ฝูงหมูขุนตัวอ้วนพีที่หลินกั๋วอันเฝ้าฟูมฟักเลี้ยงดู เมื่อถึงคราวต้องขายก็ขายออกไปได้จนเกลี้ยงคอก ตัวที่หนักที่สุดปาเข้าไปร้อยสี่สิบกว่ากิโลกรัม ส่วนตัวที่เบาที่สุดก็ยังหนักถึงร้อยสิบห้ากิโลกรัม รวมน้ำหนักทั้งหมดห้าร้อยกว่ากิโล ทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำถึงพันกว่าหยวน
การกอบโกยรายได้ก้อนโตในคราวเดียวเช่นนี้ ทำเอาหลินกั๋วอันดีใจจนเนื้อเต้น
ก่อนหน้านี้ตอนที่เขาเริ่มสร้างคอกหมู เขาหยิบยืมเงินเก็บของบ้านหลินกั๋วผิงไปหลายร้อยหยวน ซึ่งเงินเหล่านั้นล้วนเป็นเงินน้ำพักน้ำแรงที่ทิงเสวี่ยได้มาจากการบริจาคเลือด พอมีเงินหมุนเวียนคล่องมือแล้ว หลินกั๋วอันจึงไม่รอช้า รีบนำเงินไปคืนพี่ชายทันที
“พี่ครับ ผมรู้ว่าพี่เพิ่งซื้อตู้เย็นไป ในมือคงเหลือเงินไม่เท่าไหร่ ผมเทหน้าตักให้พี่ทั้งหมดเลยนะครับ”
หลินกั๋วผิงรีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน “ไม่ต้องๆ เงินต้นที่แกคืนมาฉันรับไว้ ส่วนกำไรที่เหลือแกเก็บไว้กับตัวเถอะ ลูกหมูสิบสองตัวของแกก็ต้องเลี้ยงดูให้ดี ในเมื่อแกตัดสินใจยึดอาชีพเลี้ยงหมูแล้ว ฉันว่าแกลองไปหาแม่พันธุ์ดีๆ มาเพิ่มอีกสักตัวสิ ถ้ามีแม่หมูสองตัว ปีหนึ่งก็น่าจะออกลูกได้หลายสิบตัว เลี้ยงให้ดีๆ ก็เป็นรายได้ที่ไม่น้อยเลยนะ”
หลินกั๋วอันพยักหน้ารับ พลางครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะเอ่ยขึ้น “พี่ครับ ผมกะว่าจะเช่าที่ดินในหมู่บ้านสักสองสามหมู่เอาไว้ปลูกธัญพืช ส่วนใหญ่คงลงพวกมันเทศกับข้าวโพด ต่อไปถ้าเลี้ยงหมูเยอะขึ้น อาหารหมูที่บ้านผมคงไม่พอ ถ้าต้องซื้อเขากินคงไม่คุ้ม สู้ปลูกเองดีกว่า”
ความคิดนี้ของหลินกั๋วอันถือเป็นเรื่องเข้าท่าทีเดียว “ฉันสนับสนุนแกนะ ว่างๆ แกลองไปคุยกับผู้ใหญ่บ้านดู แต่... เจ้าสาม แกอย่าเพิ่งใจร้อนเกินไป ค่อยๆ เช่าทีละน้อยก่อน ฉันกลัวว่าถ้าเช่าที่เยอะเกินไปทีเดียว แกจะทำไม่ไหวเอา”
หลินกั๋วอันพยักหน้าเบาๆ เป็นเชิงรับรู้
เมื่อทิงเสวี่ยรู้ข่าวว่าอาสามมีความคิดจะเช่าที่นาของหมู่บ้าน เธอก็ดีใจจนยิ้มแก้มปริ “อาสามพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ เลยนะคะ ดีจริงๆ ค่ะ!”
