บทที่ 4 ผมกับคนประหลาด
“คุณชายน้อย เป็อะไรหรือไม่” ลู่เอินสะดุ้งโหยง เมื่อบุรุษทรงโจรทั้งสองเข้าประชิดตัว มองทั้งสองคนด้านหน้าจากตรงนี้ทำให้มองเห็นแผลเป็ของทั้งคู่ได้อย่างชัดเจน คนหนึ่งมีแผลเป็ เป็ทางยาวอยู่ตรงแก้ม รูปร่างสูงใหญ่ใบหน้าปกคลุมไปด้วยหนวดเครายาวเฟื้อยอายุอานามน่าจะยังอยู่ในวัยฉกรรจ์ ส่วนอีกคนมีแผลเป็อยู่ใต้ตาน่าจะมีอายุน้อยกว่าคนแรกพอสมควร รูปร่างสูงใหญ่ยิ่งกว่าคนก่อนหน้าอีกทำให้ลู่เอินเผลอคิดว่า ตนเองกำลังเผชิญหน้ากับั์ไททันอย่างไรอย่างนั้น แล้วที่สำคัญคือกระบี่ที่เหน็บเอาไว้ที่ข้างเอวของคนทั้งคู่!
ใบหน้าโเี้แย้มรอยยิ้มอย่างไม่เป็ธรรมชาติมายังตนจนััได้ ประกายตามีเลศนัยบางอย่างปรากฎให้เห็นเด่นชัดจนลู่เอินนึกกลัวเผลอก้าวถอยหลังออกไปอย่างไม่สบายใจ
ทำอย่างไงดีน้องชายของเขาก็ยังไม่กลับมาสักคน จะให้ยืนอึดอัดอยู่ตรงนี้ต่อไปเขาก็คงทำไม่ได้
“ว่าอย่างไรคุณชายน้อย” คราวนี้คนที่เหมือนไททันเป็คนถามขึ้นบ้าง ทำเอาลู่เอินแทบหัวหดไม่ใช่แค่ตัวที่ใหญ่ั์ แม้แต่เสียงก็ยังฟังดูน่าหวาดหวั่น เขาที่วันๆ เอาแต่ทำอาหารอยู่ในครัว หากมีเื่มีราวกันขึ้นมาจริงๆ ไฉนเลยจะสู้ตนจะสู้ได้
“มะ..ไม่เป็อันใดแล้วขอรับ ขอบคุณท่านทั้งสองมากที่ช่วยเหลือ” ลู่เอินเหงื่อตก มือน้อยกำชายเสื้อตนเองจนขึ้นข้อขาวเมื่อคนทั้งสองยังเอาแต่จ้องเขม็งมายังตนไม่หยุด
“ถ้าอย่างนั้นข้าขอตัวก่อนนะขอรับ ไว้มีโอกาสข้าจะตอบแทนพวกท่านอย่างแน่นอน” ลู่เอินทำท่าจะเดินเลี่ยงออกไปจากสถานการณ์อันน่ากระอักกระอ่วน แต่ชายร่างใหญ่ทั้งสองก็ไม่ยอมรามือ เอ่ยรั้งเขาไว้ด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้อ่อนโยนมากที่สุดเยี่ยงโจรลักพาตัว
“คุณชายน้อยเพิ่งมาที่นี่เป็ครั้งแรก จะไม่ดีกว่าหรือขอรับถ้าให้พวกเราเป็คนนำทางให้” แล้วพวกท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้ามาที่นี่เป็ครั้งแรก พวกท่านตามข้ามาตลอดใช่หรือไม่ ไม่ได้แล้ว สถานการณ์แบบนี้ไม่ดีแน่
คิ้วสวยขมวดมุ่นเมื่อได้ยินดังนั้น รับรู้ได้ถึงสถานการณ์ที่ไม่ปกติที่ตนกำลังเผชิญอยู่ หัวเล็กพยายามเค้นหาทางออกที่ดีที่สุดให้แก่ตนเอง
“ไม่รบกวนพวกท่านดีกว่าขอรับ” ถึงแม้นในใจจะระแวงไปหมดแต่ลู่เอินก็สงวนท่าทีไว้แล้วบอกปัดไปอย่างสุภาพแล้วหันหลังสับเท้าเดินออกไปอย่างรวดเร็วแต่ยังคงไว้ซึ่งท่วงท่าสง่างาม
