บทที่ 2 กำไลหยก
“ยายหนู”
ในฝันนั้นกู้หลินลุกขึ้นนั่งเมื่อได้ยินเสียงใครบางคนเรียกแล้วมองไปที่ปลายเตียงในความมืดเธอกลับมองเห็นชายชราผู้ขายกำไลหยกเก่าแก่ให้เธอเมื่อวันก่อนใบหน้าเหี่ยวย่นของเขาระบายด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน รอบกายล้อมรอบด้วยแสงเรืองรองสีเขียวอ่อนราวกับหยก
“คุณตา”
หญิงสาวอุทานด้วยความใ ที่จู่ ๆ พ่อค้าชรา ในชาติปัจจุบันมาปรากฏตัวที่นี่
“กำไลนั้น…ไม่ใช่เพียงแค่เครื่องประดับธรรมดาหรอกนะ”
เสียงชายชรากระซิบแ่เบาราวกับเสียงของสายลม
“มันคือสิ่งวิเศษ สามารถบันดาลสิ่งที่เ้าปรารถนาได้ เพียงแต่…จงใช้มันอย่างชาญฉลาด”
ในฝันกู้หลินพยายามจะถามอะไรสักอย่าง แต่ร่างของชายชรากลับค่อย ๆจางหายไปเหลือเพียงแสงเรืองรองสีเขียวอ่อนที่ค่อย ๆสลายไปพร้อมกับความมืดมนที่คืบคลานเข้ามาแทนที่
“แปลกจัง…”
กู้หลินพึมพำเบา ๆ ขณะที่ลืมตาตื่นขึ้นมาในตอนบ่ายแสงแดดอ่อน ๆ ในยามหนาว ที่สาดส่องเข้ามาตามรอยแตกของฝาไม้ในห้องทำให้เธอมองเห็นกำไลหยกสีเขียวมรกตที่ข้อมือด้านซ้ายของตัวเอง
หญิงสาวเบิกตากว้าง มือข้างหนึ่งคว้าหมับไปที่กำไลหยกที่สวมอยู่ที่มืออีกข้าง
“เฮ้ย...มาอยู่ที่นี่ได้ยังไงั้แ่เมื่อไหร่”
กู้หลินลูบไล้กำไลหยกที่ข้อมือของตนเอง ราวกับตรวจสอบว่ามันคือความฝันหรือความจริงเมื่อัักับความเย็นจากกำไลแผ่ซ่านสู่ปลายนิ้วหญิงสาวก็มั่นใจว่านี่คือเื่จริง
“อัศจรรย์มากไปหรือเปล่า ฝันเห็นกำไลหยก ก็ปรากฏกำไลหยก หรือว่า...”
ความฝันเมื่อครู่ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวเธอรู้สึกขบขันกับความคิดที่ว่ากำไลหยกธรรมดา ๆ จะบันดาลสิ่งที่้าได้
“สงสัยจะเป็แค่ฝันไป แต่ถ้าเป็ความฝันทำไมกำไลหยกถึงมาปรากฏที่นี่ได้ล่ะ”
เธอขมวดคิ้วอย่างสงสัยความอยากรู้อยากเห็นอย่างรุนแรงเข้าครอบงำหญิงสาว เธอใช้มือเล็กลูบกำไลที่ข้อมือพร้อมกับลองคิดถึงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่เคยใช้รองท้องในสนามฝึก
“หิวจังเลยอยากกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสักซอง กำไลหยกจะรู้จักหรือเปล่า จะดลบันดาลได้ไหมนะ”
ทันใดนั้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปซองใหญ่ก็ปรากฏขึ้นมาในห้อง
กู้หลินตาโตความขบขันหายไปแทนที่ด้วยความประหลาดใจและความตื่นเต้น จากนั้นเธอทดลองคิดถึงสิ่งอื่นๆ บ้างก็เป็ขนมหวาน บ้างก็เป็ยาพาราเซตามอลและทุกอย่างที่เธอคิดก็ปรากฏขึ้นมาตรงหน้าราวกับ เวทมนตร์
“ความฝันเมื่อครู่...ไม่ใช่แค่ฝันแต่เป็ความจริงกำไลหยกเก่าแก่คือของวิเศษอย่างที่คุณตาคนนั้นบอกไว้จริง ๆ”
