พอพิรุณขาดสายตอนสิบเอ็ดโมง เสียงะโก็ดังมาจากหน้าต่างห้องอักษร “ไอ้ไม้ เตรียมรถม้า !”
ผู้เฒ่าเทียนเก็บเอกสาร แล้วเดินออกไปเปลี่ยนชุดข้าราชการในห้องนอนที่อยู่ข้างกัน หลังจากติดกระดุมเสื้อคอกลม แขนกระบอกยาวจดข้อมือ ที่ทอจากผ้าไหมสีครามปักลายประจำยามซีกซ้ายแล้ว ก็สวมกางเกงขากระบอกที่ทอจากผ้าไหมสีเดียวกัน ก่อนจะลงบันไดไปขึ้นรถม้าหน้าเรือนโดยไม่แวะไปหาหลานชายอีก จึงไม่เห็นวีรกรรมที่เมฆทำกับกูณฑ์ ส่วนไม้ที่ต้องทำหน้าที่เป็สารถีก็ไม่มีจังหวะรายงานเื่ที่ตนเจ็บตัวเพราะเด็กทารกเช่นกัน
“ไปได้”
สิ้นเสียงสั่งของผู้ใหญ่บ้าน วงล้อรถม้าก็เคลื่อนตัวออกจากรั้วเรือน บดเบียดไปตามถนนเฉอะแฉะจึงเกิดรอยล้อลากยาวเป็ทาง หากผู้เฒ่าเทียนขี่อาชาสีนิลไปเอง ชุดข้าราชการสีครามคงเลอะโคลนที่กระเด็นถูกผ้ายามเกือกม้าเหยียบโดนพื้นเจิงน้ำ
สารถีต้องคอยหลีกบริเวณที่เป็หลุมเพื่อป้องกันรถม้าตกหล่ม การเดินทางไปถึงจุดนัดหมายจึงกินเวลานานเกือบชั่วโมง แต่ผู้เฒ่าผมขาวโพลนก็ยังไปถึงหน้าร้านจันทร์ส่องซึ่งอยู่ระหว่างหมู่บ้านชงโคกับหมู่บ้านไผ่ตงได้ทันเวลานัดพบ ไม้หยุดให้ผู้เฒ่าเทียนลงทางหน้าร้าน ส่วนตัวเองนำรถม้าไปหาที่จอดรอทางด้านหลัง
“สวัสดีเ้าค่ะ ผู้ใหญ่เทียน” เสียงอ่อนหวานของหญิงวัยกลางคนออกมาต้อนรับลูกค้าขาประจำ “วันนี้มีนัดก็กับผู้ใหญ่ทองหรือเ้าคะ”
“ยังไม่มารึ” เขายิ้มกริ่มที่ตัวเองมาถึงก่อน
“ยังเ้าค่ะ เชิญด้านในก่อน มุมโปรดของพวกท่านยังว่างอยู่เ้าค่ะ” แล้วนางก็เดินนำเข้าไปยังโต๊ะหินในสวนที่ล้อมด้วยต้นชงโคดอกม่วงอมชมพู่ ซึ่งเป็มุมสงบที่ห่างจากโต๊ะตัวอื่น
“เอาเหมือนเดิม” ชายชราสั่งน้ำตะไคร้ที่กินประจำ ก่อนเ้าของร้านจะอ้าปากถาม
“เ้าค่ะ แต่วันนี้เรามีขนมตาลร้อน ๆ ด้วยนะจ้าคะ จะรับสักจานไหมเ้าคะ” พอลูกค้าพยักหน้า คนขายก็ยิ้มแก้มปริ “รอสักครู่เ้าค่ะ”
ขณะก้าวไปยังห้องครัว เ้าของร้านเดินสวนกับชายชราสวมชุดแบบเดียวกับผู้ใหญ่เทียนพอดี นางหยุดคุยกับเขาเล็กน้อย แล้วจึงเดินไปจัดเครื่องดื่มตามที่ลูกค้าสั่ง
“ไม่เจอกันตั้งหลายเดือน ท่านผอมไปหน่อยนะ ผู้ใหญ่เทียน” คนมาทีหลังเอ่ยทักด้วยสีหน้าปราศจากรอยยิ้ม หลังจากแปะก้นกับเอ้าอี้แล้ว เพราะไม่ค่อยยินดีที่เห็นสหายตำแหน่งเดียวกันมาถึงก่อนตน
