บทที่ 7 องค์ชายสี่ผู้หล่อเหลาราวเทพเซียน
เจียงจางหย่งเห็นเขาพูดถึงเพียงนี้ ก็รู้แน่ชัดแล้วว่าที่น้องสี่ผู้เคร่งครัดในกฎระเบียบมาโดยตลอดแต่วันนี้ได้ทำการเสียมารยาทเปิดประตูเข้ามาในห้องของเขาโดยไม่ได้รับอนุญาต ทั้งหมดเป็เพราะ้าช่วยเหลือสือซิ่วอิงก็เท่านั้น 'ช่างน่าสนุกเสียจริง'
เขาค่อยๆ ปล่อยมือหนาออกจากลำคอระหงของหญิงสาวแล้วหันมาสนทนากับองค์ชายสี่อย่างอ่อนโยน ราวกับเป็คนละคน
“ข้าใคร่อยากจะรู้จริงๆ ว่าน้องสี่ที่ไม่ชอบออกจากตำหนักเหตุใดวันนี้ถึงได้มาปรากฏกายอยู่ที่นี่ได้เล่า”
เจียงหนิงหลงเผยยิ้มอันอ่อนโยนและทรงเสน่ห์เหลือหลายให้กับเจียงจางหย่งกำลังจะเอื้อนเอ่ยวาจาตอบกลับไป แต่ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้เขาตกตะลึงจนปากอ้าตาค้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อและเขาก็รู้สึกเจ็บหนึบ ชาไปทั่วร่างจนสั่นเทา ส่วนอู่หยินนั้นก็ตกอยู่ในอาการเช่นเดียวกันกับองค์ชายสี่มิมีผิดเพี้ยน
สือซิ่วอิงรู้สึกโกรธแค้นบุรุษตรงหน้าผู้นี้ยิ่งนักไม่รู้ว่านางไปผูกเวรผูกกรรมอะไรกับเขาไว้ เขาถึงได้คิดแต่จะฆ่านางอยู่ตลอดเวลา จึงอาศัยทีเผลอที่เขาไม่ทันได้ระวังตัวใช้ขาขวาเตะเข้าไปตรงกลางหว่างขาของบุรุษหนุ่มอย่างจังด้วยความสะใจ
ฮ่า…ฮ่า…ฮ่า…!
“เป็ไงล่ะไอ้โรคจิตวัน ๆ ไม่คิดจะทำอะไร คอยแต่แอบไปที่จวนคนอื่นแล้วบังคับให้ดมกลิ่นไอ้จ้อนของตัวเองพอโดนคนเขาปฏิเสธก็คิดจะตามฆ่าให้ตาย”
ป้าบ…! หญิงสาวเตะเข้าไปอีกหนึ่งดอก
เจียงจางหย่งสองมือเกาะกุมปกป้องลูกชายตัวน้อยไว้อย่างแ่าใบหน้าเขียวคล้ำด้วยความเ็ปอย่างถึงที่สุด พยายามกัดฟันเพื่อที่จะไม่ให้ตนเองเปล่งเสียงร้องออกมา
จุก…เขาจุกเหลือเกิน
เจียงหนิงหลงกับอู่หยินรีบหุบขาทั้งสองข้างของตนทันทีแล้วใช้มือมาปกป้องส่วนนั้นไว้อย่างดีสายตามองไปทางสือซิ่วอิงอย่างหวาดกลัว ราวกับว่านางคือปีศาจร้ายกินคนก็มิปาน
สือซิ่วอิงนางรู้ว่าตนมีที่พึ่งแล้วจึงรีบวิ่งไปซ่อนอยู่ด้านหลังของเจียงหนิงหลงแล้วชี้หน้าด่าเจียงจางหย่งอย่างสาดเสียเทเสีย
“เ้าลูกเต่าอย่าให้เจ้ได้เห็นหน้าเ้าอีกเป็ครั้งที่สาม มิเช่นนั้นเจ้จะทำให้เ้าไม่สามารถสืบพันธุ์ได้อีกต่อไป…จำไว้ให้ขึ้นใจ”
เฮือก !
ชายหนุ่มทั้งสามไม่รู้ว่าจะใกับสิ่งไหนก่อนดีการกระทำที่โจ่งแจ้งของนาง หรือวาจาที่แปลกประหลาดชวนให้คนฟังสับสนมึนงงนั่น
เจียงจางหย่งจ้องไปทางสือซิ่วอิงด้วยความอาฆาตแค้นได้แต่คิดว่าหญิงนางนี้ต้องเป็ดวงพิฆาตของตนอย่างแน่นอน ไม่อย่างนั้นแล้วเหตุใดเวลาที่ได้เจอกับนางเขาต้องเจ็บตัวทุกครั้งด้วยเล่า
สือซิ่วอิงไม่รอช้า รีบดึงเจียงหนิงหลงที่เป็เกาะป้องกันภัยของตนวิ่งหนีออกไปจากห้องนั้นทันทีด้วยความรวดเร็วปานสายลม
ในระหว่างทาง
สือซิ่วอิงแอบช้อนตามองบุรุษหนุ่มผู้หล่อเหลาราวเทพเซียนลงมาจุติที่กำลังเดินอยู่ข้างๆ แวบหนึ่ง แล้วรีบหันหน้าหนีด้วยความเขินอายมุมปากเผยยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวที่เรียงกันอย่างเป็ระเบียบ
อร้ายยย….!