หลินกั๋วผิงเสริมขึ้นว่า “นั่นสิ ขนาดพ่อเองยังไม่ได้คิดเรื่องเช่าที่เลย ไม่นึกว่าเขาจะหัวไวขนาดนี้... ไว้เจ้าสามมีเงินคล่องมือขึ้นอีกหน่อย พ่อจะวานแม่สื่อที่ไว้ใจได้หาเมียให้มันสักคน”
“อาสามทั้งเก่ง ทั้งนิสัยดี ในอนาคตเขาต้องเจอผู้หญิงดีๆ แน่นอนค่ะ หลี่กุ้ยจือคนนั้นตาถั่วที่ไม่เห็นค่าอาสาม ถือเป็นความสูญเสียของ เธอเอง” คำพูดของทิงเสวี่ยตรงกับสิ่งที่หลินกั๋วผิงคิดอยู่ในใจพอดี
กล่าวถึงหลี่กุ้ยจือ หลังจากไม่ได้สานสัมพันธ์กับหลินกั๋วอัน ส่วนหลินกั๋วผิงที่เธอหมายปองก็ไม่มีทีท่าจะแต่งงานใหม่ ในฐานะแม่ม่ายลูกติด เธอไม่ใช่คนเข้มแข็งที่จะยืนหยัดด้วยลำแข้งตัวเองได้ หวังเพียงหาผู้ชายสักคนมาเลี้ยงดูเธอกับลูก ดังนั้นเธอจึงเร่งรัดให้คนช่วยแนะนำคู่ดูตัว
เพียงเวลาแค่ยี่สิบกว่าวัน หลี่กุ้ยจือก็ดูตัวสำเร็จ
บังเอิญว่าฝ่ายชายก็เป็นคนหมู่บ้านต้าเหอเช่นกัน แต่อยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำ ชายคนนั้นเป็นหนุ่มโสดแก่แซ่หวัง นามว่าหวังต้าจู้ หากนับลำดับเครือญาติกันแล้ว ก็ยังถือเป็นญาติห่างๆ ฝั่งยายของฉินหยวนเฟิงอีกด้วย
สาเหตุที่หวังต้าจู้อายุอานามปาเข้าไปสามสิบกว่าแล้วยังครองตัวเป็นโสด ก็เพราะบ้านเขายากจนข้นแค้น พี่น้องก็เยอะ พ่อแม่ค่อนข้างจะเห็นแก่กินแต่ขี้เกียจทำกิน หวังต้าจู้มีน้องชายสี่คน สองคนยอมไปเป็นเขยแต่งเข้าบ้านฝ่ายหญิง อีกคนแต่งงานกับแม่ม่าย ส่วนน้องชายคนเล็กสุดกับเขายังคงโสดมาจนถึงทุกวันนี้
เดิมทีหวังต้าจู้ก็มีโอกาสไปเป็นเขยแต่งเข้าบ้านคนอื่นเช่นกัน แต่พอเห็นสภาพน้องชายสองคนที่ไปเป็นเขยแล้วต้องทำตัวเจียมเนื้อเจียมตัวราวกับหลานชาย มันดูน่าอึดอัดเกินไป เขายอมขึ้นคานดีกว่าต้องไปเป็นภาระให้บ้านผู้หญิง จึงได้แต่ยึกยักชักช้ามาจนถึงตอนนี้
ทว่าปัจจุบันพ่อแม่ของเขาก็เสียชีวิตไปหมดแล้ว หวังต้าจู้มีที่ดินส่วนแบ่งจากหมู่บ้านกับหมูอีกสี่ตัว ชีวิตความเป็นอยู่จึงถือว่าพอถูไถไปได้
หลังจากหลี่กุ้ยจือตกลงปลงใจกับหวังต้าจู้ ก็รีบจัดการเรื่องแต่งงานอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ ได้ยินแว่วๆ มาว่าช่วงต้นเดือนกันยายน พวกเขาก็จะจัดงานมงคลแล้ว
เรื่องราวซุบซิบเหล่านี้ ทิงเสวี่ยได้ฟังมาจากปากของหลินหงเหมย
หลินหงเหมยเป็นเด็กหัวอ่อนหลอกง่าย เพียงแค่ให้ลูกอมไม่กี่เม็ด เธอก็ยอมคายเรื่องซุบซิบที่ทิงเสวี่ยอยากรู้ออกมาจนหมดเปลือก ราวกับเทถั่วออกจากกระบอกไม้ไผ่
“แม่ฉันบอกว่าหลี่กุ้ยจือไม่มีตาจริงๆ หวังต้าจู้คนนั้นทั้งอ้วนทั้งดำ หน้าตาก็ดุร้ายถมึงทึง ในอนาคตคงไม่ดีกับเธอกับลูกแน่ๆ ถึงอาสามจะปากแหว่ง แต่อาสามนิสัยดี หลี่กุ้ยจือแต่งงานกับเขา มีแต่เธอที่จะรังแกอาสามได้ฝ่ายเดียว” หลินหงเหมยเคี้ยวลูกอมที่ทิงเสวี่ยให้จนแก้มตุ่ย พลางคิดว่าถ้าขืนเอากลับบ้านไปให้หลินหงจวินเห็น ตัวเองคงอดกินแน่
ทิงเสวี่ยคิดว่าคำพูดของจางเสี่ยวเสียก็มีส่วนถูกอยู่บ้าง “หลี่กุ้ยจือไม่เห็นค่าอาสาม เป็นเพราะหล่อนไม่มีตา ไม่ช้าก็เร็วหล่อนจะต้องเสียใจ”
“นี่เสียวเสวี่ย... อาสามขายหมูเมื่อสองสามวันก่อนได้เงินตั้งเยอะแยะใช่ไหม เขาเอาเงินทั้งหมดให้เธอใช้หรือเปล่า?” หลินหงเหมยจ้องตาทิงเสวี่ยเขม็งแล้วถามอย่างจริงจัง
ทิงเสวี่ยรู้สึกว่าคำถามของอีกฝ่ายช่างไร้สาระสิ้นดี จึงตอบกลับไปอย่างไม่สบอารมณ์ “เธอใช้ตาข้างไหนเห็นว่าฉันใช้เงินอาสามมิทราบ?”