“ท่านก็เหมือนกัน”
“หึ เราสองคนมีอะไรที่เหมือนกันด้วยหรือเนี่่ย”
พวกเขาสนิทกันได้ ไม่ใช่เพราะเป็คนวัยเดียวกันเท่านั้น แต่ยังเป็เพราะหมู่บ้านของพวกเขาอยู่ในหุบเขาชงโคที่ห่างไกลความเจริญและไม่ได้รับการเหลียวแลจากทางการเหมือนกัน สองหมู่บ้านจึงต้องพึ่งพาอาศัยกันเอง
“ท่านไม่สั่งอะไรมาดื่มหน่อยรึ” ผู้เฒ่าเทียนถาม
“สั่งแล้ว นั่นไง เดินมาโน้นแล้ว” ผู้เฒ่าทองชี้ไปยังพนักงานที่กำลังเดินยกถาดมาทางเขา
หลังจากน้ำสมุนไพรกับของว่างที่พวกเขาสั่งมาวางที่โต๊ะเรียบร้อยแล้ว ผู้เฒ่าเทียนก็เอ่ยว่า “เข้าเื่เถอะ ผู้ใหญ่ทอง เกิดอะไรขึ้นหรือ ถึงนัดพบในวันที่ฝนตกเช่นนี้”
ผู้เฒ่าใบหน้ากลมเอ่ยพลางยกกาเทน้ำอบเชยใส่่ถ้วย “ก็ดาวาาโชคที่ปรากฏเมื่อคืนน่ะสิ ท่านเห็นหรือไม่” พออีกฝ่ายพยักหน้า เขาก็พูดต่อ “นั่นแหละ ดาวหายนะชัด ๆ ตอนนี้แคว้นสัตตบรรณโกลาหลไปหมดแล้ว พวกรากษสควานหาตัวเด็กที่เกิดวันนั้นไปทั่วทุกเมืองเลย”
“คงจะหาตัวผู้สำเร็จพลังรบสูงสูดแต่กำเนิดไปเป็พวกสินะ" ผู้เฒ่าทองออกความเห็นและคาดเดาเหตุการณ์ว่า "จะต้องเกิดการนองเืขึ้นแน่”
พวกรากษสมีแผนจะยึดครองทุกแค้วนมานานแล้ว มันอยู่ใ่ของการสร้างกองทัพให้แข็งแกร่งเหนือกองทัพใด ๆ ในแดนทิพย์ จึงเสาะหาผู้สำเร็จพลังรบระดับเจ็ดมาเป็พวกตลอด แต่คนพวกนั้นใช่จะจับตัวมาเปลี่ยนใจกันได้ง่าย ๆ จึงทำภาระกิจนี้ไม่ลุล่วงเสียที แต่พอเห็นดาวาาโชคปรากฏ มันก็มีความคิดจะจับเด็กแรกเกิดที่มีพลังรบสูงสุดแต่กำเนิดมาเลี้ยงั้แ่ทารกแทน
“ไม่ใช่จะเกิด แต่เกิดขึ้นแล้ว” พูดแล้ว ริมฝีปากหนาของผู้เฒ่าทองก็จิบน้ำอบเชยอุ่น ๆ คำหนึ่ง
“หา !” ผู้เฒ่าเทียนคาดไม่ถึงว่าจะเกิดเหตุไวเช่นนี้ “ที่ใด”
“ข่าวว่าเหตุเกิดในเมืองอำพัน ทางตอนเหนือของแคว้นเรา แต่พ่อแม่เด็กขัดขืน มันเลยฆ่าทิ้งแล้วชิงเด็กไป”
ผู้เฒ่าเทียนกำหมัดแน่น ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงมีโทสะ “ช่างโเี้ยิ่งนัก”
“พวกมันรู้หรือไหมว่า ไม่ใช่คนที่เกิดในวันดาวาาโชคปรากฏทุกคนจะเป็ผู้สำเร็จพลังรบสูงสุดแต่กำเนิด แต่คนผู้นั้นต้องเกิดในยามอุบากองด้วย” พูดแล้วผู้เฒ่าทองก็ปัดหยดน้ำฝนที่ร่วงจากใบไม้ลงมาถูกเแขนเสื้อของตนออก
