เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    เล่มที่ 3 บทที่ 68 กินเป็นเพื่อน นอนเป็นเพื่อน...(2)

            ซูอี้เฉิงนึกอยากจะผลักลั่วเสี่ยวซีออกไปแต่เธอกลับถอดเนกไทเขาทิ้ง แล้วประทับจูบลงมา

            ด้วยรูปร่างของเธอที่สูงถึงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบสามเซนติเมตรแถมยังสวมรองเท้าส้นสูงราวสามนิ้ว ความสูงที่ต่างจากเขาเพียงไม่กี่เซนฯนี้ทำให้การจูบเขาไม่ใช่เรื่องยาก โดยเฉพาะกับคนที่มีประสบการที่นับว่าโชกโชนอย่างเธอ

            ตอนปีหนึ่ง ลั่วเสี่ยวซีตั้งมั่นว่าเธอจะต้องมอบจูบแรกให้กับซูอี้เฉิงเพราะฉะนั้นจึงเริ่มดูคลิปวีดีโอเพื่อศึกษาเทคนิคการจูบอย่างละเอียดแถมยังวางแผนอยู่นานถึงได้โอกาส แต่เธอแค่ประทับจูบลงไปได้เพียงชั่ววินาทีก็ถูกซูอี้เฉิงผลักออกเสียแล้ว

            หลังจากนั้นเธอเองก็พยายามรุกเข้าหาเขาแต่ก็มักสัมผัสได้แค่ริมฝีปากเพียงเล็กน้อย ซึ่งไม่นับว่าเป็นการจูบเสียด้วยซ้ำทำให้ครั้งนี้เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรจูบอย่างไรจึงทำได้แค่ประทับเรียวปากแนบแน่นกับริมฝีปากของเขา

            ซูอี้เฉิงรู้สึกเหมือนริมฝีปากตนกำลังถูกแทะเบาๆจึงขมวดคิ้วและคิดจะผลักลั่วเสี่ยวซีออก แต่เหมือนเธอรู้ว่าเขาคิดจะทำอะไรจึงกอดเขาเอาไว้แน่น และแทะเล็มริมฝีปากเขาต่อไป

            ในตอนนั้นเองเดรสตัวงามของเธอก็เลื่อนลงมาความอ่อนช้อยนวลเนียนที่สัมผัสกับอกแกร่งของซูอี้เฉิงที่มีเพียงเสื้อเชิ้ตตัวบางเป็นอุปสรรคขวางกั้นและกลิ่นกายหอมอ่อนๆ ทำให้เขาเริ่มหายใจไม่เป็นจังหวะ

            “ซูอี้เฉิง”น้ำเสียงของเธอดูโกรธเคือง “ทำไมนายถึงไม่ยอมชอบฉัน ทำไมกัน”

            “ทั้งที่รู้ดีว่าฉันไม่ชอบเธอเธอยังจะอยากนอนกับฉัน?” ซูอี้เฉิงตอบด้วยสายตาเย็นชาปนเย้ยหยัน

            ลั่วเสี่ยวซีกอดเขาไว้ไม่ยอมปล่อย

            “จะร่างกายหรือหัวใจของฉันนายคงได้เป็นเจ้าของมันก่อนสักอย่าง หรือว่านายไม่กล้า?”

            เธอยิ้มพลางยกนิ้วเรียวยาวสะกิดเดรสสีแดงให้เลื่อนหลุดจากไหล่ไปอย่างรวดเร็ว

            รูปร่างสวยงามและสัดส่วนที่สมบูรณ์แบบราวกับฟ้าประทานของเธอไม่ว่าส่วนไหนก็สามารถทำให้ผู้ชายคลั่งไคล้ได้ในพริบตาแม้แต่ซูอี้เฉิงเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น

            เปลวไฟแห่งความปรารถนาบางอย่างลุกโชนในแววตาของเขา

            ลั่วเสี่ยวซียกมือโอบรอบคอเขาพลางจูบ

            “ซูอี้เฉิงตั้งแต่เล็กจนโต ไม่ว่าจะเป็นของ เสื้อผ้าตัวงามที่อยู่ในตู้โชว์ หรือเครื่องประดับราคาแพงแค่ไหนขอแค่ฉันชอบ ฉันก็มักจะได้ครอบครองมันในที่สุด นายก็เหมือนกันสุดท้ายนายจะต้องตกเป็นของฉัน!”