กู้หลินนั่งอยู่บนเตียงไม้เก่าปากแดงสดของเธอพึมพำอยู่คนเดียว ใบหน้าเล็กยังซีดเซียว แต่ดวงตากลับเปล่งประกายด้วยความสุขปนกังวล
“จะเอาของพวกนี้ออกมาใช้ยังไงโดยที่ไม่ให้ครอบครัวกู้สงสัย”
กู้หลินคิดกลับไปกลับมา ภายในสมองคิดถึงนิยายที่เคยอ่านเล่นเพื่อคลายความเหงาหลังจากว่างจากการทำงาน
“จริงสินะยุคนี้ยังเชื่อเื่เทพเซียน ถ้าหากเราอ้างเหมือนในนิยาย ว่าเทพเซียนมาเข้าฝันและมอบกำไลหยกให้ก็น่าจะมีคนเชื่อ...เอาล่ะวะ เป็ไงเป็กัน”
เมื่อตกผลึกทางความคิดแล้วกู้หลินก็นึกถึง ยาบำรุงร่างกายชนิดละลายใต้ลิ้นและซุปไก่สกัดแบบขวดที่นิยมในโลกปัจจุบันพลันยาชนิดนั้นก็ปรากฏที่ฝ่ามือเล็กจ้อยของเธอหญิงสาวรีบยาเทใส่ใต้ลิ้นแล้วปล่อยให้ยาละลายอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเปิดขวดซุปไก่สกัดยกขึ้นดื่มแล้วตามด้วยยาพาราเซตามอล
กู้หลินทอดกายลงนอนบนเตียงอีกครั้ง แล้วปล่อยให้สิ่งที่กินเข้าไปทำงานจนกระทั่งร่างกายรู้สึกอุ่นและมีเหงื่อซึมออกมาตามไรผมซึ่งเป็สัญญาณว่าสร่างไข้แล้ว จึงลุกขึ้นมาแล้วเดินออกไปยังห้องโถงเล็กกลางบ้าน
“ท่านตา ท่านยาย…ท่านแม่…พี่ใหญ่…”
กู้หลินเรียกคนในครอบครัวที่กำลังนั่งรวมตัวกันอยู่ที่โต๊ะไม้ตัวเล็กๆ ภายในบ้าน ใบหน้าของพวกเขาทุกคนเต็มไปด้วยความกังวลใจต่อฤดูหนาวที่กินเวลายาวนานเมื่อคิดถึงข้าวสารที่เหลือเพียงเล็กน้อยและผักที่ตากแห้งไว้ก่อนเข้าสู่ฤดูหนาวใกล้จะหมดลงใบหน้าของทุกคนก็เศร้าหมอง
“หลินเอ๋อร์ตื่นแล้วหรือ”
น้ำเสียงอ่อนโยนของกู้เยี่ยเอ่ยถามลูกสาวที่กำลังเดินเข้ามาในห้องที่มีควันไฟจางๆ
“ข้าตื่นแล้วท่านแม่...แต่ตอนที่นอนหลับข้าฝันแปลกๆ”
กู้หลินนั่งลงข้างมารดา แล้วเริ่มต้นการแสดงด้วยเสียงสั่นเล็กน้อย
“คงจะเป็เพราะพิษไข้ที่ยังหลงเหลืออยู่กระมังเลยทำให้เ้าฝันว่าแต่เป็ฝันดีหรือฝันร้ายกันเล่า”
กู้หยางเอ่ยปากถามหลานสาวด้วยท่าทางรักใคร่
“ข้าฝันว่าได้พบกับท่านเซียนผู้หนึ่งท่านมีรูปร่างสูงสง่า เคราสีขาวเป็ประกาย และมีรอยยิ้มที่อ่อนโยนเมตตา”
ยายเฒ่ากู้ที่นั่งอยู่ข้างเตาไฟหยุดมือที่กำลังเย็บปะเสื้อ เงยหน้ามองหลานสาวด้วยความสนใจ ทุกคนในบ้านนั่งเงียบ รอฟังเื่ราวแปลกประหลาดที่กู้หลินกำลังจะเล่า
“ท่านเซียนมอบสิ่งหนึ่งให้ข้า…”
กู้หลินยกมือข้างที่ใส่กำไลหยกสีเขียวมรกตขึ้นมา มันเปล่งประกายระยิบระยับ แม้กระทั่งในแสงสลัว ๆของห้อง
“ท่านเซียนบอกว่า…กำไลนี้เป็ของวิเศษ สามารถช่วยเหลือครอบครัวของเราได้ และให้ข้าใช้มันอย่างชาญฉลาดเพื่อนำความสุขและความร่ำรวยมาให้ครอบครัว”
ความเงียบปกคลุมห้องทุกคนมองกำไลหยกด้วยความเชื่อเกินร้อย เพราะกำไลหยกราคาแพงเกรงว่า ชั่วชีวิตของพวกเขาก็ไม่อาจหาซื้อได้ แต่ตอนนี้กลับปรากฏอยู่ที่ข้อมือของหลานสาว
