค่ามาก ๆ หยกจะเก็บไปเป็กำลังใจและนำไปพัฒนาในผลงานเื่ต่อ ๆ ไปแน่นอนค่ะ เพราะเื่นี้หยกเขียนจบแล้ว~
ขอบคุณสำหรับทุกการสนับสนุน ทุกหัวใจ และทุกคอมเมนต์ที่มีให้กันมาตลอดนะคะ หวังว่าทุกคนจะรักและเอาใจช่วย อลิน กับ เธียร ไปจนถึงตอนจบเลยน้าาา!
SUNISAYOK
บทนำ
แสงไฟสีทองนวลจากโคมระย้าคริสตัลระยับจับผืนน้ำเ้าพระยายามค่ำคืนที่เคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าอยู่เบื้องนอกหน้าต่างกระจกบานใหญ่ของภัตตาคารหรู สายลมเอื่อย ๆ พัดพาไอเย็นเข้ามาปะทะ แต่กลับไม่สามารถลดทอนความร้อนรุ่มที่อัดแน่นอยู่ภายในห้องอาหารส่วนตัวที่ถูกเหมาปิดเพื่อการนี้โดยเฉพาะได้เลย
บนโต๊ะอาหารขนาดยาวที่ตกแต่งอย่างวิจิตรด้วยผ้าปูโต๊ะสีงาช้างและเครื่องเงินวาววับ ครอบครัว วงศ์กิตติกุล และ วรชัยดำรง นั่งประจันหน้ากันราวกับกำลังจะเริ่มการเจรจาธุรกิจครั้งสำคัญมากกว่างานเลี้ยงสังสรรค์ในครอบครัว
อลิน วงศ์กิตติกุล นั่งอยู่ข้างคุณทิพย์วัลย์ผู้เป็แม่ มือเรียวบางที่วางอยู่บนตักประสานกันไว้แน่นเพื่อซ่อนความประหม่าที่ก่อตัวขึ้นเงียบ ๆ ในใจ หญิงสาวอยู่ในชุดเดรสสีขาวสะอาดตาที่ดูเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยความสง่างามเข้ากับบุคลิกของเธออย่างลงตัว ใบหน้าหวานยังคงเรียบนิ่ง ทว่าดวงตากลมโตคู่นั้นกลับสั่นไหวเล็กน้อยทุกครั้งที่ต้องสบตากับผู้ใหญ่จากอีกตระกูล โดยเฉพาะสายตาของคุณหญิงวรนาถ วรชัยดำรง ที่มองมายังเธอราวกับกำลังประเมินราคาสินค้าชิ้นสำคัญ
“อดทนหน่อยนะลูก” คุณทิพย์วัลย์กระซิบเสียงแ่เบาพลางเอื้อมมือมาลูบหลังมือของลูกสาวเบา ๆ เป็การปลอบโยนที่ไร้ซึ่งคำอธิบายใด ๆ
อลินทำได้เพียงพยักหน้ารับช้า ๆ เธอััได้ถึงความกังวลที่ปิดไม่มิดของทั้งพ่อและแม่ ยิ่งทำให้หัวใจของเธอหนักอึ้งขึ้นไปอีก 'เื่อะไรกันนะ ที่ทำให้พ่อกับแม่ต้องมีสีหน้าแบบนี้'
“ขอโทษที่ให้รอนะครับ พอดีว่าผมเพิ่งประชุมเสร็จ”
เสียงของคุณธนัท วงศ์กิตติกุล พ่อของเธอดังขึ้นทำลายความเงียบที่น่าอึดอัด แม้จะพยายามปรับโทนเสียงให้ดูผ่อนคลาย แต่ความตึงเครียดในน้ำเสียงนั้นก็ยังคงชัดเจน
“ไม่เป็ไรหรอกครับคุณธนัท ทางเราก็เพิ่งมาถึงเหมือนกัน” คุณวรเทพ วรชัยดำรง ตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบตามแบบฉบับนักธุรกิจผู้คุมเกม แต่สายตาที่คมกริบของเขากลับเหลือบมองนาฬิกาข้อมือเรือนหรูเป็ระยะอย่างกระวนกระวาย “แต่เ้าเธียรนี่สิ...นัดไว้แล้วทำไมยังไม่มาอีกก็ไม่รู้”
คุณหญิงวรนาถถอนหายใจออกมาเบา ๆ ริมฝีปากที่เคลือบด้วยลิปสติกสีสุภาพเม้มเข้าหากันเล็กน้อย “เดี๋ยวก็คงมาแล้วล่ะค่ะคุณพี่...ลูกชายคุณพี่ก็แบบนี้เสมอ ไม่เคยตรงเวลา”
คำพูดนั้นแม้จะดูเหมือนเป็การแก้ต่างให้ลูกชาย แต่กลับแฝงไปด้วยความไม่พอใจที่ส่งตรงไปถึงคุณวรเทพอย่างชัดเจน บรรยากาศบนโต๊ะจึงกลับมาตึงเครียดยิ่งกว่าเดิม
อลินได้แต่ก้มหน้ามองลวดลายบนจานกระเบื้องเนื้อดีตรงหน้า ไม่กล้าที่จะเงยหน้าขึ้นสบตาใครอีก เธอรู้สึกเหมือนตัวเองเป็ตุ๊กตาที่ถูกจับมาวางไว้กลางวงสนทนาที่เธอไม่เข้าใจและไม่มีสิทธิ์มีเสียงใด ๆ
