บทที่ 28 ภรรยาน้อยยากจะเป็
การที่อู๋จิ้งอวิ๋นแพร่งพรายเื่ของเซียวอวี้เฉิน ทำให้เื่ราวลุกลามเกินกว่าการคาดเดาของถังซูอี๋ไปมาก นางไม่คิดว่าเื่นี้จะถึงขั้นที่มีการนำไปกราบทูลในท้องพระโรง และยิ่งไม่คิดว่าจะมีผู้ใดต้องจบชีวิตลง
ถังซูอี๋ได้แต่ถอนหายใจอยู่ในอก ในสังคมศักดินาโบราณ ชีวิตของคนจนไม่ต่างกับเศษหญ้าจริง ๆ
…
สองวันที่ผ่านมานี้ ชีวิตของอู๋จิ้งอวิ๋นก็ใช่ว่าจะสงบนัก เื่ราวลุกลามเกินกว่าการคาดเดาของนางแล้วเช่นกัน นางไม่คิดว่าหลิวปี้ฉินจะไม่ได้อาศัยอยู่ในตรอกเหมยฮวา และยิ่งไม่คิดว่าเื่ราวจะลุกลามไปถึงราชสำนัก
ภายในใจของนางยังกังวล เกรงว่าคนตระกูลเหลียงจะรู้ว่านางคือผู้ส่งจดหมาย นางคิดทบทวนเื่ราวทั้งหมดซ้ำไปซ้ำมา เมื่อมั่นใจว่าตนเองไม่ได้ทิ้งร่องรอยใด ๆ ไว้ จึงคลายใจลงบ้าง
ขณะนั้น ซิ่งเอ๋อร์ สาวใช้ส่วนตัวของอู๋จิ้งอวิ๋นวิ่งเข้ามา แล้วกล่าวขึ้นอย่างรีบร้อน “คุณหนู คุณหนู ยาจกน้อยตายแล้ว”
อู๋จิ้งอวิ๋นได้ฟังแล้วงงงวย เพราะในความคิดของนาง ยาจกน้อยผู้นั้นไม่ได้มีส่วนสำคัญในเื่นี้เลยสักนิด นางจึงไม่ได้คิดว่ายาจกน้อยผู้นั้นจะมีความเกี่ยวข้องใดกับนาง
“กล่าวช้า ๆ ผู้ใดตาย?” นางถาม
ทว่าซิ่งเอ๋อร์ร้อนรนจนหัวใจแทบกระเด็นออกจากอก เพราะนางคือผู้ที่ใช้เงินว่าจ้างเด็กน้อยผู้นั้น “คุณหนู ยาจกน้อยที่ข้าว่าจ้างให้นำจดหมายไปส่งยังตระกูลเหลียง วันนี้เขาถูกคนตระกูลเหลียงตีตายแล้ว”
อู๋จิ้งอวิ๋นยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นพักใหญ่ ๆ “ตายแล้ว?”
ซิ่งเอ๋อร์พยักหน้า “เ้าค่ะ คนตระกูลเหลียงตีตาย คุณหนู หากคนตระกูลเหลียงรู้ว่าเป็ข้าที่ส่งจดหมาย จะ…”
“ไม่หรอก” อู๋จิ้งอวิ๋นขัดคำพูดของซิ่งเอ๋อร์ น้ำเสียงของนางแหลมขึ้นเล็กน้อย “คนตระกูลเหลียงจะไม่รู้ว่าเป็พวกเราที่ส่งจดหมาย”
นางเขียนจดหมายฉบับนั้นด้วยมือซ้าย แน่นอนว่าจะไม่มีผู้ใดจดจำลายมือนางได้ อีกทั้งในขณะที่เจรจากับยาจกน้อยผู้นั้น ซิ่งเอ๋อร์เองก็ปิดบังใบหน้าจนมิดชิด ยิ่งไปกว่านั้น นางและเซียวอวี้เฉินมีการหมั้นหมายกันอยู่ ผู้ใดจะคาดคิดว่านางคือผู้ที่แพร่งพรายเื่ของเซียวอวี้เฉินกันล่ะ?