แค่กะพริบตาไม่กี่ทีชายร่างใหญ่ทั้งสองก็เห็นเพียงแผ่นหลังเล็กอยู่ห่างออกไปไกลลิบของเด็กน้อย โอกาสที่พวกมันเฝ้ารอมาเนิ่นนานหลุดลอยไปเสียแล้ว
“แฮ่กๆๆๆ หนีพ้นสักที”
กว่าจะแน่ใจว่าหนีพ้นก็ทำเอาลู่เอินหอบแฮกเหงื่อผุดขึ้นตามกรอบหน้าเต็มไปหมด พอหันมองซ้ายมองขวาไม่เห็นใครก็โล่งใจไปเปลาะหนึ่ง แต่โล่งใจได้ไม่นานเขาก็ต้องหน้าซีดเผือดเมื่อเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตัวเองกำลังหลงทางเข้าให้แล้ว
ที่นี่เป็เพียงซอยแคบๆ ที่ไม่มีคนเลยสักคน แต่จะให้กลับไปทางเดิมเห็นทีคงจะไม่ดีแน่ ลู่เอินจึงตัดสินใจเลือกเดินเข้าไปหนึ่งในทางสี่ทางนั้น
เขาเดินตามทางมาเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ออกมาจากตรอกมืดพวกนั้นเสียที แต่ภาพที่เห็นตรงหน้าก็ไม่ได้ทำให้ เขาใจชื้นขึ้นมาเลยสักนิด ในเมื่อที่นี่เป็ที่ไหนก็ไม่รู้แต่ที่แน่ๆ มันไม่ใช่ในตลาดหรือในเมืองตามที่เขาคาดการณ์ไว้เลย!
ด้านหน้าของลู่เอินเหมือนจะเป็ร้านขายของอะไรสักอย่างขนาดเล็กที่ไม่มีคนอยู่เลย สภาพร้านที่ดูเก่าทรุดโทรมทำให้เขากลัวขึ้นมาหน่อยๆ แต่ขาก็ยังไม่หยุดที่จะเดินเข้าไปใกล้ มันเหมือนมีแรงดึงดูดอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาอยากเข้าไปในร้านนั้นให้ได้ พอเดินเข้ามาในร้านลู่เอินก็ต้องแปลกใจเมื่อในร้านสะอาดกว่าที่เขาคิด ไม่มีฝุ่น ไม่มีหยากไย่ หรือแม้แต่พวกแมลงสาบจิ้งจกหรือแมงมุมอยู่เลยสักตัว
ภายในร้านมีเพียงชั้นวางของที่ว่างเปล่ากับโต๊ะคิดเงินเพียงตัวเดียวและยังไร้วี่แววของเ้าของร้าน ลมด้านนอกพัดโชยเข้ามาหอบเอากลิ่นหอมอ่อนๆ กระจายไปทั่วทั้งร้าน เส้นผมเงางามของเขาปลิวไสวไปตามแรงลมสูดเอากลิ่นหอมเข้าไปจนเต็มปอดยอมรับเลยว่ากลิ่นนี่ดีมาก ถูกใจเขาเป็อย่างยิ่ง
ลู่เอินหลับตาพริ้มอย่างผ่อนคลาย แล้วก็ต้องลืมตาขึ้นมาอีกครั้งเมื่อรู้สึกเหมือนถูกใครสักคนกำลังจ้องมองมาที่เขาอยู่
ใบหน้าเหี่ยวย่นขาวซีดกับผมสีขาวโพลนคือภาพแรกที่เขาเห็นหลังจากลืมตาขึ้น กำลังใช้ดวงตาจ้องเขม็งมายังเขาด้วยความสนใจ ยิ่งเห็นลู่เอินมองกลับด้วยความตกตะลึงใบหน้าเหี่ยวย่นก็ยิ่งแสยะยิ้มกว้างจนน่าหวาดผวา
“อ๊ากกกกกกกกกก...!”
