มี่จื่อสาวใช้จำเป็น

    ตอนที่ 63 กลับใจ

          ช่วงสายท่านอ๋องหกและคนอื่นๆมาเยี่ยมเหยียนเหล่ยกับฉิงซวง ชิงอิ๋งกับซิ่นปิงจึงขอตัวกลับไปจัดการซ่อมแซมบ้านเรือนของคนในหมู่บ้าน เมื่อฉันเห็นคนอยู่กันหลายคน จึงเดินไปบอกเหยียนเหล่ยว่าจะขอไปหาหยางเค่อที่เรือนท้อสวรรค์ของแม่เฒ่า เพราะจะไปเกลี้ยกล่อมให้หยางเค่อกลับตัวกลับใจ และหวังว่าเขาจะคิดได้สักที


    เหยียนเหล่ยแม้จะยังอ่อนแรงเพราะยังบาดเจ็บบอบช้ำภายใน แต่ยังคงเป็นห่วงและให้ฉันระวังตัว ฉันพยักหน้าบอกเหยียนเหล่ยว่าให้เขาคลายกังวล เพราะตอนนี้สามารถควบคุมพลังหมื่นบุปผาดั่งใจได้แล้ว สามารถปกป้องตัวเอง และสามารถปกป้องเขาได้แล้วเช่นกันอย่าเป็นห่วง


    เหยียนเหล่ยแตะที่แก้มฉันเบาๆบอกให้รีบไปรีบกลับ ในขณะที่ฉันกำลังจะเดินออกจากห้อง หลวนเฉินที่เดินตามมาด้านหลัง บอกว่าเขาจะตามไปกับฉันด้วย เขาไม่อยากให้ฉันไปคนเดียว จึงตอบหลวนเฉินว่าไม่ได้อยากไปคนเดียว แต่ที่ไม่ได้ชวนใครไปด้วย เพราะรู้ว่าคนอื่นๆคงไม่ใยดีหยางเค่อที่เป็นพวกเดียวกับชงอวี้


          ฉันกับหลวนเฉินเดินมาถึงหน้าเรือนของลุงสุ่ย พบลุงสุ่ยกำลังง่วนอยู่กับการแจกจ่ายอาหารให้ชาวบ้าน ลุงสุ่ยบอกว่าหยางเค่อปลอดภัยแล้ว แต่ถูกย้ายไปพักที่เรือนพยาบาลทางด้านหลังเรือนที่เหยียนเหล่ยกับฉิงซวงพักรักษาตัวอยู่


    เราจึงเดินกลับไปเรือนพยาบาลที่ลุงสุ่ยบอก แม้เรือนพยาบาลนั้นจะอยู่ทางด้านหลังเรือนที่เหยียนเหล่ยกับฉิงซวงรักษาตัว แต่เรือนนั้นตั้งอยู่ห่างออกไปและมีสภาพเรือนที่เก่ากว่ามาก อีกทั้งทางเดินเข้าเรือนยังมีหญ้าขึ้นรกเหมือนไม่ได้รับการใส่ใจดูแลสักเท่าไหร่


    ฉันกับหลวนเฉินเดินเข้าไปในเรือน พบคนทำงานหญิงเพียงคนเดียวกำลังจัดเรียงยาใส่ในลิ้นชักตู้ยา นางหันหน้ามามองฉันกับหลวนเฉินเพียงแวบหนึ่ง แล้วหันกลับไปจัดยาต่อเหมือนฉันกับหลวนเฉินไม่มีตัวตนยืนอยู่ตรงนั้น


    ฉันจึงถามคนงานหญิงว่าหยางเค่ออยู่ที่ไหน นางชี้นิ้วไปทางห้องที่อยู่ด้านในโดยไม่หันหน้ามาสนใจมองเราเลย เราจึงเดินเข้าไปด้านในห้อง พบหยางเค่อนอนอยู่คนเดียวบนฟูกนอนมีถ้วยข้าวต้มกับผัดผัก และถ้วยยาวางอยู่ข้างฟูกที่นอนจนเย็นชืด


    ฉันรีบเดินเข้าไปหาหยางเค่อ จนเขารู้สึกตัวค่อยๆลืมตาขึ้นมามองแล้วพูดเสียงแหบเบาไม่มีเรี่ยวแรงว่า... น้ำ...ฉันรีบรินน้ำใส่ถ้วยแล้วประคองเขาลุกนั่งโดยมีหลวนเฉินมาช่วยประคองป้อนน้ำให้หยางเค่อดื่ม เขามองหน้าฉันแล้วพยายามยกมืออันไร้เรี่ยวแรงขึ้นมา