“จะไม่มีผู้ใดล่วงรู้” อู๋จิ้งอวิ๋นกล่าวขึ้นอีกครั้ง ทั้งนี้ก็เพื่อให้ซิ่งเอ๋อร์และตนเองมั่นใจไปพร้อมกัน
ซิ่งเอ๋อร์ยังคงรู้สึกหวาดกลัว ท้ายที่สุดแล้วก็เป็นางที่ส่งจดหมายให้ยาจกน้อยผู้นั้น หากนางไม่ว่าจ้างยาจกน้อยผู้นั้นส่งจดหมาย เขาก็คงไม่ตาย จนถึงบัดนี้ นางก็ยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดคุณหนูของนางถึงได้้าถอนหมั้นกับบุตรชายของโหวหย่งหนิง ทั้งยังใช้วิธีการที่รุนแรงเช่นนี้
ทว่านางไม่กล้าถาม ่สองสามวันนี้คุณหนูของนางเปลี่ยนไปมาก
“อีกสองวันพวกเราไปที่วัดฉงกวางกันเถิด” อู๋จิ้งอวิ๋นเอ่ยขึ้นเงียบ ๆ
ความตายของยาจกน้อยมีส่วนเกี่ยวข้องกับนางไม่มากก็น้อย ไปจุดธูปให้เขาสักดอกเถิด
“คุณหนู” เสียงของสาวใช้ดังมาจากนอกประตู อู๋จิ้งอวิ๋นส่งสัญญาณให้ซิ่งเอ๋อร์ออกไปดูว่ามีเหตุอันใด
ซิ่งเอ๋อร์ไม่ได้ตื่นตระหนกเหมือนเมื่อครู่แล้ว นางหันหลังแล้วเดินออกไป ยามนี้สาวใช้จากเรือนของอู๋ฮูหยินกำลังยืนรออยู่ด้านนอก "ฮูหยินเชิญคุณหนูรองไปพบที่เรือน”
"มีเื่อันใดหรือ?” ซิ่งเอ๋อร์ถาม
สาวใช้นางนั้นยิ้มตอบ “ฮูหยินจะตัดชุดให้คุณหนูทั้งหลาย จึงให้คุณหนูรองไปเลือกผ้า”
ซิ่งเอ๋อร์หมุนตัวกลับเข้าห้องไปแจ้งอู๋จิ้งอวิ๋นทราบ หลังจากได้ฟังแล้วนางก็เก็บของเล็กน้อย ก่อนจะพาซิ่งเอ๋อร์ไปยังเรือนของอู๋ฮูหยิน
เมื่อนางมาถึง ภายในห้องก็เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความสุข เมื่อนางก้าวเข้าไป บรรยากาศเ่าั้ก็หยุดชะงักลง ทว่าเพียงครู่เดียวเท่านั้น อู๋ฮูหยินก็ยิ้มและโบกมือเรียกนาง “มาเร็ว มาดูสิว่าเ้าชอบผ้าผืนใดกัน ข้าจะให้ช่างตัดชุดให้เ้าสองชุด อีกสองวันจะมีงานเลี้ยงครบรอบวันเกิดของท่านแม่เฒ่าฉี พวกเ้าพี่น้องทั้งหลายจะได้ใส่ชุดสวย ๆ ไปงาน”
อู๋จิ้งอวิ๋นหัวเราะเยาะอยู่ในใจ เื่ที่ทำให้นางดูเป็แม่บ้านที่แสนดีต่อหน้าผู้อื่น คุณนายเฝิงมักจะทำได้ดีอยู่เสมอ
อู๋จิ้งอวิ๋นเดินเข้าไปก็เห็นว่ามีผ้าหลากสีสันวางอยู่บนโต๊ะหลายผืนนางลูบไปทีละผืน แล้วชี้ไปยังผ้าทอลายัสีฟ้าอ่อนผืนหนึ่ง “ข้าเอาผืนนี้ก็แล้วกัน ท่านโหวเซียวเพิ่งจากไปไม่ถึงสามปี จวนโหวยังอยู่ใน่ไว้ทุกข์ แม้ข้าจะยังไม่ได้แต่งเข้าไป ก็ไม่ควรใส่ชุดสีสันฉูดฉาดเกินไป”