เสียงร้องด้วยความหวาดกลัวดังขึ้นลั่นร้าน ลู่เอินหันหลังพยายามวิ่งออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุดแต่สักพักเขากลับรู้สึกเหมือนตัวเองชนเข้ากับอะไรสักอย่างจนล้มลงไป ก่อนสติที่มีเพียงน้อยนิดอยู่แล้วจะดับวูบลงสู่ความมืดมิด
อีกด้านหนึ่ง
“เ้าพบนายน้อยลู่เอินหรือไม่” บุรุษเครายาวพูดด้วยน้ำเสียงร้อนรนอย่างเป็กังวล
“ไม่พบขอรับพี่จาง ดูเหมือนนายน้อยจะกลัวอะไรบางอย่างจนหนีเตลิดไปเสียแล้ว” ชายร่างั์ที่ลู่เอินแอบตั้งฉายาในใจว่าไททันเอ่ยตอบอีกคนที่ดูกังวลไม่แพ้กัน
“ข้าก็คิดเช่นนั้น ผู้ใดกันที่บังอาจมาทำให้นายน้อยกลัวเช่นนี้ ข้าอุตส่าห์ได้พูดคุยกับนายน้อยแล้วเชียว!” ชายเครายาวผู้นี้มีนามว่าจางหย่ง เขาได้รับมอบหมายให้มาทำหน้าที่ติดตามดูแลคนบ้านหลี่มานานปี ั้แ่คุณชายลู่เอินตัวน้อยจะเกิดซะอีก แต่อันที่จริงจางหย่งเองก็ไม่เคยปรากฏตัวต่อหน้านายน้อยทั้งสี่คนเลย ไม่ใช่เื่แปลกที่นายน้อยลู่เอินจะไม่รู้จักเขา
“นั่นสิขอรับ ถ้านายน้อยไม่วิ่งหนีไป ป่านนี้เราคงได้เดินตลาดเป็เพื่อนนายน้อยไปแล้ว” ชายร่างไททันที่มีชื่อจริงๆ ว่าจางเหว่ยพูดขึ้นมาอย่างเสียดายอย่างไม่คิดปิดบัง ตัวจางเหว่ยเองก็ติดตามนายน้อยคนนี้มาั้แ่ยังไม่เกิดด้วยซ้ำเช่นกัน คอยดูแลปกป้องนายน้อยอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ มาตลอด
จนเมื่อบิดามารดาของพวกนายน้อยสิ้นพวกเขาจึงได้รับอนุญาตให้เข้าใกล้นายน้อยได้มากขึ้นเพื่อความปลอดภัย สำหรับนายน้อยคนอื่นๆ พวกเขาอาจจะเคยพูดคุยหรือช่วยเหลืออะไรอยู่บ้าง แต่กับนายน้อยลู่เอินที่เป็คนเก็บตัวไม่ค่อยออกจากบ้านด้วยซ้ำ นี่จึงเป็ครั้งแรกที่พวกเขามีโอกาสได้พูดคุยกับนายน้อยลู่ แต่อีกคนดันกลัวอะไรสักอย่างจนหนีพวกเขาไปซะก่อน พูดแล้วก็เจ็บใจนัก!
“ค่อยดูเถอะ ถ้าข้ารู้ว่าผู้ใดเป็คนทำให้นายน้อยกลัวเช่นนั้น ข้าจะจับมันมาอดอาหารซักเจ็ดวัน!” ทั้งสองยืนกำหมัดแน่น ในใจก็คิดแต่ว่าจะต้องแก้แค้นคนที่ทำให้พวกมันไม่ได้คุยกับนายน้อยลู่ให้จงได้!
“พี่รองๆ ท่านเจอพี่ใหญ่หรือไม่ ข้าเดินหาเกือบทุกร้านแต่กลับไม่เจอพี่ใหญ่เลย” จางหย่งกับจางเหว่ยหันหน้ามาตามเสียงที่คุ้นเคยพบว่าเป็นายน้อยหยางเฉียงนายน้อยจิ๋นสือและนายน้อยฮุ่ยิกำลังยืนคุยกันอยู่ จากที่ยืนฟังอยู่ตรงนี้ทำให้รู้ได้ทันทีว่ากำลังตามหานายน้อยลู่เอินอยู่
“ข้าก็ไม่เจอเช่นกัน จิ๋นสือข้าให้เ้าดูแลพี่ใหญ่ไม่ใช่หรือ ทำไมถึงเป็เช่นนี้ไปได้” แม้แต่พวกนายน้อยหยางเฉียงยังตามหาไม่เจอ สงสัยเื่นี้คงเป็เื่ใหญ่เข้าแล้วล่ะ พวกเขาต้องรีบไปบอกนายท่าน!