“ต่อให้รู้ มันก็จับแบบหว่านแหอยู่ดีนั่นแหละ จะควานหาเฉพาะคนที่เกิดแรม 15 ค่ำ เดืือน 7 ตกฟากเวลา 20:45 น. เป๊ะ ๆ มันง่ายเสียที่ไหนล่ะ ต้องมีเด็กตายเป็เบือแน่” น้ำเสียงในประโยคสุดท้ายของผู้เฒ่าเทียนยังเจือโทสะ
“จิบน้ำคลายโทสะเสียหน่อยเถอะ ท่านอย่าเพิ่งกังวลไปนัก ข้าได้ยินมาว่าเ้าแคว้นของเราส่งสาส์นเรียกตัวเ้าเมืองทั้งสี่ไปหารือกันในราชสำนักที่เมืองหลวงอำนรรฆแล้ว น่าจะหาทางยุติเหตุที่เกิดในแคว้นเราได้” ผู้เฒ่าทองจิบน้ำอบเชย แล้วพูดต่อ “แต่มีอีกเื่ที่สำคัญกับพวกเรายิ่งกว่า”
“ยังมีเื่น่าหนักใจกว่านี้อีกหรือ” ผู้เฒ่าเทียนเอ่ย ขณะวางถ้วยที่จิบน้ำตะไคร้ลง
“ปีนี้เมืองหลวงอำนรรฆจะส่งผู้หมดพันธะทางราชการกับคนที่ผิดนัดชำระภาษีมาอยู่หมู่บ้านของเรา น่าจะต้องรับหมู่บ้านละห้าสิบครัวเรือน แต่งบประมาณเท่าเดิมนะ แถมยังต้องจ่ายภาษีเพิ่มขึ้นด้วย”
กฏของแคว้นสัตตบรรณมีอยู่ว่า ครอบครัวใดที่ไร้สมาชิกรับราชการ หรือผิดนัดชำระภาษีตามอัตราที่กำหนดเกินสองครั้ง จะต้องย้ายออกจากเมืองหลวงไปอยู่หมู่บ้านตามหัวเมืองต่าง ๆ ซึ่งได้แก่ เมืองอัมพันทางทิศเหนือ เมืองอัมพวาทางทิศตะวันตก เมืองอัมพรทางทิศตะวันออก และเมืองอัมพุทางทิศใต้ แต่ละเมืองจัดแบ่งหมู่บ้านออกเป็สามชั้น คือ ชั้นเอก ชั้นโท และชั้นตรี ตามความสามารถในการปั้นเด็กเข้าเรียนสำนักเตรียมศึกษาในเมืองหลวง
หมู่บ้านที่มีลูกบ้านสอบเข้าสำนักเตรียมศึกษาได้สามคนติดต่อกันห้าปี จะได้สถานะเป็หมู่บ้านชั้นเอก หมู่บ้านใดที่มีเด็กสอบติดสามคนติดต่อกันสามปีจะเป็หมู่บ้านชั้นโท ต่ำกว่านี้จะมีสถานะเป็แค่หมู่บ้านชั้นตรี
ดังนั้นหมู่บ้านชงโคและหมู่บ้านไผ่ตงที่ไม่มีใครสอบติดสำนักเตรียมศึกษามาหลายปีแล้วจึงมีสถานะเป็หมู่บ้านชั้นตรีที่ไม่ค่อยได้รับการเหลียวแลจากทางการ
ทว่าสถานะของหมู่บ้านเปลี่ยนแปลงได้ หากหมู่บ้านชั้นเอกและชั้นโทปั้นเด็กเข้าสำนักเตรียมศึกษาต่ำกว่าเกณฑ์เกินสามปีจะถูกลดสถานะลงมาเป็หมู่บ้านชั้นตรี และถูกตัดงบประมาณ แต่ยังต้องจ่ายภาษีเท่าเดิม เว้นแต่ยังมีสมาชิกในหมู่บ้านรับราชการระดับหัวหน้าอยู่ในกรมใดกรมหนึ่งของหลวงถึงจะคงสถานะของหมู่บ้านนั้นไว้ได้
“เหตุใดคราวนี้พวกเขาถึงเลือกมาอยู่หมู่บ้านห่างไกลความเจริญล่ะ” ผู้เฒ่าเทียนสงสัย