            “ฉันไม่ใช่สินค้าที่เธอสามารถใช้เงินซื้อได้เหมือนของพวกนั้น”ซูอี้เฉิงกล่าว

            “ฉันรู้”ลั่วเสี่ยวซีตอบพลางกระชากกระดุมเสื้อเชิ้ตของเขาอย่างไม่พอใจ “ถ้าใช้เงินซื้อนายได้ตั้งแต่หัวจรดเท้าของนายคงตกเป็นของฉันไปนานแล้ว!บรรดาแฟนสาวของนายแม้แต่ปลายเล็บก็อย่าหวังจะได้แตะ”

            “นายชอบอะไรในตัวผู้หญิงพวกนั้นกันแน่? ฉลาดเอาการเอางาน? นายไม่รู้หรือไงว่าฉันจบปริญญาโทควบสองใบด้านบัญชีและการเงินจากมหา’ลัยโคลัมเบีย? สิ่งที่พวกเธอทำได้ ฉันก็ทำได้ แต่ฉันแค่ไม่ชอบฉันไม่อยากใส่ชุดสีขาวดำไปนั่งทำงานหมกตัวอยู่แต่ในออฟฟิศทั้งวัน”

            ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์หรืออย่างไรลั่วเสี่ยวซีในวันนี้เหมือนสิงโตตัวน้อยที่พร้อมจะจับเหยื่ออย่างซูอี้เฉิงให้จงได้

            “เสี่ยวซี แล้วเธอล่ะเธอชอบอะไรในตัวฉันกันแน่”

            “ฉันไม่รู้”ลั่วเสี่ยวซีเบื่อที่สุดเวลามีคนถามคำถามนี้กับเธอ“บนโลกนี้ไม่ใช่ว่าจะไม่มีคนที่หล่อ สูง รวย หรือดีกว่านายแต่คนพวกนั้นที่มาชอบฉัน ฉันไม่ชอบ ฉันชอบแค่นาย”

            ผ่านไปชั่วอึดใจลั่วเสี่ยวซีก็หัวเราะเยาะตัวเองขึ้นมา

            “บางทีนายอาจจะพูดถูกฉันมันคนชั้นต่ำ”

            แววตาของเธอเต็มไปด้วยความหมดหวังแต่จู่ๆ ซูอี้เฉิงกลับโน้มตัวลงมาประกบเรียวปากงามเขาบังคับให้เธอเปิดริมฝีปากเพื่อรุกล้ำเข้าไปสัมผัสรสชาติอ่อนหวานของเธอ

            ซูอี้เฉิงเป็นคนจูบเก่งทุกสัมผัสของเขาเหมือนกำลังสูบพลังจากลั่วเสี่ยวซีไปทีละน้อย ลั่วเสี่ยวซีกุมมือเขาพลางเงยหน้ารับสัมผัสดูดดื่มที่เขาให้กับเธออย่างไม่อาจตอบโต้

            “ซูอี้เฉิง”เธอครางเรียกชื่อเขาออกมาอย่างไม่รู้ตัว

            ซูอี้เฉิงผลักเธอให้ชิดกำแพงเขาจูบเธออย่างดุดันไล่ลงไปตามลำคอและไหล่บาง...

            เขาไม่ควรทำแบบนี้กับลั่วเสี่ยวซีสมองของซูอี้เฉิงรู้ดี มือที่โอบกอดเขาไว้อย่างยั่วเย้ารัดแน่นราวกับพร้อมประเคนร่างกายของตนให้แก่เขาทุกเมื่อแต่การจูบของเธอกลับดูอ่อนหัดเหมือนเมื่อตอนเธออายุสิบกว่าๆ ไม่มีผิดแถมเธอยังหลุดครางเรียกชื่อเขาออกมาอย่างช่วยไม่ได้

            ทั้งหมดนี้ทำให้เขาอยากจะจับเธอกลืนกินลงไปทั้งตัวเสียเดี๋ยวนี้

            บรรยากาศในห้องน้ำเงียบสงบมีเพียงเปลวไฟบางอย่างในใจของคนทั้งสองที่กำลังลุกโชนลั่วเสี่ยวซีรู้สึกถึงรสสัมผัสที่เธอไม่เคยได้รับ และรู้ดีว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น