    ฉันคว้าจับมือหยางเค่อไว้แล้วบอกเขาว่า ฉันปลอดภัยดีไม่ต้องเป็นห่วง พร้อมกับถามเขาว่า หิวข้าวหรือเปล่า แต่หยางเค่อส่ายหน้าช้าๆดูเบลอๆ จึงบอกเขาว่าถึงจะไม่หิวก็ต้องกินข้าวและต้องกินยา เดี๋ยวจะไปอุ่นอาหารกับยามาให้ จึงฝากหลวนเฉินให้ดูแลหยางเค่อแทน


          ฉันยกถาดอาหารและยาออกมาเพื่อจะนำไปอุ่นให้ร้อน จึงบอกคนงานหญิงคนนั้นว่าต้องการอุ่นอาหารกับยา คนงานหญิงยังคงมีท่าทางเมินเฉยแต่ชี้นิ้วไปอีกห้องหนึ่งที่เป็นห้องครัว ฉันจึงหยิบถ้วยข้าวต้มและถ้วยยาวางลงในหม้อนึ่งเพื่ออุ่นให้ร้อน


    ซึ่งฉันรู้สึกได้ว่าคนงานหญิงคนนี้ดูไม่อยากจะพูดคุยกับฉันเลย จึงไม่คิดจะตอแยหรือถามอะไรให้นางรำคาญใจ และในขณะที่นั่งเงียบๆอยู่ในครัวรอหม้อนึ่งร้อน คนงานหญิงเริ่มแสดงอาการไม่พอใจ เพราะนางเริ่มหยิบและวางของกระแทกเสียงดัง แต่ฉันทำเฉยไม่ใส่ใจกับสิ่งที่นางกระทำ


    จนนางอดรนทนไม่ไหวเดินมายืนที่หน้าประตูครัวและพูดด้วยอารมณ์โกรธเคืองว่า คนเลวที่เผาหมู่บ้านจนวอดวายไม่สมควรได้กินอะไร ไม่รู้แม่เฒ่าจะรักษาชีวิตไว้ทำไม สมควรปล่อยให้ตายไปน่ะดีแล้ว!!


    ฉันจึงเถียงกลับไปด้วยอารมณ์ที่ไม่พอใจเช่นกันว่า ฉันเองที่เป็นคนขอร้องแม่เฒ่าให้รักษาหยางเค่อ และหยางเค่อก็ไม่มีส่วนรู้เห็นการเผาหมู่บ้าน แต่ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงแม่เฒ่าตวาดคนงานหญิงด้วยเสียงอันดังจนเราทั้งคู่ตกใจ

      

         แม่เฒ่า : หยุดพูดจาล่วงเกินธิดาหยางเถา!!! เจ้าก็รู้กฏของหมู่บ้านดี ว่าห้ามล่วงเกินผู้สืบทอดพลังหมื่นบุปผา ต่อไปเจ้าไม่ต้องมาทำงานในนี้อีก ย้ายนางไปทำงานในไร่ข้าวโพด แล้วหาคนอื่นมาทำงานแทนนางที่นี่

          ลุงสุ่ย : ขอรับแม่เฒ่า!

         คนงานหญิง : แม่เฒ่า! ข้าขอโทษ! ข้าผิดไปแล้ว ต่อไปจะไม่ล่วงเกินธิดาหยางเถาอีก อย่าส่งข้าไปทำงานในไร่ข้าวโพด!!!

           มี่จื่อ : แม่เฒ่า! ให้นางอยู่ทำงานที่นี่ต่อเถอะ! แต่ข้าจะขอย้ายหยางเค่อไปพักรักษาที่เรือนโน้น เพราะถ้าปล่อยไว้ที่นี่คงไม่มีใครดูแล

         แม่เฒ่า : เจ้าจัดการเอาเถอะ! ส่วนเจ้า! ยกอาหารกับยาไปให้คนเจ็บข้างใน!!

         คนงานหญิง : ข้าจะไปเดี๋ยวนี้!!