อู๋จิ้งอวิ๋นมีท่าทีเขินอาย ในสายตาผู้อื่นมองว่านี่คือการโอ้อวด บรรยากาศจึงเงียบลงอีกครั้ง ทว่านางกลับกระทำเหมือนไม่มีเหตุใดเกิดขึ้น ก่อนจะเดินไปนั่งลงข้าง ๆ น้องสาวต่างมารดา ‘อู๋จิ้งซู' นางเหลือบมองเห็นน้องสาวมีสีหน้าเคียดแค้น ถึงขั้นได้ยินเสียงขบเขี้ยวเคี้ยวฟันดังกึก ๆ
พลันอารมณ์ของอู๋จิ้งอวิ๋นก็ดีขึ้นมาในพริบตา
ในชาติก่อน อู๋จิ้งซูหลงรักเซียวอวี้เฉิน ถึงขั้นสมคบคิดกับฮูหยินเฝิงเพื่อแย่งคู่หมั้นของนาง ทว่าไม่สำเร็จ หากในตอนนั้นนางรู็ว่าหลังจากแต่งงานกับเซียวอวี้เฉินไปแล้ว นางจะต้องใช้ชีวิตเช่นนั้น นางจะยอมให้พวกเขาแย่งคู่หมั้นของนางไปแน่นอน อย่างไรก็ตาม ในชาตินี้นางอาจจะทำให้พวกเขาสมหวัง
ใบหน้าอู๋ฮูหยินแข็งกระด้างไปชั่วขณะ ทว่านางก็กลับมายิ้มอย่างปลาบปลื้มใจและจับมืออู๋จิ้งอวิ๋นเอาไว้ “หนูเป็เด็กดี มีเหตุผล โหวฮูหยินจะต้องชอบเ้าแน่นอน”
อู๋จิ้งอวิ๋นยิ้มอย่างเขินอายอีกครั้ง นางเลือกผ้าและบอกว่าจะตัดเป็ชุดแบบใด จากนั้นนางก็ไม่ได้อยู่นานนัก อ้างว่าตนเองไม่สบายแล้วก็จากไป เหตุเพราะทั้งเหนื่อย ทั้งเกียจคร้านที่จะแสดงละครกับฮูหยินเฝิงแล้ว
หลังจากอู๋จิ้งอวิ๋นจากไป อู๋จิ่งซูก็โผเข้ากอดผู้เป็มารดาพร้อมน้ำตาที่คลอเบ้า “ท่านแม่ ท่านต้องช่วยลูกนะเ้าคะ”
อู๋ฮูหยินกอดนางไว้พลางลูบหลังนางเบา ๆ ขณะที่มองออกไปนอกประตูด้วยสายตาที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น การเป็อนุภรรยานั้นลำบาก แม้จะแต่งงานอย่างถูกต้องตามประเพณี ทว่าก็ยังต้องยอมอยู่ภายใต้ร่มเงาของผู้ตาย
ในทุก ๆ ปีต้องจุดธูปที่ให้กับสตรีที่ตายไปแล้ว โดยเรียกนางว่าพี่สาว แม้นางจะตายไปแล้ว ก็ไม่อาจฝังร่างร่วมกับสามีได้ เพราะธรรมเนียมได้กล่าวไว้ว่า สามีต้องฝังร่วมกับภรรยาเอกเท่านั้น และตามธรรมเนียมแล้ว ธิดาของตนเองย่อมมีฐานะที่ต้อยต่ำกว่าธิดาของภรรยาเอกในบางเื่ เพราะนางคือธิดาคนโตที่เกิดจากภรรยาเอก
เมื่อคิดถึงตำแหน่งและความร่ำรวยของโหวหย่งหนิง รวมถึงโฉมหน้าอันงดงามราวกับหยกของเซียวอวี้เฉิน อู๋ฮูหยินจึงตัดสินใจได้อย่างแน่วแน่
“ไม่ต้องกังวล แม่จะต้องช่วยเ้าแน่นอน”
ธิดาของนางควรจะได้รับสิ่งที่ดีที่สุด
...
