[นิยายแปล] อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance

    เล่มที่ 2 บทที่ 37 ศึกชิงตำแหน่งประธาน (อัปเดต)

            เมื่อหลี่ลั่วไช่เวย และเหยียนหลิงชิงเดินทางมาถึงห้องประชุม พบว่าที่นั่งเต็มทุกที่บรรดาบุคลากรระดับสูงของเรือนซีหยางมากันครบแล้ว

            บริเวณที่นั่งด้านหน้าสุดจวงอี้นั้งยิ้มหน้าระรื่นแต่ข้างกายเขากลับมีชายชราที่ดูหัวโบราณนั่งอยู่ด้วยคนหนึ่ง

            “เอ๊ะ?”

            เมื่อเห็นชายชราไช่เวยและเหยียนหลิงชิงต่างก็อุทานเสียงเบาด้วยความประหลาดใจเล็กน้อยก่อนจะหันไปกระซิบกับหลี่ลั่วที่ทำหน้างงงวยอยู่ข้างๆ“ผู้เฒ่าท่านนั้นชื่อเจิ้งผิง เป็นหนึ่งในผู้อาวุโสจากสำนักงานใหญ่ของเรือนซีหยางเขามีตำแหน่งสูงมากในเรือนซีหยาง ตอนที่ประมุขคฤหาสน์ทั้งสองท่านก่อตั้งเรือนซีหยางขึ้นมาใหม่ๆเขาก็เป็นหนึ่งในกลุ่มคนรุ่นแรกที่ทำงานกับคฤหาสน์ด้วย”

            “แต่ว่าตาแก่นี่เป็นคนที่หัวโบราณและเข้มงวดมากปกติแล้วเขาจะประจำอยู่ที่สำนักงานใหญ่ในเมืองหลวง แต่อยู่ๆก็มาเยือนที่นี่อย่างกะทันหันเช่นนี้โดยที่พวกเราไม่ได้ข่าวคราวอะไรล่วงหน้าเลยแม้แต่น้อยเกรงว่าคงมาไม่ดีเป็นแน่”

            ในขณะที่หญิงสาวทั้งสองกำลังแนะนำเจิ้งผิงให้หลี่ลั่วรู้จักผู้คนในห้องประชุมก็ลุกขึ้นยืน ค้อมศีรษะให้หลี่ลั่วเป็นการทักทาย

            แม้แต่ผู้อาวุโสเจิ้งผิงจากสำนักงานใหญ่ก็ลุกขึ้นยืนเช่นกันสายตามองมาทางหลี่ลั่วพร้อมกล่าว “คารวะคุณชายน้อย”

            “ผู้อาวุโสเจิ้งเกรงใจเกินไปแล้ว”หลี่ลั่วยิ้มบางๆ ให้กับผู้อาวุโสเจิ้งผิงจากนั้นเขาก็เดินไปนั่งลงพร้อมกับไช่เวยและเหยียนหลิงชิง

            “ผู้อาวุโสเจิ้งเดินทางมาถึงนครหนานเฟิงตั้งแต่เมื่อไร?” เหยียนหลิงชิงเอ่ยถามอย่างกะทันหัน

            ผู้อาวุโสเจิ้งผิงกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย“ผลงานของเรือนซีหยางสาขามณฑลเทียนสู่ในปีนี้ย่ำแย่มากทางสำนักงานใหญ่จึงให้ข้ามาตรวจสอบและมาจัดการเรื่องตำแหน่งประธานที่ยังคาราคาซังอยู่ให้เรียบร้อยไปด้วยเลย”

            กล่าวจบเขาก็จ้องมองไปที่เหยียนหลิงชิงด้วยสายตาที่ค่อนข้างเคร่งขรึม “รองประธานเหยียนข้าได้ตรวจดูข้อมูลรายได้มาบ้างแล้วช่วงนี้ผลงานของห้องหลอมระดับหนึ่งที่เจ้าดูแลอยู่นั้นย่ำแย่มากถึงขั้นทำให้ชื่อเสียงของเรือนซีหยางในมณฑลเทียนสู่ได้รับผลกระทบไปด้วย เจ้ามีอะไรจะพูดหรือไม่?”