“พี่ใหญ่กินขนมแล้วเกิดติดคอขึ้นมา ข้าเลยรีบวิ่งไปหาน้ำมาให้ ไม่คิดว่าพอมาถึงพี่ใหญ่จะไม่อยู่ที่นี่แล้ว” จิ๋นสือพูดขึ้นมาด้วยความรู้สึกผิด ถ้าหากว่าตอนนั้นเขาใจเย็นมากกว่านี้พี่ใหญ่ก็คงไม่คลาดสายตาไป
“แล้วจะทำยังไงกันดีขอรับ นี่เราก็หากันจนทั่วแล้ว” ฮุ่ยิที่ตามหาพี่ชายเกือบทุกซอกทุกมุมแล้วแต่ยังหาไม่การเจอรู้สึกเป็ห่วงอย่างมาก
“ข้าสอบถามพ่อค้าแม่ค้าที่อยู่แถวนี้ ได้ความว่ามีคนเห็นพี่ใหญ่คุยกับบุรุษสองคนแล้ววิ่งเตลิดออกไปที่ใดก็ไม่รู้” แค่ได้ยินว่ามีบุรุษเข้ามาพูดคุยกับพี่ชายของเขาก็ทำเอาจิ๋นสือโกรธมากพอเเล้วแต่นี่ยังทำให้พี่ใหญ่หายตัวไปอีก ถ้าเขารู้ว่าพวกนั้นเป็ใครเขาจะไม่ปล่อยมันเอาไว้เด็ดขาด!
“ถ้าอย่างนั้นเราควรหาตัวพี่ใหญ่อีกสักรอบ แต่ควรหาในบริเวณที่กว้างขึ้น” หยางเฉียงเป็คนสรุป ถ้าหากว่าพี่ใหญ่วิ่งเตลิดออกไปจริงแสดงว่าพี่ใหญ่คงไม่ได้อยู่แถวนี้และอาจจะไม่ได้อยู่ในตลาดแล้วก็เป็ได้
“ถ้าอย่างนั้นข้าจะไปหาฝั่งทิศตะวันตก” จิ๋นสืออาสา ในใจนึกเป็ห่วงพี่ชายตัวน้อยของตนยิ่งนัก แม้นจะชอบพูดจาร้ายกาจใส่พี่ชาย แต่ที่ทำไปทั้งหมดก็เป็เพียงการเรียกร้องความสนใจจากพี่เท่านั้น พอเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นซ้ำตนยังเป็คนสุดท้ายที่อยู่กับพี่ใหญ่ก็อดที่จะนึกโทษตนเองไม่ได้
“ดี งั้นข้าจะหาทางทิศตะวันออก แล้วอย่าโทษตนเองเสียล่ะเื่เช่นนี้ใช่ว่าผู้ใดอยากจะให้เกิดขึ้นเสียหน่อย ส่วนฮุ่ยิเ้าจงไปแจ้งมือปราบเสียว่าให้ช่วยตามหาคนหาย”
“ได้ขอรับพี่รอง”
แล้วทั้งสองก็ออกตามหาพี่ใหญ่จอมหลงทางของตนอีกครั้งท่ามกลางแสงแดดที่ร้อนระอุ จิ๋นสือที่แยกตัวออกไปหาตามทางที่ตกลงกันไว้วิ่งออกไปด้วยความรวดเร็ว สัญญากับตนเองในใจว่าจะไม่ให้เื่เช่นนี้เกิดขึ้นอีก
ปัง!
“เ้าว่าอย่างไรนะ ลู่เอินหายตัวไป! พวกเ้าทำงานกันประสาอะไรคนทั้งคนพวกเ้าปล่อยให้หายกันไปได้อย่างไร!” ชายชราที่ท่าทางยังคงแข็งแรงอยู่ ทุบโต๊ะอาหารในห้องส่วนตัวของโรงเตี๊ยมดังสนั่นด้วยความโกรธ
“พวกเราผิดไปแล้วนายท่าน พวกเราดูแลนายน้อยไม่ดีเองขอรับ!” สายตาเย็นเยียบของพยัคฆ์เฒ่าตวัดมองคนพูดอย่างฉุนเฉียว เขาอุตส่าห์เดินทางจากเมืองหลวงตั้งหลายวันเพื่อมาเจอเด็กพวกนั้นที่ในหนึ่งเดือนจะมีเพียงครั้งเดียว แต่คนพวกนี้กลับทำเสียเื่แถมลู่เอินผู้น่ารักของเขายังหายตัวไป ไม่รู้ป่านนี้จะเป็อย่างไรบ้าง! “ดี..ดีมาก ถ้าอย่างนั้นพวกเ้าก็จงไสหัวออกไปตามหาลู่เอินให้เจอ ถ้าหาไม่พบก็ไม่ต้องไสหัวกลับมา!”
