บทที่ 47 หน่วนเป่าทุ่มเทแรงกายแรงใจ
เมล็ดพันธุ์ข้าวที่เติบโตมาอย่างดี ความจริงที่วางอยู่ตรงหน้านี้ ต้องการให้พวกเขาเอากลับไปคืน แน่นอนว่าย่อมไม่มีผู้ใดยินดีอยู่แล้ว
พวกหัวหน้าครอบครัวไม่ได้ขัดแย้งอะไรกันมาก ครั้นนึกถึงเหตุผลที่หลี่เจิ้งพูดก็ได้สติราวกับถูกสาดด้วยน้ำเย็นเฉียบ
ตอนนี้จึงทำได้เพียงพูดออกมา “ท่านลุง เรื่องราวในครั้งนี้เป็นพวกข้าที่ทำไม่ถูก กลับไปพวกเราจะสั่งสอนคนในบ้านให้ดี”
“ท่านลุง พวกข้าจะไม่สาดน้ำสกปรกใส่หย่งฝูอีกแล้ว”
“ใช่แล้ว ๆ ที่บ้านข้ายังมีแตงอยู่ผลหนึ่ง ประเดี๋ยวจะนำไปให้หย่งฝู หน่วนเป่าของพวกเขาต้องชอบกินแน่ ๆ”
หลี่เจิ้งเองไม่ใช่คนที่จะถูกหลอกได้ง่าย ๆ
เมื่อเขาตบมือครั้งหนึ่ง เสียงรอบด้านก็เงียบลงในทันที
“เมื่อเรารับสิ่งของจากผู้อื่น เราก็ต้องจดจำความดีของเขาไว้” เขากล่าวพลางชี้นิ้วไปทางชาวบ้าน “ดูสภาพของพวกเจ้าสิ ช่างเหมือนกับสตรีผมยาวแต่กลับมีความรู้สั้นกุด*[1]”
“พวกเจ้าไม่ลองไตร่ตรองดูสักหน่อยหรือ ว่าปีที่แล้วครอบครัวหย่งฝูเป็นอย่างไร แล้วตอนนี้เป็นอย่างไร”
เขาทำได้เพียงพูดเรื่องนี้ออกมาให้ชัดเจน ในเมื่อมันไร้ความหมายและไม่มีน้ำหนัก มีเพียงแค่ตระหนักได้ด้วยตัวเองเท่านั้นถึงจะมีเหตุผล
ดั่งคำที่เคยมีคนกล่าวเอาไว้ ไม่ปลูกหน่อไม้ในปีนี้ แต่กลับอยากได้ต้นไผ่ในปีหน้า คนเราย่อมไม่ปล่อยตัวเองเดินบนทางตันเด็ดขาด
ทุกคนต่างพากันรับฟังและตอบรับในทันที
ใช่แล้ว ตอนที่เซียวหย่งฝูเพิ่งแยกบ้านออกมา เวลานั้นเขามีเพียงแค่แม่ไก่แก่ตัวหนึ่งที่ไม่สามารถออกไข่ได้ ทั้งยังได้ยินมาว่าตอนที่หลินซื่อให้กำเนิดบุตรนั้น ไม่มีแม้แต่น้ำแกงให้ดื่มแม้แต่หยดเดียว
แต่นั่นคือวิถีการดำเนินชีวิตของผู้คนในตอนนั้น พวกเขาเองต่างเหน็ดเหนื่อยจากการใช้ชีวิต
หลี่เจิ้งหยิบกระบอกยาสูบขึ้นมาและมองออกไปอย่างโล่งใจ เมื่อเห็นสีหน้าตระหนักรู้บนใบหน้าของชาวบ้าน
แต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะค่อนแคะอยู่ในใจ คนพวกนี้นี่ไม่มีหัวคิดจริง ๆ!