          ลุงสุ่ยประคองแม่เฒ่าไปยืนมองดูหยางเค่ออยู่เพียงครู่เดียว ก็เดินออกมาจากห้องพูดเพียงแค่ว่า “เขาไม่ตายหรอก” จากนั้นลุงสุ่ยประคองแม่เฒ่าที่เดินเหมือนคนอ่อนแรง คงเป็นเพราะเมื่อคืนใช้พลังมากเพื่อรักษาหยางเค่อ แล้วคนทั้งสองก็เดินออกจากเรือน ไปยังเรือนที่เหยียนเหล่ยกับฉิงซวงพักอยู่


    ฉันจึงเดินกลับเข้าไปหาหยางเค่อในห้อง เห็นถาดอาหารและถ้วยยาถูกวางอยู่ข้างๆหยางเค่อ หลวนเฉินจึงช่วยประคองหยางเค่อให้นั่งเอนพิงหมอนเพื่อสะดวกในการกินข้าวและยา ฉันหยิบชามข้าวต้มมาเป่าให้คลายร้อนแล้วตักป้อนหยางเค่อทีละคำช้าๆ


    แต่หยางเค่อเอาแต่จ้องมองหน้าฉัน เหมือนพยายามจะพูดอะไรบางอย่างแต่ไม่มีแรงที่จะพูดออกมา ซึ่งตอนนั้นฉันก็ไม่ได้สนใจเพราะคิดว่าเขาคงกำลังเบลอเพราะเพิ่งฟื้น ฉันจึงบอกหยางเค่อว่าจะย้ายเขาไปรักษาที่เรือนอีกหลังหนึ่ง จะได้ดูแลเขาไปพร้อมๆกันกับเหยียนเหล่ยและฉิงซวง


    แต่หลวนเฉินทักขึ้นว่าถ้าย้ายหยางเค่อไปพักที่เรือนนั้น คนอื่นๆอาจจะไม่พอใจเอาได้ ควรถามคนที่เรือนนั้นก่อนดีกว่า แต่ถ้าคนที่เรือนนั้นไม่อนุญาตให้ย้ายหยางเค่อไปที่นั่น เขาจะตามมาช่วยฉันดูแลหยางเค่อที่นี่ด้วย ซึ่งในขณะนั้นเราก็ได้ยินเสียงที่หยางเค่อพยายามเปล่งออกมา


      หยางเค่อ : เจิ้ง…….

           มี่จื่อ : เจิ้งไฉน่ะรึ? จะถามถึงเจ้านั่นทำไม? เจิ้งไฉทำร้ายท่านเกือบตายยังเป็นห่วงมันอีกเรอะ?! เจ้าเจิ้งไฉน่ะถูกข้าตัดเส้นเอ็นเส้นประสาทขาดทั้งแขนและขา คงเที่ยวเดินเหวี่ยงประคำใส่ใครไม่ได้อีกแล้ว ส่วนท่านก็กลับตัวกลับใจสักที!

        หยางเค่อ : ลูกชง……

           มี่จื่อ : ลูกอะไร?

       หลวนเฉิน : หรือจะหมายถึงเจิ้งไฉเป็นลูกชายของชงอวี้งั้นรึ?


    หยางเค่อพยักหน้าช้าๆทำให้เราเข้าใจได้ทันทีว่า ที่ชงอวี้พยายามขัดขวางสุดชีวิตไม่ยอมให้ฉันฆ่าเจิ้งไฉเพราะเป็นลูกชายของเขานั่นเอง หลวนเฉินจึงคาดเดาว่าชงอวี้จะต้องย้อนกลับมาแก้แค้นฉันแน่ๆ และถ้าชงอวี้ออกไปจากหมู่บ้านนี้ไม่ได้ทางเดียวที่เขาจะทำคือฆ่าฉันเป็นการแก้แค้น และต้องฆ่าแม่เฒ่าเพื่อคลายมนต์เปิดทางออก


    แต่ในความคิดฉันนั้น การที่ชงอวี้จะฆ่าฉันคงเป็นเรื่องไม่ยาก แต่จะฆ่าแม่เฒ่าเพื่อคลายมนต์ทางออกนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย และตอนนี้ชงอวี้คงกำลังหลงทางอยู่ในเขตม่านหมอก แต่ถ้าเขาออกจากเขตม่านหมอกไปได้ก็นับว่าเก่ง และจะประมาทชงอวี้ไม่ได้เลย