ปกติผู้ที่ต้องย้ายถิ่นจะมีสิทธิ์เลือกหมู่บ้านที่้าไปลงหลักปักฐาน และไม่เคยมีใครคิดจะเลือกไปอยู่หมู่บ้านชั้นตรีที่ห่างไกลความเจริญเลย หลายปีที่ผ่านมาหมู่บ้านชงโคและหมู่บ้านไผ่ตงจึงปราศจากคนย้ายถิ่นมาอยู่อาศัย
“ข่าวว่าปีนี้พวกเขาไม่ได้เลือก แต่ถูกจัดส่งให้มาอยู่ที่หมู่บ้านของเราเลย” ผู้เฒ่าทองตอบพลางยกมือลูบหยดน้ำฝนที่ร่วงจากใบไม้ออกจากศีรษะไร้เส้นผม
“มาจากเมืองหลวงงั้นรึ” ผู้เฒ่าเทียนครุ่นคิด คนในเมืองอำนรรฆส่วนใหญ่เป็พวกถือตน การจับย้ายมาอยู่ในถิ่นที่ห่างไกลความเจริญเช่นนี้ พวกเขาจะไม่คิดว่าเป็การหยามเกียรติกันหรอกหรือ “เหตุใดทางการจึงทำเช่นนั้น”
“ก็หมู่บ้านชั้นเอกกับชั้นโทรวมตัวกันปฏิเสธคนเพิ่มน่ะสิ พวกเขาร้องเรียนว่ามีคนย้ายมาอยู่เยอะจนชักจะแออัดแล้ว ทางการเลยต้องจัดส่งไปตามหมู่บ้านที่ไม่ค่อยมีใครเลือกไปอยู่”
“บริหารบ้านเมืองกันแบบไหนเนี่ย ทำยังกับหมู่บ้านของเราเป็ที่ทิ้งขยะอย่างนั้นแหละ บ้าชะมัด !” พูดแล้ว ผู้เฒ่าเทียนก็จิบน้ำตะไคร้ดับโมโห แต่กลิ่นหอมของมันกลับไม่ช่วยอะไรเลย “ไม่ยุติธรรม คนมากก็ควรจ่ายงบเพิ่ม หากไม่้าให้เงินเพิ่มก็ควรลดภาษี แต่นี่ไม่ให้แล้วยังเอาอีก ขูดรีดกันชัด ๆ !”
“เฮ่อ โวยวายไปก็เท่านั้น” พูดจบ ชายชราศีรษะโล้นก็หยิบขนมตาล ที่ผู้เฒ่าเทียนสั่งมาหนึ่งจาน ขึ้นมากัดด้วยสีหน้าเรียบเฉยราวกับชินชากับการปกครองเช่นนี้แล้ว
หลังจากนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง สีหน้าเปี่ยมโทสะของผู้เฒ่าเทียนก็เปลี่ยนไป และเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เย็นลง “แต่จะว่าไป วิกฤตนี้อาจเป็โอกาสของเราก็ได้"
“โอกาสอะไรกัน ปัญหาใหญ่สิไม่ว่า” ผู้เฒ่าทองเอ่ยทั้งที่ยังเคี้ยวไม่หมด “ยิ่งคนเยอะก็ยิ่งมากความ ไม่เห็นจะมีโอกาสอะไรเลย”
“ท่านลองคิดดูดี ๆ นะ คนที่มาจากเมืองหลวงได้รับการศึกษาที่ดี ๆ ทั้งนั้น พวกเขาต้องมีความสามารถในการอบรมบุตรหลานที่จะเกิดในอนาคตให้เก่งกาจได้แน่ เพื่อจะกลับสู่เมืองหลวงอีกครั้ง”