            เหยียนหลิงชิงกล่าวอย่างเย็นชา“เหตุใดถึงเป็นเช่นนี้ ท่านลองถามรองประธานจวงดูจะชัดเจนกว่า”

            เมื่อรองประธานจวงอี้ได้ยินดังนั้นก็กล่าวขึ้นมาทันที“รองประธานเหยียนไร้ความสามารถเอง อย่าโยนความผิดให้ผู้อื่นสิ”

            “หากไม่ใช่เพราะเจ้าแอบยักยอกวัตถุดิบของห้องหลอมระดับหนึ่งทำให้บางครั้งทางข้าไม่มีแม้แต่วัตถุดิบสำหรับใช้ฝึกฝนด้วยซ้ำจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นหรือ?” เหยียนหลิงชิงกล่าวตำหนิจวงอี้อย่างเย็นชา

            รองประธานจวงอี้รีบแก้ตัว“สถานการณ์ของคฤหาสน์ลั่วหลานในมณฑลเทียนสู่เดิมทีก็ไม่ค่อยดีอยู่แล้ววัตถุดิบบางอย่างก็ต้องซื้อหาจากสามตระกูลใหญ่ของมณฑลเทียนสู่ด้วยแต่สามตระกูลใหญ่นั้นล้วนกีดกันพวกเราดังนั้นวัตถุดิบที่พวกเราหาได้ย่อมมีจำนวนจำกัดเป็นธรรมดา อีกทั้งห้องหลอมระดับสามที่ข้าดูแลอยู่เป็นห้องหลอมที่ทำกำไรได้ดีที่สุดของเรือนซีหยางก็ควรได้รับการจัดสรรวัตถุดิบก่อนอยู่แล้วมิใช่หรือ?”

            “เจ้า!”เหยียนหลิงชิงโกรธจนตบโต๊ะเสียงดัง

            “เงียบ!”

            ผู้อาวุโสเจิ้งผิงกล่าวตำหนิอย่างเดือดดาลเขาถลึงตามองจวงอี้กับเหยียนหลิงชิงอย่างดุร้าย“พวกเจ้าต่างก็มีเหตุผลกันทั้งนั้นแต่ข้าไม่อยากฟัง ข้าสนใจแค่ผลงานของเรือนซีหยางหากผู้ใดถ่วงขาเรือนซีหยาง ทำให้ชื่อเสียงของเรือนซีหยางเสียหายข้าจะไม่ปล่อยไว้แน่”

            “สาเหตุที่ผลงานของสาขามณฑลเทียนสู่แย่ลงเรื่อยๆเป็นเพราะไม่มีหัวหน้าคอยควบคุมดูแลภาพรวมดังนั้นหลังจากที่ทางสำนักงานใหญ่ได้หารือกันแล้วจึงได้ข้อสรุปว่าสาขามณฑลเทียนสู่จะต้องตัดสินใจเลือกประธานคนใหม่โดยเร็วที่สุด”

            ภายในห้องประชุมพลันเงียบลงบรรดาบุคลากรระดับสูงคนอื่นๆ ต่างก็ปิดปากเงียบเพราะพวกเขารู้ดีว่าการแย่งชิงตำแหน่งประธานในครั้งนี้เป็นความขัดแย้งระหว่างเหยียนหลิงชิงกับจวงอี้และเบื้องหลังก็ยังมีเรื่องราวที่ซับซ้อนยิ่งกว่านี้อยู่อีกด้วยดังนั้นพวกเขาจึงเลือกที่จะวางตัวเป็นกลางอย่างชาญฉลาด

            หลี่ลั่วหรี่ตาลงอันที่จริงสิ่งที่ผู้อาวุโสเจิ้งผิงพูดมาก็ถูกต้องสาขามณฑลเทียนสู่ของเรือนซีหยางในตอนนี้เกิดความขัดแย้งภายในกันมากเกินไปหากต้องการทำให้ทุกอย่างมั่นคงขึ้นจริงๆการตัดสินใจเลือกประธานถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด แน่นอนว่าประเด็นสำคัญคือ... จะเลือกใครเป็นประธานล่ะ?

            ระหว่างที่เขากำลังครุ่นคิดอยู่นั้นก็เอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม“ผู้อาวุโสเจิ้งผิงคิดว่าใครเหมาะสมกับตำแหน่งประธานมากกว่ากัน?”