หลินหงเหมยกลอกตามองบน “เชอะ ฉันก็แค่ถามเล่นๆ เธอจะร้อนตัวทำไม? หรือว่าเธอมีอะไรปิดบังอยู่?”
“เฮอะ ฉันจะมีอะไรปิดบังเธอนักหนา หลินหงเหมย... เธออย่ามาพูดจาเหลวไหลนะ ฉันยอมรับว่าอาสามเอ็นดูฉัน แต่ก็มีเหตุผลนะ เพราะฉันก็สนิทกับอาสามเหมือนกัน เธอกับหลินหงจวินไม่สนิทกับอาสามเลยสักนิด จำไม่ได้เหรอว่าครั้งที่แล้วตอนอาสามดูตัวกับหลี่กุ้ยจือ เธอยังค่อนขอดว่าอาสามเป็นคางคกอยู่เลย”
หลินหงเหมยถึงกับพูดไม่ออก “...”
เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรจะคุยกับหลินหงเหมยแล้ว ทิงเสวี่ยจึงเลิกสนใจและหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน
หลินหงเหมยเป็นประเภทเห็นตัวหนังสือแล้วง่วงนอน พอเห็นทิงเสวี่ยนั่งจมอยู่กับกองหนังสือ เธอก็เริ่มเบื่อจึงเดินสะบัดก้นกลับไป ทว่าขากลับก็ไม่วายคว้าขนมปังกรอบกับลูกอมบนโต๊ะติดมือไปด้วยอีกสองสามชิ้น
ทางด้านหลินกั๋วอันจัดการเช่าที่ดินรกร้างสี่หมู่จากทางหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว
ที่ดินรกร้างเหล่านี้หลังจากเช่ามาแล้วต้องลงแรงบุกเบิกเอง เพียงแค่จ่ายค่าเช่าให้หมู่บ้านตามกำหนดทุกปีก็พอ หลินกั๋วอันทำสัญญายาวถึงยี่สิบปี นั่นหมายความว่าภายในยี่สิบปีนี้ ที่ดินทั้งสี่หมู่นี้จะเป็นกรรมสิทธิ์ของหลินกั๋วอัน และเมื่อครบกำหนดสัญญา หากต้องการเช่าต่อก็สามารถต่อสัญญาได้อีก
หลังจากได้ที่ดินรกร้างมาแล้ว หลินกั๋วอันก็ยิ่งหัวหมุนกว่าเดิม
งานหนักเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ทั้งต้องดูแลพืชผลในไร่ ทั้งต้องดูแลแม่หมูแก่หนึ่งตัวกับลูกหมูอีกสิบสองตัว มิหนำซ้ำยังต้องบุกเบิกที่ดินรกร้างที่เพิ่งเช่ามาใหม่อีก หลินกั๋วอันเสียดายเงินไม่อยากจ้างคนมาช่วยบุกเบิก เขาจึงกัดฟันทำเองทั้งหมด
ทุกวันกว่าจะลากสังขารกลับจากไร่นาก็มืดค่ำแล้ว พอฟ้ายังไม่ทันสางก็ต้องตื่นมาต้มอาหารให้หมู
ทิงเสวี่ยรู้ดีว่าอาสามเหนื่อยสายตัวแทบขาด ยามว่างเธอก็จะออกไปช่วยอาสามเก็บผักและให้อาหารหมู หลังจากช่วยงานทางฝั่งอาสามเสร็จ ทิงเสวี่ยก็กลับมาทำงานของตัวเองต่อ พอที่บ้านมีตู้เย็นแล้วก็สามารถตุนวัตถุดิบได้มากมาย ทำให้มีตัวเลือกในการทำไส้ซาลาเปาหลากหลายขึ้น
เผลอแป๊บเดียว ปิดเทอมฤดูร้อนก็ผ่านไปครึ่งค่อนแล้ว ทิงเสวี่ยเริ่มชินกับชีวิตที่ต้องนอนดึกยิ่งกว่าสุนัขเฝ้าบ้าน และตื่นเช้ายิ่งกว่าไก่โห่
แต่กระนั้น ทุกวันตอนเที่ยงทิงเสวี่ยจะหาเวลางีบหลับพักผ่อน
ถึงแม้จะเป็นการงีบหลับเพียงช่วงสั้นๆ แต่พอตื่นขึ้นมา เธอก็จะรู้สึกกระปรี้กระเปร่า เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตอีกครั้ง