การประชุมในครั้งนี้ คนจากบ้านเก่าสกุลเซียวไม่ได้มาร่วมด้วย
เซียวหย่งเหวินเดินทางเข้าเมืองจนกระทั่งวันนี้แล้วก็ยังไม่มีวี่แววจะกลับมา มิหนำซ้ำไม่มีใครอยากไปแจ้งข่าวการประชุมในครั้งนี้กับคนที่มีปัญหากับครอบครัวของเซียวหย่งฝูมาโดยตลอดให้ทราบสักคน
ณ บ้านสกุลเซียว แม้ว่าท่านหมอฟางจะไม่ได้กล่าวอะไรออกมา แต่เขาก็รู้สึกกังวลเป็นอย่างมาก
ในการต่อสู้ครั้งนี้มีคนเข้ามาและไม่ได้กลับออกไป แม้ว่าอีกฝ่ายจะได้รับความสูญเสีย แต่ก็แน่ใจแล้วว่าเป้าหมายของพวกมันอยู่ที่นี่
วันเวลาหลังจากนี้ คงต้องเผชิญหน้ากับอันตรายร้ายแรงแล้วสินะ!
**
“ตงเหมย ข้ามีบางอย่างอยากจะบอกเจ้า” เซียวหย่งฝูดึงหลินซื่อเข้ามาในห้องอย่างลังเล
หลินซื่อคิดว่าเขาต้องการจะทำอะไรบางอย่าง แต่ตอนนี้ฟ้าก็ใกล้จะมืดแล้ว ไม่เห็นต้องรีบร้อนก็ได้กระมัง
ใบหน้าและหูของนางแดงก่ำ “ว่ามาสิ มีเรื่องอันใดหรือ มีเรื่องอะไรก็รีบพูดเถอะ”
เซียวหย่งฝูปิดประตูแล้วก้มลงกระซิบข้างหูนาง “เมื่อวานข้าเข้าไปในเมืองเพื่อหาเซียวหย่งเหวิน แต่ตอนนั้นข้าพบว่าเขาอยู่กับสตรีนางหนึ่ง”
หลินซื่อเงยหน้าขึ้นและมองเขาด้วยความประหลาดใจ “นี่คือเรื่องที่ท่านต้องการจะบอกข้าหรือ”
เซียวหย่งฝูพยักหน้าอย่างจริงจัง “ใช่แล้ว ก็แบบว่า...”
ความรู้สึกของหลินซื่อในตอนนี้ก็คือ ท่านเพิ่งจะถอดกางเกงออก แต่กลับบอกให้ข้าทำเพียงแค่ดูเช่นนั้นหรือ!?
น่าโมโหยิ้งนัก!
เพี๊ยะ!
“เรื่องของเซียวหย่งเหวินเกี่ยวอะไรกับข้า ข้าไม่ได้อยากรู้เรื่องของเขาสักหน่อย”
เซียวหย่งฝูกุมใบหน้าที่ถูกตบอย่างมึนงง
หลายวันมานี้ คนที่ยุ่งตัวเป็นเกลียวคือหลี่เจิ้ง
อันดับแรก เขาไปหาหัวหน้าหมู่บ้านของหมู่บ้านหวังเจียและหมู่บ้านเฮ่อกั่ง เพื่อบอกว่าช่วงนี้มีผู้อพยพเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ และทุกหมู่บ้านควรจะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
สุดท้ายกลับกลายเป็นเขาที่ถูกต่อว่ากลับมา และถูกกล่าวหาว่าพวกเขาคิดจะเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น
เพราะท้ายที่สุดแล้ว หมู่บ้านหลิวกังก็มีประชากรไม่มากนัก ทั้งหมดในหมู่บ้านรวมกันแล้วยังไม่ถึงหนึ่งพันคนเลย
ตอนที่กล่าวว่าจะให้ชาวบ้านช่วยกันออกลาดตระเวน กลับถูกทุกคนต่างพากันปฏิเสธเพราะต่างคนต่างก็ยุ่งอยู่กับงานในเรือกสวนไร่นา
เขาทำไม่สำเร็จ...
วันเดียวกันนั้น เขากับผู้เฒ่าเซียวกำลังนั่งระบายความทุกข์อยู่ใต้โครงองุ่นที่บ้านสกุลเซียว ระหว่างนั้นก็ได้ยินเสียงเคาะประตูดังขึ้นจากด้านนอก
ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เด็ก ๆ บ้านสกุลเซียวไม่ได้ไปสำนักศึกษา เมื่อได้ยินเสียงเคาะประตู เซียวเฉินหลางจึงวิ่งไปที่ประตูอย่างรวดเร็ว
“นั่นใครน่ะ?”