“ขอรับ!” เมื่อเห็นเ้านายอารมณ์เสียขนาดนั้นจางหย่งกับจางเหว่ยยิ่งรู้สึกผิดมากขึ้นไปอีกเท่าตัว ทั้งๆ ที่ชายชราไว้ใจพวกเขาให้ดูแลสิ่งสำคัญแท้ๆ แต่พวกเขากลับทำหายไป ถ้าพวกเขาหาตัวนายน้อยลู่ไม่เจอพวกเขาก็ไม่มีหน้ามาพบนายท่านแล้วเช่นกัน
“พวกเ้าก็ด้วย ไปตามหาลู่เอินให้เจอ” ชายชราสั่งทหารองครักษ์ที่อยู่รอบกายทั้งหมดให้ออกตามหาลู่เอินผู้น่ารักของเขาอีกแรง ส่วนตนเองก็ไม่นิ่งดูดายสั่งให้หนึ่งในองครักษ์ไปแจ้งกับมือปราบแล้วตนเองก็เดินออกไปตามหาลู่เอินพร้อมกับคนคุ้มกันที่สนิทเพียงหนึ่งคนเท่านั้น
“อือ”
ร่างเล็กที่ทุกคนกำลังตามหาอยู่ตอนนี้ กำลังงัวเงียตื่น ความเจ็บจี๊ดแล่นเข้ามาที่ศีรษะจนปวดตุบๆ ลู่เอินใช้มือคลึงขมับและต้องนิ่วหน้าจากความเจ็บที่ได้รับ
“เ้าตื่นแล้วหรือ” ร่างน้อยสะดุ้งโหยงจากเสียงแหลมเล็กที่ดังมาจากโต๊ะคิดเงิน ลู่เอินก้มหน้าต่ำไม่กล้าหันหน้าขึ้นไปมองที่ตรงนั้น อย่างไรเสียตนก็ได้ซึมซับความเชื่อจากผู้คนในความทรงจำจากอดีตชาติมาไม่น้อย เื่เหนือธรรมชาติอย่างผีสางนางไม้เช่นนี้ตัวลู่เอินเองก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งเช่นกัน พอเจอกับตัวเองจึงได้แต่ตัวแข็งทื่อทำอะไรไม่ถูกอย่างเช่นตอนนี้
ตุบ!
“เ้าเด็กนี่ เงยหน้าขึ้นมามองข้าเดี๋ยวนี้ ไม่เช่นนั้นข้าจะหักคอเ้าทิ้งซะ!” หมอนใบงามหล่นตุบลงตรงหน้าอย่างไม่ทันตั้งตัวแต่หาได้ทำให้ลู่เอินใเท่ากับประโยคที่เอ่ยกับตน
เด็กน้อยรีบเงยทันควันเพราะกลัวกับคำขู่ว่าจะหักคอเขา ถึงจะเคยสัมผัศกับความตายมาแล้วแต่เขาก็ไม่อยากตายอีกรอบหรอกนะ
“เห็นแล้วใช่หรือไม่ ว่าข้ามิใช่ผีสาง” ภาพระยะกว้างทำให้ความน่ากลัวของหญิงชราลดน้อยลง อีกฝ่ายเป็หญิงชราที่แต่งตัวด้วยชุดเสื้อผ้าเนื้อดีผิดกลับร้านหลังนี้ลิบลับ แถมยังดูตัวกลมดิ๊กยิ่งเมื่อนั่งลงอยู่บนโต๊ะคิดเงิน ใช่! นั่งอยู่บนโต๊ะคิดเงิน
“เ้าจะนั่งอยู่ตรงนั้นอีกนานหรือไม่ ข้าอุ้มเ้าขึ้นมานั่งบนเก้าอี้ไม่ไหวหรอกนะ”
“เอ่อ ท่านยาย ท่านไม่ใช่ภูตผีใช่หรือไม่” ลู่เอินมองอย่างหวาดระแวงและยังไม่ยอมลุกไปนั่งดีๆ ที่เก้าอี้
“ก็ใช่น่ะสิเ้าเด็กคนนี้นี่”