'หล่ออะไรเช่นนี้หนอรูปร่างภายใต้อาภรณ์สีขาวนั่นจะกำยำล่ำสันเหมือนที่ปรากฏอยู่ภายนอกหรือไม่นะ คิดไปแล้วก็รู้สึกจั๊กจี้อย่างบอกไม่ถูกอิอิ' ความคิดของสือซิ่วอิงโลดแล่นไปไกลจนไม่ทันได้ระวังตัว
ระวัง !
เจียงหนิงหลงดึงแขนนางเข้ามาหาตนอย่างแรงด้วยความใแล้วเบี่ยงกายไปรับแรงกระแทกจากชายแปลกหน้าคนนั้นแทน ทำให้เขากระเด็นกลับไปทางสือซิ่วอิงอย่างรวดเร็ว
อึก !
อกแกร่งปะทะเข้ากับสองเต้าอันนุ่มนิ่มและใหญ่โตอย่างจังเจียงหนิงหลงเบิกตาโตเท่าไข่ห่านด้วยความตกตะลึงแต่เหตุการณ์ยังไม่หยุดอยู่แค่นั้น
จุ๊บ !
ปากประกบปาก จมูกชนจมูกสองสายตาพลันสบประสาน ชั่วขณะนั้นเหมือนเวลาจะเดินช้าลง คล้ายโลกหยุดหมุนอย่างกะทันหัน
ตึก ๆ…ตึก ๆ หัวใจสองดวงไม่รู้ว่าดวงไหนเต้นแรงกว่ากัน
ชายแปลกหน้าเห็นท่าไม่ดีก็รีบเก็บมีดสั้นเข้าแขนเสื้อแล้ววิ่งหนีจากไปทันที
อ๊ากกก…!
“หน้าไม่อาย กลางวันแสกๆ บุรุษหนุ่มสองคนกลับมายืนจูบปากกันอยู่กลางถนนให้คนอื่นดู ช่างบัดสียิ่งนัก”
“ใช่ ๆ ฟ้าต้องผ่าลงโทษพวกมันทั้งสองให้ตายอย่างแน่นอน”
“เอ๋…แต่บุรุษหนุ่มชุดขาวที่หล่อเหลาราวเทพเซียนลงมาจุติผู้นั้นมิใช่องค์ชายสี่หรอกหรือ”
เฮือก…!
“ไม่นะ…จะเป็แบบนี้ไปได้อย่างไรองค์ชายสี่คือเทพเซียนที่อยู่ในใจของข้ามาตั้งหลายปีเชียวนะ ฮือ ๆ ๆ”
เสียงพูดซุบซิบนินทาของฝูงชนดังเซ็งแซ่ไปทั่วสองฝั่งข้างถนน
บุรุษหนุ่มสองคนพี่กำลังยืนจูบกันอยู่นั้นพลันได้สติจึงผละออกจากกันทันทีแล้วรีบเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงข่าวลืออันหนาหูว่าองค์ชายสี่นั้นเป็บุรุษตัดแขนเสื้อที่นิยมชมชอบบุรุษด้วยกันแถมคนรักผู้นั้นเป็หนุ่มน้อยหน้ามนงดงามไม่แพ้อิสตรีเลย ข่าวนี้ถูกแพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว
ในมุมอับที่ไม่มีใครมองเห็นหญิงสาวสวมหมวกไม้ไผ่สานมีผ้าผืนบางสีขาวยาวลงมาจนถึงเอว ปิดบังไว้อย่างมิดชิดทำให้มองเห็นใบหน้านั้นไม่ชัดนางใช้สายตาเ็าจ้องเขม็งไปทางบุรุษหนุ่มสองคนนั้นอย่างอาฆาตมาดร้าย สองมือกำหมัดแน่นจนเส้นเืปูดโปน
'มันผู้ใดกล้ามาแย่งบุรุษที่นางหมายปองจะต้องตายสถานเดียว แม้จะเป็บุรุษด้วยกันเองก็ตามทีเถิด'
ในเรือนเฟิงหลิง
สือซิ่วอิงที่ผลัดเปลี่ยนอาภรณ์มาเป็ชุดของสตรีเรียบร้อยแล้วนั้นเอนหลังพิงพนักเก้าอี้หลับตาใช้ความคิด พยายามนึกไปถึงความทรงจำของเ้าของร่างเดิมว่าเคยรู้จักมักคุ้นกับองค์ชายสี่ได้อย่างไรแต่ยิ่งนึกมากเท่าไหร่ก็ไม่เป็ผล เพราะในความทรงจำของเ้าของร่างเดิมนางไม่รู้จักองค์ชายสี่ผู้หล่อเหลาราวเทพเซียนลงมาจุติผู้นี้เลยระหว่างนางกับเขาเรียกได้ว่าน้ำบ่อไม่ยุ่งน้ำคลอง
แต่มันจะเป็เช่นนั้นไปได้อย่างไรนางจำได้อย่างแม่นยำในตอนที่อยู่ห้องรับรองชั้นสองของโรงน้ำชาชื่อดังวันนี้ องค์ชายสี่เรียกชื่อนางอย่างสนิทสนมว่าอิงเอ๋อร์และสามารถเข้าไปช่วยเหลือนางได้อย่างทันท่วงที ราวกับว่าเขาได้จับตามองนางอยู่ตลอดเวลา
"พ่อเทพบุตรของข้าสักวันข้าจะเด็ดเ้าลงมาจากฟ้าเพื่อเชยชมให้จงได้"
เพล้ง !