            แต่เธอก็ไม่ปฏิเสธ

            ที่จริงเธอเองก็รอคอยเวลานี้มานานแสนนาน

            เธอยกมือโอบเอวเขาและจูบตอบขณะนั้นเอง เสียงมือถือของเขาก็ดังขึ้น

            ทุกอย่างควรจะหยุดลงเพราะถูกเสียงดังกล่าวขัดจังหวะแต่ลั่วเสี่ยวซีกลับล้วงมือเขาไปในกระเป๋ากางเกงของเขาและหยิบมือถือออกมา

            “อย่ารับ”

            เธออยากจะโยนมือถือของเขาทิ้งลงชักโครกไปซะแต่ดันเหลือบไปเห็นชื่อคนที่โทรเข้ามาเสียก่อน

            เซวียหย่าถิง

            เธอคือแฟนคนปัจจุบันของเขาคนที่เป็นลูกพี่ลูกน้องของแฟนเก่าของฉินเว่ย เธอเคยเจอกับผู้หญิงคนนี้แล้วสองครั้ง

            ลั่วเสี่ยวซีเหมือนถูกปลุกให้ตื่นออกจากฝันตอนนี้ซูอี้เฉิงมีแฟนอยู่แล้ว นี่เธอกำลังทำอะไรอยู่? ทำแบบนี้เหมือนเธอกำลังทำลายความสัมพันธ์ของคนอื่นอยู่ไม่ใช่หรือไง

            เธอผลักซูอี้เฉิงออกไปและส่งมือถือคืนให้เขาจากนั้นจึงก้มหยิบชุดเดรสที่กองอยู่ที่พื้นและเดินออกจากห้องน้ำไปอย่างรวดเร็ว

            นัยย์ตาสีนิลของเขายังคงเจือปนไปด้วยอารมณ์เมื่อเห็นชื่อของเซวียหย่าถิงที่อยู่บนหน้าจอจึงได้สติ

            เมื่อกี้นี้เขาทำอะไรลงไป?

            สิบกว่าปีแล้วที่เขาปฏิเสธลั่วเสี่ยวซีมาโดยตลอด ถ้าไม่ใช่เพราะเซวียหย่าถิงโทรมาเขาคิดจะทำอะไรลั่วเสี่ยวซีกันแน่?

            เนกไทของเขาที่ตกอยู่ที่พื้นเสื้อเชิ้ตที่หลุดลุ่ย ลมหายใจอุ่นร้อน ทั้งหมดนี้ร้องเป็นเสียงเดียวกันว่าเขาล้ำเส้นบางอย่างไปแล้ว

            หลังจัดการเสื้อผ้าของตัวเองให้เรียบร้อยเขาก็เปิดประตูออกไป แต่กลับไม่พบลั่วเสี่ยวซีแม้แต่เงา

            เธอหนีไปแล้วก็ดีเขาจำเป็นต้องอยู่คนเดียวนิ่งๆ เพื่อทำความเข้าใจกับการกระทำของตน

            หลังอาบน้ำเย็นๆ และเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยซูอี้เฉิงก็กลับมาเป็นนักธุรกิจหนุ่มแสนสุขุมแห่งโลกธุรกิจดังเดิมเขาโทรกลับหาเซวียหย่าถิง และนัดเธอออกมาดินเนอร์ด้วยกัน

            ณร้านอาหารยุโรปริมแม่น้ำที่สามารถชมวิวของแม่น้ำไปพร้อมกับความเจริญของตัวเมืองที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเซวียหย่าถิงสวมชุดเดรสสั้นของ Dior และแต่งหน้าอย่างประณีต เธอส่งยิ้มบางแสนอ่อนโยนขณะเดินเข้ามา

            เธอมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกับบรรดาแฟนเก่าของเขาทุกคนนั่นก็คือ ความสมบูรณ์แบบจนไร้ที่ติ

            “งานเสร็จแล้วเหรอคะ”เซวียหย่าถิงถาม

            “เสร็จแล้ว”ซูอี้เฉิงยื่นซองจดหมายให้กับเธอ “กุญแจอพาร์ทเมนต์ที่ถนนหัวซีตอนนี้อยู่ระหว่างการเดินเอกสารส่งมอบทรัพย์สินพรุ่งนี้ผู้ช่วยของผมจะเอาเอกสารไปให้คุณเซ็น เมื่อดำเนินการเสร็จมันจะเป็นของคุณ”