“แต่..แต่ว่าตอนข้าเข้ามาในร้านข้าไม่เห็นใครเลยแล้วจู่ๆ ท่านยายก็โผล่เข้ามา ละ..แล้วตอนที่ข้ากำลังวิ่งออก ไปจากร้านจู่ๆ ก็สลบลงไปอีกล่ะ ไหนจะกลิ่นหอมๆ นั่นอีก” ลู่เอินยังจำความรู้สึกเจ็บจี๊ดที่หัวได้ บางครั้งอาจจะเป็เพราะกลิ่นหอมๆ นั่นก็ได้ที่เป็สาเหตุทำให้ตนหมดสติไป
“เ้าเลิกเพ้อเจ้อได้แล้วเด็กน้อย ข้าก็นั่งอยู่ที่เก้าอี้หลังโต๊ะมาตลอด ชู่! เ้าอย่าเพิ่งเถียง! ถ้าเ้ามองดูข้า ดีๆ เ้าจะเห็นว่าข้าตัวเล็กมากเพียงใดนั่งอยู่ตรงนั้นหัวของข้าสูงไมถึงขอบโต๊ะเลยด้วยซ้ำ พอข้าเห็นว่ามีลูกค้ามาจึงปีนโต๊ะขึ้นมาดูเพียงแค่นั้น ส่วนกลิ่นหอมที่เ้าได้กลิ่นเป็กลิ่นของธูปหอม และอย่างสุดท้ายที่เ้าสลบไปเป็เพราะวิ่งชนประตูเองต่างหากเล่า” ลู่เอินนั่งฟังหญิงชราพูดออกมายาวเหยียดมองคนกำลังรินน้ำชาขึ้นมาจิบตาปริบๆ มิน่าเล่าทำไมเขาถึงยังนอนอยู่ตรงหน้าประตูรู้สึกเจ็บที่หัวแปลกๆ ที่แท้ก็วิ่งชนประตูนี่เองเด็กชายก้มหน้างุดด้วยความเขินอายที่คิดไปเองคนเดียวจนทำให้ท่านยายตรงหน้าเสียเวลากับตนเช่นนี้
“ข้าต้องขอโทษท่านยายด้วยขอรับที่เสียมารยาท…” ลู่เอินช้อนตามองหญิงชราอย่างกล้าๆ กลัว ด้วยเกรงว่าที่ตนเผลอทำตัวเสียมารยาทไปจะทำให้ท่านยายขุ่นเคืองใจจนทำให้ไม่ชอบตนเองขึ้นมา
“ช่างมันเถอะๆ ว่าแต่เ้ามาที่นี่อยากจะซื้ออะไรล่ะ” หญิงชราใจอ่อนยวบเมื่อสบเข้ากลับดวงตาใสแป๋วกลมโตที่มองมายังตนอย่างกับจะร้องไห้ออกมาเสียให้ได้ เด็กน้อยคนนี้คงกลัวว่านางจะโกรธกระมังแต่กลับหารู้ไม่ว่านอกจากนางจะไม่นึกขุ่นเคืองอันใดยังนึกเอ็นดูหนูน้อยผู้นี้เสียด้วยซ้ำ ผู้เฒ่าผู้แก่ตัวคนเดียวเช่นนางเมื่อมีเด็กตัวเล็กมาให้ได้พูดคุยจึงพอได้คลายความว้าเหว่ได้บ้าง
“ข้าขอถามท่านยายได้หรือไม่ว่าท่านยายขายสิ่งบ้าง” เพราะั้แ่เข้ามาในร้านนอกจากชั้นวางของที่ว่างเปล่ากับโต๊ะคิดเงิน เขาก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรที่ไหนอีกสักอย่าง
“ข้าน่ะหรือ ข้าขายหมดทุกอย่างนั่นแหละ แล้วแต่ว่าเ้าอยากซื้ออะไร” แต่หญิงชรากับพูดขึ้นมาด้วยแววตาจริงจัง จนลู่เอินเริ่มไขว้เขว บางครั้งร้านนี้อาจจะมีของที่เขา้าก็ได้ เขาอาจจะมีความแมรี่ซูเหมือนพวกตัวเอกที่ทะลุมิติมาก็เป็ได้