จานลิ้นจี่ที่ถืออยู่ในมือของสือเฉิงชางหล่นลงพื้นแตกกระจายทันทีลูกลิ้นจี่เนื้อนุ่มฉ่ำสีขาวที่แกะเปลือกคว้านเมล็ดออกแล้วนั้น กลิ้งหลุน ๆ ไปทั่วทุกมุมห้อง
วันนี้มีเครื่องบรรณาการมาจากทางตอนใต้ของแคว้นลี่นั่นก็คือลิ้นจี่จานนี้ ฮ่องเต้ทรงแบ่งพระราชทานให้แก่เหล่าองค์หญิง องค์ชาย และขุนนางที่มีความดีความชอบคนละเล็กน้อยเพื่อได้ลิ้มรสชาติแห่งความอร่อยนั้นพอเขากลับมาถึงจวนก็รีบสั่งให้สาวใช้ไปแกะเปลือกคว้านเมล็ดออกเขาจะได้นำมาให้บุตรสาวสุดที่รักของตนได้ชิมดูแต่ใครจะไปคิดว่าพอเดินมาถึงหน้าประตูห้องของนาง กำลังจะก้าวขาข้ามธรณีประตูก็ได้ยินนางกล่าวประโยคที่ชวนให้คนฟังแทบสิ้นสติได้เลย
สือเฉิงชางสองมือจับบานประประตูไว้แน่นมองดูบุตรสาวด้วยความตกตะลึงจนปากอ้าตาค้าง เขาคงไม่ได้หูฝาดไปจริง ๆ หรอก ใช่หรือไม่
“อะ…อิง…เอ๋อร์เ้าจะเด็ดใครลงมาจากฟ้าเพื่อเชยชมอย่างนั้นหรือ”
สือซิ่วอิงรู้สึกอับอายเล็กน้อยที่มีคนอื่นล่วงรู้ความคิดที่อยู่ภายในส่วนลึกของจิตใจตนแต่ความรู้สึกนั้นก็หายไปอย่างรวดเร็ว นางเชิดหน้ากล่าวกับผู้เป็บิดาอย่างหน้าตาเฉย
“ท่านพ่อ เหตุใดถึงได้ลำบากมาหาข้าที่เรือนเลยเล่าหากท่านมีเื่สำคัญอะไรก็ให้บ่าวในเรือนมาบอกกล่าวแก่ลูกก็ได้ ลูกจะได้ไปหาท่านพ่อที่เรือนเองเ้าค่ะ…เอ๋?…นี่มันลิ้นจี่นี่”
สือเฉิงชางรู้สึกเอะใจเล็กน้อย
“อิงเอ๋อร์ เหตุใดเ้าถึงรู้ว่าผลไม้ชนิดนี้คือลิ้นจี่เล่า”
ไม่แปลกที่สือเฉิงฉางจะรู้สึกสงสัยในตัวของบุตรสาวเนื่องจากผลไม้ชนิดนี้ไม่สามารถปลูกในแคว้นเจาได้เลยและนี่ก็เป็ครั้งแรกที่แคว้นลี่ซึ่งตกอยู่ภายใต้การปกครองของแคว้นเจาได้ส่งมาเป็ของบรรณาการแล้วจะไม่ให้เขาแปลกใจได้อย่างไร
สือซิ่วอิงแววตาวูบไหว แต่ก็เพียงชั่วขณะหนึ่งเท่านั้นโดยที่สือเฉิงชางไม่ทันได้สังเกตเห็น