หากเป็นเมื่อก่อน ช่วงกลางวันจะสามารถเปิดประตูบ้านทิ้งเอาไว้ได้ ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยในหมู่บ้านหลิวกัง
แต่หลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้น เซียวหย่งฝูได้บอกเด็ก ๆ หลายครั้งแล้วว่าอย่าเปิดประตูทิ้งไว้ แม้แต่หน่วนเป่าเองก็ไม่ได้ออกไปเล่นข้างนอกมาหลายวันแล้ว
“ข้าเองหลีซู่ ข้ามาหาแม่นางน้อยหน่วนหยาง”
เซียวเฉินหลางเคยได้ยินหน่วนเป่ากล่าวถึงคนผู้นี้ เขาจึงยอมเปิดประตูให้
คาดไม่ถึงว่าหลีซู่จะไม่ได้มาคนเดียว ข้างหลังเขาไม่ได้มีเพียงกลุ่มเจ้าหน้าที่ทางการและทหารเท่านั้น แต่ยังมีรถที่ขนของมาแน่นเอี๊ยดอยู่สองคัน
“หน่วนเป่า มีคนมาหาเจ้า”
เมื่อได้ยินดังนั้น ผู้เฒ่าเซียวก็มีความสุขขึ้นมา “หน่วนเป่าของพวกเราเพิ่งจะอายุเท่าไรกันเชียว แต่กลับมีคนมาตามหาถึงที่เสียแล้ว” น้ำเสียงของเขาภูมิใจได้มากเท่าไรก็ภูมิใจได้มากเท่านั้น
เสียงของเจ้าก้อนแป้งดังขึ้น “มาแย้ว”
เมื่อหลีซู่ก้าวเข้ามาในบ้านก็เห็นหน่วนเป่ายังคงแต่งตัวด้วยชุดที่หลินซื่อทำให้ เด็กน้อยเพิ่งจะอายุแค่ขวบกว่า จึงไม่ต้องระมัดระวังอะไรมาก
“ท่านผู้มีพระคุณ!” ทันทีที่หลีซู่เอ่ยปาก หลินซื่อก็พลันคิ้วกระตุก
“ตั้นแม่ ตั้นผู้นี้คือ...เอ่อ ตั้นพูดกับตั้นแม่ข้าเองเถอะ”
ประโยคยาวเกินไป... หน่วนเป่าจำไม่ได้หรอก
หลีซู่ยิ้มและประสานมือของตนเองพลางกล่าว “ข้าน้อยหลีซู่ เจ้าเมืองคนใหม่ของเมืองอิ้งซาน”
หลินซื่อที่ได้ยินก็เกือบจะลงไปคุกเข่าอยู่แล้ว คนใหญ่คนโตมากที่สุดที่นางเคยพบมีเพียงแค่หลี่เจิ้งเท่านั้น
เจ้าก้อนแป้งน้อยที่เพิ่งตื่นจากการงีบหลับ ลูบท้องของตนเองที่ส่งเสียงร้องโครกคราก “ตั้นแม่ หน่วนเป่าหิวแล้ว”
หลินซื่อที่ได้ยินดังนั้นพลันคลี่ยิ้ม “เช่นนั้นเจ้าไปคุยกับท่านเจ้าเมืองก่อนเถอะ แม่จะเตรียมอาหารเอาไว้ให้ หรือไม่วันนี้ก็กินน้อยลงสักหน่อยเป็นเช่นไร”
นางกล่าวเสียงแผ่วเบา แต่เมื่อหน่วนเป่าได้ยินว่าจะไม่ได้กิน ก็รีบส่ายศีรษะเป็นพัลวัน “ไม่เอา หน่วนเป่าอยากกินเยอะ ๆ”
สองวันมานี้นางทำงานหนัก นอกจากงานที่ต้องใช้สมองแล้วยังมีงานที่ต้องใช้แรงกายอีกด้วย นางต้องต้อนแม่ไก่ในเล้าให้มันออกไข่ แล้วยังต้องไล่จับหนูนาที่ออกลูกอีก
สำหรับแม่ไก่ พวกเขาไม่มีทางเลือกนอกจากจะวิ่งวุ่นไปมาช่วงกลางดึก ก่อนจะกลับมาในตอนเช้าพร้อมกับตะกร้าที่เต็มไปด้วยไข่
ถ้าไม่บังคับให้ไปขโมยไข่ ก็คงจะไม่มีผู้ใดทำแล้ว
ส่วนหนูนานั้นน่าทึ่งยิ่งกว่า หน่วนเป่ามั่นใจมากว่าไม่เคยมีใครเห็นลูกหนูสีชมพูมาก่อน!