รุ่งขึ้นเป็วันหยุด เซียวอวี้ิและเซียวอวี้จูไม่ต้องไปสำนักศึกษา ถังซูอี๋จึงให้เซียวอวี้เฉินหยุดพักไปด้วย หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ นางก็ให้คนไปยกผ้าจากห้องเก็บของมาให้สามพี่น้องเลือก เพื่อตัดเย็บเสื้อผ้าให้พวกเขา
เดิมทีเซียวอวี้ิไม่สนใจเื่การแต่งกายอยู่แล้ว จึงโบกมือพลางกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “ข้าใส่อะไรก็ได้ เอาตามใจท่านแม่ชอบเถิด ข้านัดเพื่อนไว้ ข้าไปก่อนนะ”
เซียวอวี้ิหมุนตัวกำลังจะหนีไป
“หยุดนะ” ถังซูอี๋ะโสั่ง “จะตัดเย็บเสื้อผ้าให้เ้า ก็ต้องวัดขนาดตัวเ้าก่อนสิ อีกอย่าง วันนี้เป็วันหยุด เ้ามีเื่สำคัญอันใดกัน?”
เซียวอวี้ิยิ้มให้ถังซูอี๋ ก่อนจะหันไปกล่าวกับชุ่ยอวิ๋นด้วยท่าทีที่ไร้มารยาท “รีบวัดขนาดตัวให้ข้าเร็ว ๆ”
เมื่อชุ่ยอวิ๋ยได้รับอนุญาตจากถังซูอี๋แล้ว นางจึงใช้เชือกช่วยวัดขนาดตัวให้เขา ถังซูอี๋หยิบผ้าไหมสีขาวมาเทียบกับตัวบุตรชาย เซียวอวี้ ิเห็นดังนั้นก็รีบโบกมือปฏิเสธ “ไม่เอา ข้าไม่เอาสีขาว สีขาวมันดูเ้าสำอางค์และเปื้อนง่ายเกินไป สีดำ ข้า้าสีดำ”
“...เ้าไม่ได้บอกหรอกหรือ ว่าจะใส่อะไรก็ได้?”
เซียวอวี้ินิ่งเงียบไป
ถังซูอี๋วางผ้าสีขาวกลับไป เพราะสีผิวของเขาค่อนข้างคล้ำ ดูแล้วว่าคงจะไม่เหมาะกับสีขาวจริง ๆ จากนั้นจึงเลือกผ้าสีเขียวมะกอกมาเทียบกับตัวเขา พลางถาม “เ้านัดผู้ใดไว้เล่า?”
“ก็แค่ ฉีเอ๋อร์ เหยียนอู่ และพวกเขาอีกสองสามคน” เซียวอวี้ิ ก้มหน้ามองผ้าสีเขียวมะกอกโดยไม่กล่าวสิ่งใด สีเข้มนั้นเปื้อนยาก ต่อให้ตีกับผู้อื่นจนเกลือกกลิ้งไปกับพื้นก็ดูไม่เปื้อนนัก
ถังซูอี๋ไม่รู้ว่า ฉีเอ๋อร์ เหยียนอู่ ที่บุตรชายกล่าวถึงคือผู้ใดกัน “ลูก ๆ บ้านใดกันบ้างเล่า?”
เซียวอวี้ิตอบอย่างไม่ใส่ใจ “พ่อของฉีเอ๋อร์ คือฉีเหลียงเชิง เสนาบดีกรมคลัง ส่วนเหยียนอู่เป็คนจากจวนหนานหลิง”
ถังซูอี๋หยิบผ้าสีน้ำเงินเข้มมาเทียบกับตัวเซียวอวี้ิอีกครั้ง “พวกเ้าจะไปทำสิ่งใดกัน?”
“ไปขี่ม้าที่สนามม้าของเหยียนอู่”
ถังซูอี๋ตอบรับในลำคอ และไม่ได้เอ่ยปากถามสิ่งใดอีก จากนั้นหยิบผ้าอีกไม่กี่ผืนมาเทียบกับตัวเซียวอวี้ิ รอให้ชุ่ยอวิ๋นวัดขนาดตัวเสร็จก็ปล่อยให้เขาไป