“อืม” ผู้เฒ่าทองเริ่มคล้อยตาม “ท่านหมายความว่า เราอาจมีหวังที่จะปั้นเด็กเขาสำนักเตรียมศึกษาได้ตามเกณฑ์ที่หลวงกำหนดจากเด็ก ๆ ที่เกิดในครอบครัวของคนพวกนี้สินะ” เขาจิบน้ำอบเชยคำหนึ่งแล้วเอ่ยต่อ “ถึงจะมีความหวังขึ้นมาบ้าง แต่ก็ยังริบหรี่อยู่ดีสำหรับการปั้นเด็กให้สอบติดสามคนติดกันสามปี ถ้าเรายังไม่มีสำนักศึกษาสำหรับเด็กก่อนวัยเรียน”
ผู้เฒ่าเทียนคิดตาม แล้วเอ่ยว่า “เอาน่า ขอให้ติดสักคนสองคนเถอะ อย่างน้อยก็ยังมีลุ้น หลังจากพวกเขาเรียนในสำนักเตรียมศึกษาครบเก้าปีแล้ว อาจมีสักคนที่สอบติดสำนักจตุรธาตุ และได้รับเลือกเป็ศิษย์เอกของเ้าสำนัก ถึงเวลานั้นหมู่บ้านของท่านหรือของข้าก็จะได้สถานะเป็หมู่บ้านชั้นเอกทันที”
“หึ ! ท่านไม่รู้หรือยังไง ั้แ่ท่านเ้าสำนักจตุรธาตุเข้ารับตำแหน่งยังไม่เคยรับศิษย์เอกเลย” เอ่ยจบ ผู้เฒ่าทองก็จิบน้ำอบเชยอีกคำ
“อย่าเพิ่งถอดใจ เป็ศิษย์เ้าสำนักไม่ได้ จะเป็ศิษย์รองเ้าสำนักก็ดีเช่นกัน อย่างน้อยก็ได้เลื่อนสถานะเป็หมู่บ้านชั้นโท” ผู้เฒ่าเทียนยกน้ำตะไคร้ขึ้นมาจิบบ้าง
“เอาเถอะ คิดอย่างท่านก็ได้ อย่างน้อยก็ยังพอมีความหวังให้ชุ่มชื่นหัวใจบ้าง”
พอความเงียบครอบงำโต๊ะสองที่นั่ง ผู้เฒ่าทองก็หยิบขนมตาลขึ้นมากัดอีกคำ ความหอมหวานของขนมที่ปรุงเสร็จใหม่ ๆ ทำให้นึกเื่ที่จะทำลายความเงียบขึ้นมาได้
“ว่าแต่ หมู่บ้านของท่านมีเด็กเกิดในยามอุบากองหรือไม่”
“มี”
“หา !” คนที่ถามอุทานปากกว้างจนเห็นขนมตาลที่ยังเคี้ยวค้างอยู่
“แต่ตายแล้ว” ผู้เฒ่าเทียนเลือกบอกความจริงเพียงครึ่งเดียว เพื่อความปลอดภัยของเด็กทารก ยิ่งคนรู้น้อยเท่าไหร่ ชีวิตของเมฆก็มีอันตรายน้อยลงเท่านั้น
“อ้าว !” สีหน้าสลดลงทันตาเห็น ก่อนจะเอ่ยอย่างหงุดหงิด “ข้าคิดว่าจะฝากผีฝากไข้กับหมู่บ้านท่านเสียหน่อย”
ฟังจากสหายที่กำลังเคี้ยวขนมตาลพูดแล้ว ผู้เฒ่าเทียนก็เดาได้ว่าหมู่บ้านไผ่ตงไม่มีเด็กเกิดในยามนั้น
“ยังมีเื่ใดอีกหรือไม่” ผู้เฒ่าเทียนเริ่มหยิบขนมตาลเข้าปากบ้าง
ผู้เฒ่าทองส่ายหน้า แล้วเอ่ยเสริมว่า “ตอนนี้ก็แค่รอสาส์นจากท่านเ้าเมืองมาแจ้งเื่ผู้ย้ายถิ่น เราคงจะมีเื่วุ่นวายให้จัดการกันเยอะเลยล่ะ”
แล้วพวกเขาก็กินขนมตาลกันต่อ พอเหลือชิ้นสุดท้าย ผู้เฒ่าเทียนก็เอ่ยคำลาจากไปก่อน ปล่อยให้หัวหน้าหมู่บ้านไผ่ตงเป็คนจ่ายเงินตามมารยาททางสังคมที่กำหนดไว้ว่า ‘ผู้ใดมาช้ากว่าเวลานัด ผู้นั้นต้องเป็เ้ามือ เพื่อเป็การขอโทษ’