            ถึงแม้ว่าเจิ้งผิงจะไม่ไว้หน้าทั้งเหยียนหลิงชิงและจวงอี้แต่กับหลี่ลั่วแล้วเขายังคงไว้หน้าอยู่บ้าง เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าว“หากเป็นไปตามกฎของเรือนซีหยางที่มีมาแต่เดิมแล้วโดยปกติแล้วผู้ดูแลห้องหลอมที่ทำผลงานได้ดีที่สุดจะได้เลื่อนตำแหน่งเป็นประธาน”

            จวงอี้ที่ยืนอยู่ข้างๆเผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย ในบรรดาห้องหลอมทั้งสามห้องของเรือนซีหยางห้องหลอมระดับสามที่เขาดูแลอยู่นั้นทำกำไรได้สูงกว่าห้องหลอมอีกสองห้องอย่างมากดังนั้นกฎนี้จึงเป็นประโยชน์กับเขามากที่สุด

            ทว่าถัดมาผู้อาวุโสเจิ้งผิงก็กล่าวต่อว่า“ถึงแม้กฎในอดีตจะเป็นเช่นนี้ แต่หากคุณชายน้อยมีข้อเสนอแนะอะไรก็สามารถพูดออกมาได้ ข้าจะรายงานกลับไปยังสำนักงานใหญ่ให้ทว่าครั้งนี้ทางสาขามณฑลเทียนสู่จะต้องตัดสินใจเลือกประธานออกมาให้ได้มิฉะนั้นข้าอาจจะต้องอยู่ที่นี่ไปตลอดแล้ว”

            “หวังว่าคุณชายน้อยคงจะไม่ถือโทษโกรธเคืองสิ่งที่ข้าทำ ล้วนแต่เป็นการทำเพื่อเรือนซีหยางและคฤหาสน์ลั่วหลานทั้งสิ้น”

            เมื่อได้ยินดังนั้นสีหน้าของจวงอี้ก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง แต่ในใจกลับโกรธเคืองเล็กน้อยตาแก่นี่ช่างพูดมากเสียจริง!

            หลี่ลั่วมองชายชราอย่างครุ่นคิดครู่หนึ่งดูท่าผู้อาวุโสเจิ้งผิงผู้นี้น่าจะไม่ได้ถูกส่งมาเพื่อเล่นงานพวกเขาอย่างที่เหยียนหลิงชิงคาดการณ์ไว้อย่างน้อยสิ่งที่เขาพูดออกมาก็ไม่เหมือนกับคนที่ฝ่ายเผยฮ่าวส่งมา

            สาเหตุที่จู่ๆทางสำนักงานใหญ่ของเรือนซีหยางถึงได้ส่งคนมาที่มณฑลเทียนสู่นั้นเกรงว่าคงเป็นเพราะการต่อสู้แย่งชิงอำนาจกันอย่างลับๆระหว่างฝ่ายของเจียงชิงเอ๋อร์กับฝ่ายของเผยฮ่าวด้วยแต่สุดท้ายคนที่ถูกส่งมากลับเป็นผู้อาวุโสเจิ้งผิงที่ไม่เคยเข้าข้างฝ่ายใดและดื้อรั้นหัวโบราณเห็นได้ชัดว่านี่คือผลลัพธ์สุดท้ายจากการต่อสู้ของทั้งสองฝ่ายแล้ว

            หากมองในแง่หนึ่งแล้วก็นับว่าไม่ใช่ข่าวร้าย

            เพียงแต่หากจะให้ตัดสินตำแหน่งประธานจากผลงานของแต่ละห้องหลอมจริงๆละก็ สถานการณ์ของเหยียนหลิงชิงก็ถือว่าเสียเปรียบอย่างมากเพราะห้องหลอมระดับสามที่อยู่ในมือของจวงอี้ เป็นถึงสินค้าหลักของเรือนซีหยางกำไรต่อปีมากกว่าห้องหลอมระดับหนึ่งและระดับสองรวมกันเสียอีก

            เหยียนหลิงชิงที่ยืนอยู่ข้างๆก็เข้าใจเรื่องนี้เช่นกัน ใบหน้าของนางเย็นชา ดวงตางดงามฉายแววโกรธเคืองออกมาเหมือนกำลังจะระเบิดออกมาอยู่แล้ว

            ทว่าหลี่ลั่วกลับยื่นมือไปกดที่หลังมือของนางไว้สายตามองไปที่ผู้อาวุโสเจิ้งผิงพร้อมกล่าว“หมายความว่าห้องหลอมห้องใดที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในอนาคตก็จะได้เลื่อนตำแหน่งเป็นประธานสินะ?”

            “ถูกต้อง”ผู้อาวุโสเจิ้งผิงพยักหน้า

            หลี่ลั่วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งสุดท้ายก็กล่าวว่า “วิธีนี้ไม่เลว ใช้วิธีนี้เลยก็แล้วกัน”

            ทันทีที่เขาพูดจบก็เกิดเสียงฮือฮาขึ้นเบาๆ

            ไช่เวยและเหยียนหลิงชิงต่างมองเขาด้วยความตกตะลึงไม่เข้าใจว่าทำไมหลี่ลั่วถึงตอบตกลงเพราะแบบนี้มันก็เท่ากับเป็นการยกตำแหน่งประธานให้กับจวงอี้โดยตรงเลย!