            “อี้เฉิง...”เซวียหย่าถิงยิ้ม“ฉันเคยได้ยินว่าพวกผู้ชายมักจะให้บ้านให้รถกับสาวที่พวกเขากำลังตามจีบเพื่อเอาใจคุณก็ชอบใช้มุกนี้งั้นเหรอ”

            ซูอี้เฉิงประสานมือทั้งสองข้างพลางเอนพิงพนักโซฟาด้วยท่าทางห่างเหิน

            “หย่าถิงคุณเป็นผู้หญิงที่ฉลาดที่สุดตั้งแต่ผมเคยรู้จักมาคุณน่าจะรู้ดีว่าผมหมายความว่ายังไง”

            รอยยิ้มบนหน้าของเซวียหย่าถิงถึงกับชะงักค้างเธอพูดอย่างตกใจ

            “ทำไมกัน? พวกเราก็เข้ากันได้ดีนี่คะ?”

            ซูอี้เฉิงยืนขึ้นพลางกลัดกระดุมเสื้อสูท

            “ถึงเราจะคบต่อไปก็ไม่มีอนาคตเลิกกันจะเป็นผลดีกับเธอมากกว่า ค่าอาหารมื้อนี้ผมจ่ายเอง ลาก่อน”

            เขาเดินออกจากร้านอาหารไปโดยไม่หันกลับมามองสักนิดเซวียหย่าถิงมองตามแผ่นหลังเขาไป เธอเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมทุกคนต่างพูดกันว่าเขาไร้หัวใจพอๆกับลู่เป๋าเหยียน

            ยามปกติเขาดูสุขุมนุ่มลึกแต่เมื่อบอกเลิกใครสักคน กลับดูเด็ดขาดและไร้เยื่อใยเหมือนเวลาเจรจาธุรกิจไม่มีผิดความหวังสักนิดก็ไม่เหลือไว้ให้ฝั่งตรงข้าม

            หลายเดือนมานี้พวกเธอก็คบกันอย่างราบรื่นมาโดยตลอดเธอพยายามเป็นผู้หญิงที่ไร้ที่ติสำหรับเขามาโดยตลอด ตกลงปัญหามันอยู่ที่ตรงไหนกัน

            จู่ๆ เซวียหย่าถิงก็นึกถึงเหตุการณ์ตอนที่เธอพาลูกพี่ลูกน้องไปที่โรงแรมเพื่อยืนยันเรื่องที่แฟนของน้องกำลังนอกใจ ตอนที่เธอลากน้องสาวตัวเองออกมาซูอี้เฉิง...เหมือนจะเดินเข้าไปหาผู้หญิงคนที่สวมชุดคลุมอาบน้ำคนนั้น

            ตอนนั้นเธอคิดถึงแต่เรื่องของน้องสาวพอมาคิดดูดีๆ เวลานั้นแววตาของซูอี้เฉิงเหมือนมีอะไรบางอย่างแปลกไปสายตาของเขาเย็นชาและคุกรุ่น ราวกับพร้อมที่จะลงมือทำร้ายคนตรงหน้ามันดูไม่เป็นตัวเขาเลยสักนิด

            เธอคงต้องไปหาผู้หญิงคนนั้นสักครั้ง!

            ในขณะเดียวกันลั่วเสี่ยวซีอยู่ที่โรงพยาบาลเอกชนชั้นนำที่ลู่เป๋าเหยียนเคยพาซูเจี่ยนอันมารักษาซึ่งวันก่อนเจียงเส้าข่ายก็เพิ่งถูกย้ายมาพักรักษาตัวที่นี่

            “โหววว!”ลั่วเสี่ยวซีจับดอกไม้สดที่ประดับอยู่ในห้องผู้ป่วย “เจียงเส้าข่ายห้องผู้ป่วยนายหรูกว่าห้องพักคนปกติอย่างฉันเสียอีก”

            “อิจฉาล่ะสิ”เจียงเส้าข่ายพูด “งั้นย้ายมานอนพักห้องข้างๆ ฉันไหมล่ะ”

            “ฉันในตอนนี้ไม่มีปัญญาจ่ายค่าห้องที่นี่หรอก!”ลั่วเสี่ยวซีกัดฟันพูด “ต้องโทษพ่อฉันคนเดียวเลย!นี่ฉันไม่ได้ซื้อเสื้อผ้ากับรองเท้าใหม่มาอาทิตย์หนึ่งแล้วนะ!”