ความหวังเริ่มผุดขึ้นมาในดวงตาของพวกเขา ยายเฒ่าเอื้อมมือไปจับมือหลานสาวน้ำตาคลอเบ้า กู้เยี่ยกอดลูกสาวไว้แน่นพี่ชายใหญ่และตาเฒ่าก็มองกำไลหยกด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
“ท่านเซียนบอกลูกหรือไม่ว่ากำไลหยกสามารถทำสิ่งใดได้บ้าง”
แม่ของกู้หลินเอ่ยถามลูกสาวหลังจากทุกคนมองมาที่กำไลอย่างคาดหวัง
กู้หลินลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นทุกคนเชื่อเื่ที่เธอสร้างขึ้นอย่างสนิทใจ หญิงสาวจึงนึกถึงอาหารเพื่อจะทำให้ทุกคนอิ่มท้อง
“ขอข้าวขาหมู น้ำซุปร้อน ๆและข้าวสวยสำหรับทุกคน”
เพียงอึดใจเดียว ขาหมูหม้อใหญ่พร้อมกับข้าวสวยร้อน ๆ หอมกรุ่นก็ปรากฏอยู่บนโต๊ะกินข้าว
“ขาหมู”
“ข้าวขาว”
เสียงร้องอุทานขึ้นพร้อมกันของคนในตระกูลกู้สร้างความอิ่มเอมใจให้กู้หลิน
“นี่คือสิ่งที่กำไลหยกดลบันดาลทุกท่านกินอาหารพวกนี้ให้อิ่มท้องก่อนเถิด แล้วข้าจะเล่าสิ่งที่กำไลหยกสามารถทำได้ให้พวกท่านฟังหลังจากนั้น”
ทุกคนเชื่อฟังกู้หลินราวกับเป็เทพเซียนแล้วนั่งก้มหน้าก้มตากินข้าวและหมูที่ไม่ได้ตกท้องมาเป็ปี
“ค่อย ๆ กินนะทุกคน ร่างกายของพวกท่านไม่ได้ทานเนื้อสัตว์มานานมากแล้วหากกินเข้าไปมาก อาหารอาจจะไม่ย่อย”
กู้หลินเผลอแสดงความรู้ของแพทย์แผนปัจจุบันออกมา จนผู้เฒ่ากู้แสดงความประหลาดใจ
บรรยากาศในห้องเล็ก ๆ เปลี่ยนไป หลังจากทุกคนอิ่มท้องแล้วก็หันมานั่งคุยเื่ของกำไลหยก
“กำไลวิเศษนี้ ท่านเซียนบอกว่าเพียงแค่นึกถึงสิ่งที่้ากำไลก็จะสามารถดลบันดาลสิ่งที่เรา้าได้ ข้าจะลองทดสอบให้ทุกท่านดูพร้อมกัน”
กู้หลินบอกทุกคนแล้วก็หลับตานึกถึงเตียงพร้อมฟูกหนาและผ้าห่มนวมผืนใหญ่สำหรับทุกคน
“พรึ่บ”
เตียงนอนพร้อมฟูกแบบโบราณและผ้าห่มหนานุ่มปรากฏอยู่ต่อหน้าของทุกคนทันทีที่กู้หลินลืมตาขึ้น
“ขอบคุณท่านเซียนที่มาช่วยเหลือครอบครัวของพวกเรา”
ผู้เฒ่ากู้คุกเข่าลงกราบ ทำให้ทุกคนรีบทำตามปากก็กล่าวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“ข้าจะขอข้าวสาร เนื้อแห้ง และผักไว้สำหรับทำอาหาร”
ข้าวสาร เนื้อแห้ง และผัก ผุดขึ้นต่อหน้าของทุกคน จนได้แต่อ้าปากค้าง
กู้หลินมองเสื้อผ้าปะชุนเต็มตัวของทุกคนแล้ว ก็ระลึกในใจขอเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มสำหรับทุกคน
บัดนี้ ภายในบ้านของตระกูลกู้มีแต่เสียงหัวเราะและใบหน้าที่เบิกบานทุกคนมองดูข้าวของที่กองอยู่กลางบ้านด้วยความตื่นตาตื่นใจ
“ก่อนหน้านี้ตาก็สงสัยในคำทำนายของซินแสที่บอกว่าหลินเอ๋อร์เกิดมาพร้อมกับดาวมงคล แต่ตอนนี้ตาเชื่อหมดใจแล้ว”
-----