บนถนนอันคึกคักในเมืองหลวง ฟู่หนิงหนิงวิ่งโลดแล่นอย่างตื่นเต้นท่ามกลางเสียงะโคึกคักแข่งกันขายของของเหล่าพ่อค้า ชายกระโปรงสีแดงพลิ้วไสวตามแรงลม
แม้ว่าฟู่หนิงหนิงจะเดินไปทางไหนนางก็พบเจอแต่สิ่งที่น่าอภิรมย์ ความงดงามของเมืองหลวงหาได้กล่าวเกินจริงแม้แต่น้อย สีสันของเมืองแห่งนี้ช่างเป็์สำหรับสายกินเช่นนาง
ร่างบอบบางวิ่งไปยังแผงเกี๊ยว นางกลืนน้ำลายกับเกี๊ยวน้ำหอมๆ ฟู่หนิงหนิงเตรียมจะคว้าชามมา หากทว่าเสียงเอ่ยปลุกนางทำให้ความฝันของฟู่หนิงหนิงสลายไป
"องค์หญิง เช้าแล้วเพคะ ตื่นขึ้นมาเสวยอาหารเช้าก่อน วันนี้องค์หญิงต้องไปเรียนที่สำนักศึกษาเพคะ" อาหลันเอ่ยพร้อมทั้งเดินถือกะละมังสำหรับล้างหน้าเข้ามา
"เรียน?" ฟู่หนิงหนิงผุดลุกขึ้นทันที ในยามนี้ผมที่ยาวถึงกลางหลังยุ่งเหยิงเล็กน้อย
"เพคะ องค์หญิงต้องเข้าเรียนกับองค์หญิงและองค์ชายคนอื่นๆ มาเพคะ หม่อมฉันเปลี่ยนฉลองพระองค์ให้" อาหลันเดินมายังเตียงของนางก่อนจะวางกะละมังไว้ที่บนโต๊ะ
เหตุใดนางต้องเรียนด้วยเล่า?นางหลุดพ้นวัฏจักรนั้นมานับร้อยปี นี่นางต้องเข้าเรียนอีกรอบหรือ แล้วฟู่หนิงหนิงจำเป็ต้องเจอองค์รัชทายาทที่แสนเกเรผู้นั้น?นางยกมือขึ้นกุมขมับ แค่คิดนางก็เหนื่อยแสนเหนื่อย
"มาเถอะเพคะ" อาหลันอมยิ้มกับท่าทีขององค์หญิง
"ข้าทำเองได้อาหลัน" ฟู่หนิงหนิงเอ่ย แม้แต่การอาบน้ำแปรงฟันนางยังต้องให้นางกำนัลคอยรับใช้หรือ
อาหลันเลิกคิ้ว นางหยุดครุ่นคิดครู่หนึ่ง เมื่อนึกได้ว่าองค์หญิงไม่ได้เติบโตในวังหลวง นางก็พอจะเข้าใจว่าทรงไม่ชินกับการมีข้ารับใช้รายล้อมคอยรับใช้
"ได้เพคะ หากองค์หญิง้าสิ่งใดให้เรียกหม่อมฉันนะเพคะ"
ฟู่หนิงหนิงพยักหน้า เมื่ออาหลันออกไปแล้วนางจึงจัดการกับตนเอง เมื่อคืนนางกลับค่อนข้างดึกดังนั้นฟู่หนิงหนิงจึงอ่อนล้าเล็กน้อย นางพยายามฝึกพลังเวทย์ง่ายๆ อย่างเช่นการเปลี่ยนแปลงดวงตาหรือชุดก่อน ฟู่หนิงหนิงรู้ดีว่าตนเองเคยเป็มนุษย์มาก่อน ดังนั้นเื่แบบนี้ก็ใช่ว่าจะฝึกกันง่ายๆ
หลังจากจัดการตนเองเรียบร้อย อาหลันและเสี่ยวเถาก็นำชุดและเครื่องประดับเข้ามา ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างอย่างตื่นเต้น ด้วยนางเป็อิสตรีมีหรือจะไม่ชอบของสวยๆ งามๆ นางอยู่ในสภาพไร้เสื้อผ้ามานับร้อยปี พอได้มาเห็นแบบนี้ก็อดแปลกตาไม่น้อย
เครื่องประดับที่นำมาล้วนล้ำค่า สร้อยคาดผมประดับด้วยผีเสื้อหยอกล้อบุปผาทำให้มันช่างงดงามราวกับมีชีวิต นี่ละหนามือของคนในยุคโบราณ แม้จะไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกมากมายเช่นปัจจุบัน หากทว่าของทุกชิ้นล้วนประณีตงดงามไม่แพ้ใครเลยทีเดียว
อาหลันมาช่วยฟู่หนิงหนิงผลัดเปลี่ยนชุดใหม่ให้กับนาง ชุดสีฟ้าอ่อนปักลายเดียวกันกับปิ่นทำให้นางที่สวมใส่ดูสดใสขึ้นมา
"งดงามมากเพคะ" อาหลันเอ่ยชื่นชม หากบอกว่าองค์หญิงใหญ่งดงามราวกับภาพวาดก็คงไม่เกินจริงเลยสักนิด
ฟู่หนิงหนิงนั่งเท้าคางอย่างเบื่อหน่าย "อาหลัน ข้าไม่ไปเรียนได้หรือไม่?" แค่คิดนางก็ปวดหัว เดิมทีฟู่หนิงหนิงก็หาใช่คนฉลาดไม่ ยิ่งตำราสมัยโบราณที่แตกต่างจากการเรียนในปัจจุบัน นางคงกลายเป็องค์หญิงโง่งมที่ถูกผู้คนดูถูกเป็แน่
"ไม่ได้เพคะ เื่นี้เป็รับสั่งของฝ่าา" นางเอ่ยอย่างนอบน้อม
คิ้วสวยขมวดมุ่น จะว่าไปคนผู้นั้นนอกจากจะไม่ให้นางพบกับมารดาแล้ว เขายังกีดกันไม่ให้นางเข้าเฝ้าอีกด้วย ดวงตาของนางหลุบลง นางลืมนึกไปว่าตนเองเป็ถึงองค์หญิง ดังนั้นนางจึงควรมีสิทธิ์ในการเข้าเฝ้า
"อาหลัน เสี่ยวเถา ข้าจะเข้าพบคน...ไม่สิ เสด็จ...พ่อ" นางเอ่ยอย่างไม่เต็มใจนัก ร่างบางผุดลุกขึ้น พร้อมทั้งกับเดินตรงดิ่งไปยังประตู
"ไม่ได้นะเพคะองค์หญิง!" อาหลันตัวสั่นเทา ใครจะไม่ทราบว่าฝ่าาทรงเคร่งครัดแค่ไหน หากฝ่าฝืนคำสั่งมีโทษถึงปะาชีวิตเลยทีเดียว
ฟู่หนิงหนิงชะงัก นางหันมองนางกำนัลที่ตัวสั่นเทาก่อนจะเลิกคิ้ว "ทำไม?"