            “กลับบ้านไปคุกเข่ายอมรับโทษซะ”เจียงเส้าข่ายเตือนอย่างหวังดี “พ่อเธอยอมให้เธอลอยชายไปวันๆ มาหลายปีแล้วแต่เธอดันอยากจะไปเข้าวงการนางแบบ มันออกจะเกินไปหน่อยจริงๆ นั่นแหละ”

            “นายเองก็ไม่คิดว่าฉันตั้งใจจริงกับเรื่องนี้งั้นเหรอ?” ลั่วเสี่ยวซีถลึงตาใส่เจียงเส้าข่าย

            “เชอะ ก็บอกแล้วไงว่าคราวนี้ฉันเอาจริงนะ ฉันอยากจะเป็นนางแบบจริงๆ!”

            “ถึงจะได้เป็นนางแบบก็ไม่แน่ว่าซูอี้เฉิงจะหันชอบเธอนี่”

            “...”

            ลั่วเสี่ยวซีเงียบไปในทันทีซึ่งถือเป็นเรื่องแปลก เพราะโดยปกติเธอจะต้องพุ่งเข้าไปจิ้มแผลเขาสักทีเพื่อให้เขาหุบปากซะ

            เจียงเส้าข่ายสะกิดเธอเบาๆ

            “เธอกับซูอี้เฉิงมีอะไรหรือเปล่า”

            “ไม่มีอะไร”ลั่วเสี่ยวซีตอบอย่างกังวล

            “เจียงเส้าข่ายหลายปีมานี้ฉันดูเหมือนผู้หญิงขี้แพ้ที่ไม่รู้จักกระตือรือร้นเพื่อพัฒนาตัวเองหรือเปล่า?”

            “มีปริญญาควบสองใบแต่วันๆ กลับเอาแต่เข้าผับ ไม่ก็ตามจีบซูอี้เฉิง นอกจากเรื่องตามตื๊อซูอี้เฉิงแล้วเธอไม่เคยตั้งใจทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันลั่วเสี่ยวซี เธอเพิ่งรู้ตัวงั้นเหรอ?”

            “ไปไกลๆ เลย!”ลั่วเสี่ยวซีเตะเจียงเส้าข่ายเข้าให้หนึ่งที “ก็ฉันไม่สนใจเรื่องธุรกิจนี่ต้องใส่สูทไปนั่งอยู่ในออฟฟิศหรูถึงจะเรียกว่ากระตือรือร้นหรือไงตอนนี้ฉันอยากจะเป็นนางแบบชั้นนำจริงๆ แต่นายกับเจี่ยนอันดันไม่มีใครเชื่อฉันเลยสักคนนี่เพื่อนกันจริงๆ หรือเปล่า”

            พูดถึงซูเจี่ยนอันแววตาของเจียงเส้าข่ายก็เริ่มเปลี่ยนไป

            “เมื่อไรเธอจะกลับมา?”

            “ไม่รุ้เหมือนกันวันนั้นบอสลู่แบกเธอออกจากบ้านฉัน แล้วก็บินไปเมือง G เลย” ลั่วเสี่ยวซีพูดพลางหัวเราะ

            “เจียงเส้าข่ายนายต้องระวังตัวหน่อยนะ ฉันว่าที่บอสลู่ดูโมโหขนาดนั้นคงเพราะเจี่ยนอันเอาแต่ต้มซุปทำอาหารมาให้นายอยู่ได้ทุกวี่ทุกวันแน่ๆคราวนี้ที่พวกเขาไปเมือง G สองคนนี้ดูเหมือนจะมีอะไรคืบหน้านะ”

            “ก็ไม่แปลก”

            “นายหมายความว่าไง”

            “คนที่เจี่ยนอันชอบก็คือลู่เป๋าเหยียน เจี่ยนอันยังไม่ได้บอกเธอ?”

            “....ทำไมฉันรู้สึกเหมือนจู่ๆถูกฟ้าผ่า” ลั่วเสี่ยวซีช็อกไปแล้ว

            “จะเป็นลู่เป๋าเหยียนไปได้ยังไง? เป็นลู่เป๋าเหยียนจริงๆ งั้นเหรอให้ตายสิ...”

    คล้ายกับเรื่องเจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่ ที่คุณอ่าน