            ส่วนจวงอี้ก็นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มออกมาอย่างยินดี“คุณชายน้อยช่างมีเหตุผลยิ่งนัก! ถูกต้องแล้วเป้าหมายสุดท้ายของพวกเราก็คือการทำให้เรือนซีหยางรุ่งเรืองยิ่งๆ ขึ้นไปมิใช่หรือ? เมื่อเรือนซีหยางรุ่งเรืองขึ้นก็เท่ากับว่าเป็นการทำเงินให้กับคุณชายน้อยมิใช่หรือ?”

            ผู้อาวุโสเจิ้งผิงเองก็ประหลาดใจไม่น้อยเขามองหลี่ลั่วแล้วกล่าวว่า “คุณชายน้อยจะตัดสินใจเช่นนี้จริงๆ หรือ?”

            หลี่ลั่วพยักหน้าด้วยรอยยิ้มจากนั้นเขาก็ไม่ได้พูดอะไรมากดึงไช่เวยและเหยียนหลิงชิงที่ยังคงทำหน้างงงวยอยู่เดินออกจากห้องประชุมไป

            หลังจากออกจากห้องประชุมแล้วหลี่ลั่วก็รีบปล่อยมือจากหญิงสาวทั้งสองทว่าตอนนี้เหยียนหลิงชิงกลับกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธแล้ว “หลี่ลั่วเจ้าทำบ้าอะไรของเจ้า? กฎข้อนี้มันเสียเปรียบกับข้าอย่างมากเลยนะทำไมถึงยอมตกลง? หากเจ้าไม่อยากให้ข้าอยู่ที่นี่ก็พูดออกมาตรงๆ เลย ข้าจะได้กลับเมืองหลวงเดี๋ยวนี้”

            ไช่เวยเองก็จ้องเขม็งไปทางหลี่ลั่วเช่นกันจากที่ได้คลุกคลีกันมาตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมานี้หลี่ลั่วไม่น่าจะเป็นคนที่ทำเรื่องสิ้นคิดแต่การกระทำของเขาในวันนี้มันช่างน่าสงสัยจริงๆ

            หลังจากที่เหยียนหลิงชิงเดินทางมายังเรือนซีหยางสาขามณฑลเทียนสู่แล้วนางก็ทุ่มเทอย่างมากจนสามารถประคับประคองสถานการณ์มาจนถึงทุกวันนี้ได้แต่ตอนนี้กลับต้องพังทลายลงเพราะคำพูดเพียงไม่กี่คำของหลี่ลั่ว

            หลี่ลั่วมองหญิงสาวทั้งสองแล้วยิ้มกล่าว“พี่สาวทั้งสอง ข้าไม่ใช่คนโง่เสียหน่อยจะดูไม่ออกเลยหรือว่าใครที่น่าเชื่อถือกว่า?”

            ไช่เวยมองเขาด้วยความไม่เข้าใจในสิ่งที่หลี่ลั่วพูดส่วนเหยียนหลิงชิงนั้นกอดอก หันหลังหนีอย่างหัวเสีย ไม่อยากสนใจเขาแล้ว

            “ถึงแม้ว่ากฎข้อนี้จะทำให้พี่หลิงชิงเสียเปรียบก็จริงแต่พวกพี่ไม่คิดบ้างหรือว่านี่เป็นโอกาสอันดีที่จะส่งพี่หลิงชิงขึ้นสู่ตำแหน่งประธานอย่างถูกต้องตามกฎทั้งยังขับไล่เหลือบไรอย่างจวงอี้ออกไปได้ด้วย?” หลี่ลั่วยิ้มกล่าว

            ไช่เวยและเหยียนหลิงชิงขมวดคิ้วเล็กน้อยจริงอยู่ว่านี่เป็นโอกาสอันดี แต่ประเด็นสำคัญคือ...ตอนนี้จวงอี้ได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัด หากสุดท้ายแล้วจบลงแบบนี้จริงๆสุดท้ายใครกันแน่ที่จะเป็นฝ่ายถูกขับไล่ออกไป?

            ทว่าไช่เวยกลับนึกอะไรบางอย่างออกนางจ้องมองหลี่ลั่วด้วยแววตาประหลาดใจ

            “หรือว่า...”

            “เจ้ามีวิธีช่วยหลิงชิงพลิกสถานการณ์งั้นหรือ?”

    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance ที่คุณอ่าน