กลิ่นอายดินชื้นแผ่ซ่านมาตามกระแสลมยามบ่าย ท้องฟ้าเหนือเมืองชายขอบเริ่มเปลี่ยนแปรเป็สีเทาทะมึน เสียงฟ้าร้องครวญครางครืนครั่นมาแต่ไกล บ่งบอกว่าพายุฤดูร้อนกำลังจะมาเยือนในมิช้า
ภายในกระท่อมไม้ไผ่ผุพังที่เพิ่งผ่านศึกย่อยมาเมื่อวันก่อน บรรยากาศกลับอบอวลไปด้วยความตื่นเต้น เจ้ิและเสี่ยวหลินนั่งอยู่ริมแคร่ไม้ไผ่ ดวงตาของสตรีทั้งสองเบิกกว้าง จ้องมองห่อผ้าดิบสีน้ำตาลที่วางอยู่ตรงกลางอย่างจำเพาะเจาะจง เมื่อคลี่ห่อผ้าออก แสงสะท้อนสีเงินยวงของก้อนเงินแท่งขนาดเท่าหัวแม่มือกองรวมกันอยู่ถึงห้าสิบก้อน ส่งประกายวาววับล้อแสงตะวันอันริบหรี่
"ห้า... ห้าสิบตำลึงเงินจริง ๆ ด้วยท่านพี่" เสี่ยวหลินเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ นางมิเคยพบเห็นเบี้ยเงินมากมายขนาดนี้มาก่อนในชีวิต ลำพังเพียงแค่หนึ่งตำลึงเงินก็เพียงพอให้ครอบครัวในตรอกสลัมกินอยู่อย่างฟุ่มเฟือยได้เป็เดือน แต่นี่คือห้าสิบตำลึงเงิน!
"พวกมันยอมสยบส่งมอบมาแต่โดยดีตามที่ท่านพี่ลั่นวาจาไว้มิมีผิดเพี้ยน" เจ้ิเอ่ยพลางลูบคลำก้อนเงินด้วยมือที่สั่นเทา แววตาที่เคยมองสามีด้วยความระอาและสิ้นหวัง บัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็ความเลื่อมใสศรัทธาอย่างลึกซึ้งถึงก้นบึ้ง
กู่เจี้ยนหุนในร่างอาเฉินนั่งกอดอกพิงฝาผนังไม้ผุพัง ใบหน้าซูบตอบยิ้มละไม แววตาสงบนิ่งราวกับบ่อน้ำโบราณที่ไร้ระลอกคลื่น
‘หึ พวกหอโอสถร้อยคุณธรรมมันก็แค่พวกขี้ขลาดตาขาว โดนขู่ไปนิดหักกระดูกไปหน่อยก็รีบแจ้นเอาเงินมาถวาย’ เขาคิดในใจด้วยภาษาสมัยใหม่อย่างผู้เหนือกว่า ‘แต่เงินก้อนนี้แหละที่จะเป็ทุนรอนชั้นดีในการชุบตัวร่างนี้ให้พ้นจากสภาพตาลุงสลัมขี้โรคสักที’
"เจ้ิ เ้าจงเก็บออมเงินพวกนี้ไว้ให้ดี" กู่เจี้ยนหุนเอ่ยปาก น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจลึกล้ำ "แบ่งเงินส่วนหนึ่งไปจัดซื้อข้าวสารขาว แป้งหมี่ และเนื้อสัตว์มาตุนสำรองไว้ อย่าให้ลูก ๆ ต้องอดอยากหิวโหยอีก ส่วนที่เหลือ... ข้าจักนำไปจัดซื้อยาสมุนไพรบางตัวเพื่อมารักษาเส้นลมปราณของร่างนี้"
"ข้ารับคำท่านพี่" เจ้ิรับคำอย่างนอบน้อมรีบห่อก้อนเงินทั้งหมดเข้าอกเสื้อราวกับกลัวมันจักอันตรธานหายไปในพริบตา
ขณะนั้นเอง อาฟางและอาหยวนวิ่งพรวดพราดเข้ามาจากหน้าประตูเรือน เด็กหญิงทั้งสองเนื้อตัวเปียกปอนด้วยหยาดฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมา แก้มของอาหยวนแดงปลั่งด้วยความเหนื่อยแต่ดวงตากลับทอปะกายระยิบระยับ
"ท่านพ่อ วันนี้พวกเราฝึกปรือกำหนดลมหายใจตามที่ท่านพ่อสั่งสอน ข้ารู้สึกว่าตัวเบาหวิววิ่งแคล่วคล่องขึ้นโขเลย" อาหยวนตัวน้อยะโโลดเต้นพลางอวดอ้างสรรพคุณวิชา เดินเข้ามาเกาะแขนเสื้อบิดาอย่างประจบประแจง
กู่เจี้ยนหุนยื่นมือเรียวผอมไปลูบศีรษะลูกสาวคนเล็กอย่างเบามือ ััได้ถึงกระแสความร้อนระอุจาง ๆ ที่แผ่ออกมาจากจุดชีพจรของนาง บ่งบอกว่าธาตุไฟในตัวเริ่มสอดประสานกับเคล็ดวิชาที่เขาถ่ายทอดให้ แววตาของจอมยุทธ์ผู้เคยโดดเดี่ยวบัดนี้สะท้อนความห่วงใยและผูกพันอย่างไม่อาจปิดบัง มันเป็ภาษากายที่นุ่มนวลทว่าหนักแน่นดั่งขุนเขาตระหง่าน