    หลวนเฉินจึงเตือนว่าตราบใดที่ยังไม่เห็นศพชงอวี้ ก็ต้องระวังตัวและอย่าประมาท ฉันพยักหน้าตอบว่าจะระวังตัว แล้วตักข้าวต้มจะป้อนหยางเค่ออีกคำหนึ่ง แต่หยางเค่อเบี่ยงหน้าออกเล็กน้อยเป็นการบอกว่าเขาไม่กินแล้ว จึงหยิบถ้วยยามาเป่าให้อุ่นแล้วป้อนยาให้หยางเค่อดื่ม


    จากนั้นจึงบอกหลวนเฉินว่า จะออกไปตักน้ำมาเช็ดคราบเลือดตามตัว ที่หยางเค่อกระอักออกมาตอนที่ถูกสร้อยประคำเหวี่ยงใส่ แต่หลวนเฉินบอกว่าให้เขาทำให้ดีกว่าเพราะเขาเป็นผู้ชายเช็ดตัวให้หยางเค่อจะเหมาะกว่า ฉันจึงเดินออกไปตักน้ำมาวางให้เขา


          หลวนเฉินค่อยๆคลายเสื้อของหยางเค่อออก จนเห็นเนื้อแน่นผิวขาวจั๊ว แต่มีรอยม่วงช้ำมากวงใหญ่ที่บริเวณหน้าอกจนฉันตกใจ เพราะไม่น่าเชื่อว่าแค่สร้อยประคำของเจิ้งไฉที่เหวี่ยงใส่หยางเค่อเมื่อคืน จะสามารถทำให้บอบช้ำได้ขนาดนี้ หลวนเฉินจึงใช้ผ้าชุบน้ำค่อยๆเช็ดตามแขนและลำตัวให้หยางเค่อเบาๆ


    ฉันจึงเดินออกมาจากห้องไปหาคนงานหญิงเพื่อขอยาทาแก้ฟกช้ำ แต่ครั้งนี้คนงานหญิงรีบหยิบยาทาแก้ฟกช้ำในลิ้นชักส่งมาให้ ฉันรับยามาแล้วนำไปทาเบาๆที่รอยฟกช้ำบนหน้าอกหยางเค่อ พูดกับหยางเค่อด้วยน้ำเสียงเบาๆ มีน้ำตาซึมเพราะสงสารเขาว่า


    ให้เขากลับตัวกลับใจเป็นคนดีเลิกสนใจตำรากับกระบี่มังกรสายลม เพราะการเป็นคนที่ยิ่งใหญ่เหนือใครมันไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง ยิ่งสูงก็ยิ่งหนาว ยิ่งโดดเดี่ยว แม้กระทั่งในวันที่เขาเจ็บเจียนตายยังไม่มีใครเหลียวแล


    แต่ยังโชคดีที่คนในหมู่บ้านไม้ดำยังช่วยกันหามเขามารักษา ทั้งๆที่เขาเป็นพวกเดียวกับชงอวี้ที่เผาบ้านเรือน เผายุ้งคลังอาหารจนแทบจะไม่พอกินกันในหมู่บ้าน ฉันจึงขอร้องหยางเค่อให้เห็นแก่พวกเราและชาวบ้านที่ช่วยเขาไว้ อย่าได้คิดร้ายคิดทำลายหมู่บ้านไม้ดำอีกเลย หยางเค่อที่ในดวงตามีน้ำตาคลอพยักหน้าช้าๆ พยายามยกมือขึ้นมาจับมือฉันไว้พร้อมกล่าวเบาๆว่า ขอ...โทษ...


    ฉันจึงพูดกับเขาอีกว่าให้รักษาชีวิตไว้เพื่อแก้ไขความผิดที่เขาเคยกระทำไว้กับคนที่นี่ ถ้าหายดีเมื่อไหร่ต้องไปขอโทษและทำคุณไถ่โทษให้ชาวบ้านทุกคนด้วย หยางเค่อพยักหน้าช้าๆรับฟัง ฉันจึงขอให้หลวนเฉินอยู่กับหยางเค่อสักแปบ เพราะฉันจะกลับไปบอกทุกคนที่เรือนโน้นว่าจะย้ายหยางเค่อไปรักษาที่เรือนเดียวกัน

    คล้ายกับเรื่องมี่จื่อสาวใช้จำเป็น ที่คุณอ่าน