เป็นผลให้ทั้งหมู่บ้านไม่มีหนูนาเหลืออยู่เลย พวกมันต่างพากันย้ายออกไปจนหมด
เพราะเช่นนั้นนางจึงเหนื่อยมาก
หลินซื่อยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน ก่อนจะไปเตรียมอาหารอย่างจนปัญญา
เมื่อครู่หลีซู่ยืนอยู่ด้านข้างอย่างสงบเสงี่ยม เมื่อเห็นว่าหลินซื่อออกไปแล้ว เขาก็เข้ามาทักทายหน่วนเป่าด้วยความเคารพทันที
หน่วนเป่านั่งอยู่ตรงขอบเตียงเตาและมองเขาด้วยรอยยิ้ม “ดียิ่ง โชคร้ายของตั้นได้หมดไปแล้ว พลังชีวิตที่ยืมไปก็ฟื้นฟูกลับมาแล้ว แต่ร่างกายของตั้นยังต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูสักระยะ โชคยังดีที่ตั้นอายุยังน้อย การฟื้นตัวจึงเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว”
หลังจากทุกวันที่หลีซู่ทำตามคำแนะนำ เขาเองก็สัมผัสได้
วันนี้เขาได้ยินเสียงบางอย่างตกลงมา หลังจากนั้นก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอันหอมหวานอบอวลในอากาศ เสียงนกร้องอันไพเราะ และกลิ่นหอมสดชื่นของพืชไม้
ที่ผ่านมา การรับรู้ถึงสิ่งเหล่านี้ของเขาได้หายไป
“แม่นางน้อยหน่วนเป่า แล้วครอบครัวของข้า...” หลีซู่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับภรรยา เมื่อคิดถึงภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์ ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกกระสับกระส่ายราวกับถูกไฟมาลน
ก้อนแป้งน้อยมองไปยัง ‘จุดเปลี่ยน’ ที่อยู่ตรงหน้า แต่นางกลับไม่รู้ว่าจะต้องใช้จุดเปลี่ยนนี้อย่างไร ได้แต่รู้สึกกังวลมากเช่นกัน
“คนในครอบครัวของท่านจะไม่เป็นอะไร หลังจากนี้ไม่นานก็จะได้พบกัน ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติเถอะ”
นางอดไม่ได้ที่จะนึกถึงตอนจบของเขาที่นางเคยอ่านในหนังสือต้นฉบับ มันค่อนข้างน่าเศร้า
สุดท้ายแล้วหนึ่งร่างสองชีวิตจะจากไป
หน่วนเป่ามองว่าทุกคนในที่นี้เป็นเพียงแค่สิ่งที่ประกอบขึ้นมาจากตัวอักษรที่อยู่บนหน้ากระดาษ
บางครั้งนางถึงกับคิดว่า คนพวกนี้ที่ประกอบขึ้นมาจากกลุ่มคำ หากพวกเขาได้รับบาดเจ็บ พวกเขาจะมีเลือดไหลออกมาหรือไม่?
พวกเขาตายแล้ว แต่ว่าตายจริง ๆ หรือ?
จนกระทั่งในวันนั้นที่นางช่วยหลีซู่และได้พบกับเฮยไป๋อู๋ฉาง ในที่สุดนางก็เหมือนได้รับรู้อะไรบางอย่าง
หลินซื่อนำอาหารมาจัดเรียงไว้บนโต๊ะ หลีซู่คิดว่ามีส่วนของเขาอยู่ในนั้นด้วยจึงไม่ได้ปฏิเสธ
คาดไม่ถึงว่าหน่วนเป่าจะกอดโต๊ะอาหารเอาไว้เหมือนป้องกัน และร้องตะโกนออกมา “ทั้งหมดนี้คือของข้าต่างหาก ต้าป๋าย”
[1] สตรีที่อยู่แต่เรือนหลัง มีความรู้ตื้นเขิน ทัศนวิสัยคับแคบ