แล้วในวินาทีนั้นเอง...บานประตูไม้สักขนาดใหญ่ของภัตตาคารก็ถูกผลักเปิดออกช้า ๆ
ทุกสายตาบนโต๊ะหันไปมองเป็จุดเดียวกัน ร่างสูงสง่าในชุดสูทสีเข้มสั่งตัดอย่างประณีตของ เธียร วรชัยดำรง ปรากฏขึ้นที่กรอบประตู โครงหน้าคมคาย สันจมูกโด่งเป็สันรับกับคางได้รูป และดวงตาคมกริบที่มักจะฉายแววเ็าอยู่เสมอ ทำให้เขามีออร่าของความเป็ผู้นำที่น่าเกรงขามจนใครก็ต้องหลีกทางให้
ทว่าเขาไม่ได้มาคนเดียว
ข้างกายของเขามีร่างระหงของ มินตรา รัตนวงศ์ ดาราสาวชื่อดังที่กำลังเป็ที่จับตามองของวงการยืนอยู่ หล่อนอยู่ในชุดราตรีสีแดงสดที่ขับผิวขาวอมชมพูให้เจิดจรัสยิ่งขึ้น มือบางของหล่อนเกาะแขนของเธียรไว้แน่นอย่างแสดงความเป็เ้าของ ขณะที่ส่งรอยยิ้มหวานหยดให้กับทุกคนบนโต๊ะ
“ขอโทษที่มาช้านะครับ พอดีว่าติดธุระนิดหน่อย” เธียรเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ แต่แฝงความรำคาญใจไว้อย่างชัดเจนเมื่อเห็นการรวมตัวของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย
สายตาของเขาเหลือบมาเห็นอลินที่นั่งนิ่งอยู่ข้างแม่ของเธอ แววตาคมกริบคู่นั้นแข็งกร้าวยิ่งขึ้นราวกับไม่พอใจที่เห็นเธออยู่ที่นี่ เป็สายตาของคนแปลกหน้าที่ไม่ได้มีความยินดีแม้แต่น้อย
“ธุระของลูก...คงจะสำคัญกว่าการนัดของผู้ใหญ่สินะ” คุณหญิงวรนาถเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ สายตาของนางมองตรงไปยังมินตราอย่างไม่ปิดบังความรังเกียจ “วงการบันเทิงคงจะว่างน่าดู ถึงได้มีเวลามาเดินตามลูกชายฉันถึงที่นี่ได้”
“โธ่...คุณน้าขา อย่าว่าพี่เธียรเลยนะคะ เป็มินเองค่ะที่รบกวนพี่เธียร” มินตราตอบกลับด้วยน้ำเสียงออดอ้อนน่าทะนุถนอม พลางกระชับแขนของเธียรให้แน่นขึ้นอีกนิดราวกับหาที่กำบัง “พอดีว่ามินเพิ่งกลับจากงานอีเวนต์ใกล้ ๆ นี้ พี่เธียรเขาเป็ห่วงเลยอาสามารับน่ะค่ะ”
คำว่า เป็ห่วง นั้นถูกเน้นเสียงอย่างจงใจ ก่อนที่ดวงตาเรียวสวยของหล่อนจะตวัดมาสบตากับอลินที่นั่งเงียบอยู่ รอยยิ้มมุมปากที่ยกขึ้นเพียงเล็กน้อยนั้นเต็มไปด้วยการท้าทายอย่างเงียบเชียบ
อลินรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าอย่างแรงจนชาไปทั้งแถบ หัวใจที่เคยเต้นเป็ปกติกลับบีบตัวรุนแรงจนเจ็บแปลบไปหมด เธอรีบหลบสายตาลงต่ำ ซ่อนความรู้สึกที่แตกสลายไว้ภายใต้ใบหน้าที่เรียบนิ่ง
‘นี่สินะ...เหตุผลที่พ่อกับแม่ดูกังวล’ ความคิดนั้นแล่นเข้ามาในหัวของเธอ
เธียรขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจในสถานการณ์ตรงหน้า เขาไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเป็การนัดทานข้าวที่ดูเป็ทางการและน่าอึดอัดขนาดนี้
“ตกลงว่านี่มันเื่อะไรกันครับคุณพ่อ คุณแม่” เขาถามเสียงแข็ง “ทำไมต้องนัดมาเจอกันพร้อมหน้าพร้อมตากันขนาดนี้ด้วย”
คุณวรเทพถอนหายใจหนัก ๆ ก่อนจะหันไปสบตากับคุณธนัทเป็เชิงให้เริ่มการสนทนาที่แท้จริงเสียที บรรยากาศที่เคยหนักอึ้งอยู่แล้วยิ่งทวีความกดดันขึ้นเป็ร้อยเท่า ทุกอย่างเงียบสนิทจนได้ยินเพียงเสียงเข็มนาฬิกาที่เดินไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า...