"ดีมาก แต่อย่าหักโหมจนเกินพอดี ร่างกายของพวกเ้ายัง้าสารอาหารอีกมาก จงกินข้าวปลาให้อิ่มหนำแล้วค่อยฝึกปรือ" เขาเอ่ยสบตากับอาฟางพี่สาวคนโตที่ยืนสงบนิ่งอยู่ด้านหลัง อาฟางพยักหน้ารับคำอย่างรู้ความ แววตาของเด็กสาววัยสิบสองปีฉายประกายแน่วแน่ดั่งเหล็กกล้าที่เริ่มได้รับการตีขัดเกลาจากช่างฝีมือ
ในห้วงลึกแห่งจิติญญา กระแสพลังวิถีกระบี่วัฏจักรนิรันดร์เริ่มหมุนวนเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ร่องรอยมโนภาพผุดขึ้นในสมองเพื่อแจ้งเตือนสถานะการฟื้นฟู ส่องประกายเด่นชัด
[วิถีกระบี่: ขั้นที่ 1 (ใหญ่) - ระดับ 1 (ย่อย) - ขีดที่ 1 (แยก)][เวลาที่ต้องรอเพื่อเลื่อนขั้นถัดไป: 1 วัน 8 ชั่วโมง]
อีกเพียงวันเศษ พลังวัตรขีดที่สองก็จะตื่นขึ้น ร่างกายอันผุพังนี้จะได้รับการชำระล้างไขกระดูกเป็ครั้งแรก ทว่าก่อนที่เวลาอันแสนสั้นนั้นจะมาถึง ลมฝนภายนอกกระท่อมกลับยิ่งตกลงมาหนักหน่วงขึ้นเรื่อย ๆ สายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงมาที่ยอดไม้ไกล ๆ แสงสว่างวาบสะท้อนส่องเข้ามาทางรอยแตกของประตู เผยให้เห็นเงาร่างสายหนึ่งที่กำลังยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางสายฝนหน้ากระท่อมอย่างปริศนา
กู่เจี้ยนหุนััได้ถึงกลิ่นอายสังหารที่แปลกปลอมในทันที!
มันไม่ใช่กลิ่นอายอ่อนหัดของอันธพาลข้างถนน หรือลมปราณตื้น ๆ ของอาจารย์หมอเกา แต่นี่มันเป็ความเย็นะเื ดุดัน และกระหายเื... กลิ่นอายเฉพาะของ 'มือสังหารอาชีพ'
"พวกเ้าจงเข้าไปข้างในห้องนอน ปิดประตูให้แ่า ห้ามก้าวเท้าออกมาเด็ดขาด" กู่เจี้ยนหุนเอ่ยเสียงเฉียบขาดลุกขึ้นยืนตรง หลังที่เคยค่อมลงเล็กน้อยกลับเหยียดตรงตระหง่านราวกับกระบี่วิเศษที่กำลังจะหลุดออกจากฝักสยบหล้า
"ท่านพี่... มีเหตุร้ายอันใดเกิดขึ้นรึ" เสี่ยวหลินใบหน้าซีดเผือดเอ่ยถามด้วยความตระหนกใ
"ไม่มีอะไร แค่สุนัขจรจัดมาเดินหลงทาง... รีบไปเสีย!"
น้ำเสียงอันทรงพลังบีบคั้นส่งแรงกดดันให้สตรีทั้งสองและเด็กหญิงรีบก้าวเท้าเข้าไปในห้องในสุดทันที เสียงลงกลอนประตูดังลั่น กู่เจี้ยนหุนหันกลับมาจ้องมองบานประตูไม้ไผ่ด้านหน้า ฝ่ามือขวาเอื้อมไปหยิบเศษไม้ฟืนเหลี่ยมหนาจากข้างเตาไฟขึ้นมาเกาะกุมไว้
ซ่า... ซ่า...
เสียงพิรุณตกกระทบหลังคาฟางดังระงมเซ็งแซ่ ทันใดนั้น บานประตูไม้ไผ่ก็ถูกกระชากเปิดออกอย่างรุนแรง แรงลมพายุหอบเอาหยาดฝนสาดซัดเข้ามาภายในกระท่อม เผยให้เห็นร่างในชุดคลุมสีดำสนิท ใบหน้าถูกปิดบังด้วยหน้ากากผ้าสีโลหิตเข้ม ในมือของมันถือดาบเรียวยาวสีดำทมิฬที่ไร้แสงสะท้อน ปลายดาบเล่มนั้นชี้ตรงมาที่ตำแหน่งหัวใจของกู่เจี้ยนหุนอย่างหมายมาด
"อาเฉิน... ผู้สยบหอโอสถร้อยคุณธรรมงั้นรึ" เสียงของชายชุดดำแหบพร่าและเย็นะเืดุจดังแว่วมาจากขุมนรก "มีคนว่าจ้างข้าด้วยเงินหนึ่งร้อยตำลึงทอง เพื่อมาเด็ดศีรษะของเ้าและครอบครัวไปเซ่นไหว้ความอัปยศที่ก่อไว้"
กู่เจี้ยนหุนเหยียดยิ้ม ั์ตาสีชาดวาวโรจน์ขึ้นท่ามกลางความมืดมิดอันสลัวลาง
‘ร้อยตำลึงทองเลยเหรอ? หึ หอโอสถนี่มันใจถึงจริง ๆ’ เขาขยับพลิกข้อมือขวาที่ถือท่อนไม้ฟืน ‘แต่เสียใจด้วยนะไอ้หนู คืนนี้แกเลือกเหยื่อผิดคนแล้ว!’
าล้างเืท่ามกลางเสียงพายุฝนกระหน่ำ กำลังจะเปิดฉากขึ้น ณ บัดนี้!