“ท่านยายมียีสต์ขายหรือไม่ขอรับ ข้าจะเอาไปทำของว่างให้น้องชายกิน” จึงตัดสินใจพูดความ้าของตัวเองออกไป เขายังจำความรู้สึกที่กินขนมจันทร์เต็มดวงอะไรนั่นเข้าไปได้อยู่เลย ทั้งแข็งกระด้างไม่มีความนุ่มฟูเลยสักนิด ถ้าได้ยีสต์มาลู่เอินสัญญาเลยว่าจะไม่ให้น้องเขาต้องไปกินของแบบนั้นอีกถ้าเขายังอยู่
“ยีดงั้นหรือ ข้าไม่เคยได้ยินชื่อมันเลย เ้าพอจะบอกลักษณะของมันได้หรือไม่”
“ขอรับ ในสมัยนี้มันน่าจะได้มาจากฟองเหล้า ถ้าใส่เข้าไปในแป้งจะทำให้นุ่มและฟูขึ้นขอรับท่านยาย” ลู่เอินอธิบายพร้อมยกไม้ยกมือขึ้นทำท่าทางประกอบ ซึ่งกิริยาน่ารักน่าเอ็นดูนั่นเรียกร้อยยิ้มของเ้าของร้านได้ไม่น้อย
“เป็เช่นนั้น เดี๋ยวข้าจะลองหาให้เ้าดู” แล้วหญิงชราก็ะโลงจากโต๊ะ แล้วมุดลงไปด้านล่างของโต๊ะอีกที แว่วได้ยินเสียงก๊อกแก๊กเหมือนอะไรหัก ก่อนจะโผล่ขึ้นมาบนโต๊ะพร้อมกับคนโทที่ใส่อะไรบางอย่างอยู่ “เป็สิ่งนี้ใช่หรือไม่”
“ใช่แล้วขอรับ! ขอบคุณท่านยายมากจริงๆ” ลู่เอินรับคนโทมาไว้ในมือ เทของด้านในใส่มือเล็กน้อยแล้วลองสูดดมดู พบว่าสิ่งนี่มันใช่เลย! ใช่ของที่เขาตามหาแน่ๆ
“ไม่ทราบว่าราคาเท่าไหร่หรือขอรับ”
“อืม…เ้าบอกว่าจะเอาไปทำขนมใช่หรือไม่ ถ้าอย่างนั้นก็แบ่งมาให้ข้าสักเล็กน้อยก็แล้วกัน” หญิงชราบอกกับเด็กน้อยอย่างใจกว้าง อย่างน้อยๆ หากเป็เช่นนี้ตนก็จะได้เจอกับเด็กน้อยอีกครั้ง บ้านหลังนี้ขาดคนมาเยือนนานเกินไปเสียแล้ว
“ข้าว่ามันไม่ดีหรอกขอรับท่านยาย ข้าว่า…” ลู่เอินจะกล่าวแย้ง แต่หญิงชราก็พูดขัดขึ้นมาก่อนพร้อมกับเอื้อมมือขึ้นสุดแขนเพื่อจับจูงมือลู่เอินเดินออกไปจากร้าน
“เ้าไม่ต้องเถียง ถือว่าเป็การปลอบขวัญที่ทำให้เ้าใก็แล้วกัน เอาล่ะเ้าออกไปได้แล้ว ป่านนี้คนที่กำลังตามหาเ้าคงเป็ห่วงเ้ากันมากแล้ว”
“ดะ..เดี๋ยวขอรับท่านยาย!”
ไม่น่าเชื่อว่าหญิงชราตัวเล็กจะมีกำลังมามายเพียงนี้ พอลากเขาออกมาโยนไว้นอกร้านหญิงชราก็ปิดประตูดังปัง! เข้าไปทันที ทำไงดีเขายังไม่รู้จักชื่อท่านยายขายทุกอย่างเลยนะ!!!!
TBC
ตอนที่ 4 มาแล้วค่ะ
ในที่สุดต้นขาทองคำต้นก็ออกโรงแล้ว! หวังว่าทุุกคนจะสนุกกับการอ่านนิยายนะคะ