"คือ…" นางเอ่ยอย่างตะกุกตะกัก
"พี่อาหลันก็บอกกับองค์หญิงไปสิเ้าคะว่าฝ่าาทรงมีรับสั่งว่าไม่ให้ใครเข้าเฝ้าในยามนี้" เสี่ยวเถาเอ่ยขึ้น ว่ากันว่าฝ่าาทรงประชวร หากแต่แท้จริงแล้วยากนักที่จะรู้ได้ว่าคือเหตุผลอะไร
ฟู่หนิงหนิงนิ่งเงียบนางมองสีหน้าลำบากใจของทั้งสองก่อนจะพยักหน้าอย่างเข้าใจ "ข้าเข้าใจแล้ว ไปกันเถอะ" นางก้มหน้าอย่างยอมจำนน แท้จริงแล้วนางหาใช่คนที่ยอมอะไรง่ายๆ นางเพียงรอโอกาสเท่านั้น ฟู่หนิงหนิงรู้ดีว่าฮ่องเต้ทรงใช้นางเป็ตัวประกันของท่านแม่ นี่กระมังคือเหตุผลที่เขาไม่ให้นางไปพบ
ร่างบางถอนหายใจก่อนจะเดินตามนางกำนัลไปยังสำนักอักษรซึ่งเป็สถานที่ที่เหล่าเชื้อพระวงศ์ต้องมาเรียนตำราที่นี่ แม้ในยุคนี้จะถือชายเป็ใหญ่ หากแต่สำหรับผู้มีฐานะแล้ว แน่นอนว่าย่อมมีความพร้อมมากกว่าชาวบ้านธรรมดา นอกจากเหล่าเชื้อพระวงศ์แล้ว ในที่แห่งนี้ยังมีเหล่าคุณหนูตระกูลสูงเข้ามาเพื่อร่ำเรียนร่วมด้วย
ทางเดินเข้าไปในสำนักอักษรดูร่มรื่นประหนึ่งหลุดพ้นจากโลกีย์ เสียงน้ำตกกระทบผืนน้ำแว่วเป็สำเนียงน่าฟังตกกระทบหูของฟู่หนิงหนิง เรือนไผ่หลังน้อยหลายหลังถูกปลูกรายเรียงกันดูสะอาดตา อาหลันบอกว่าที่แห่งนี้เป็สถานที่พักอาศัยของท่านอาจารย์ที่ชื่นชอบความสงบ
ปกติแล้วจะมีการแยกบุรุษและสตรี แต่วันนี้เรียนวิชาการฝึกเขียนพู่กันดังนั้นจึงเรียนรวมกันทั้งชายหญิง
เสียงพิณหวานดังแว่วมา ทำให้ฟู่หนิงหนิงหยุดฟังอย่างตั้งใจ "เสี่ยวเถา เสียงพิณช่างไพเราะนัก" เสียงหวานประหนึ่งน้ำค้างตกกระทบบุปผาในยามเช้า งดงามแต่มิอาจจับต้องได้
เสี่ยวเถาแย้มยิ้ม "เรือนหลังนั้นท่านหญิงผิงหลันจะใช้บรรเลงฝึกเพลงพิณเพคะ"
"ท่านหญิงผิงหลัน...นางคือใคร"
"นางคือบุตรสาวของรุ่ยอ๋องที่ได้รับการแต่งตั้งขึ้นมา ในยามนี้นางอายุเพียง 8 หนาว หากทว่ากลับฉายแววงดงามนัก" เสี่ยวเถาเอ่ยตามจริง ครั้งหนึ่งนางเคยพบท่านหญิง ดวงพักตร์ของนางช่างงดงามจนแทบยากที่จะละสายตานัก
"แปดขวบดีดพิณเก่งถึงขนาดนี้?" ฟู่หนิงหนิงถอดถอนใจ เด็กสมัยนี้เก่งกาจกันจริงๆ แม้แต่นางเองยังไม่อาจเทียบได้
"ไปกันเถิดเพคะ พวกเราจะสายแล้ว" อาหลันเอ่ย
"อ้อ ไปเถอะๆ" ฟู่หนิงหนิงยิ้ม นางเดินตรงไปยังเรือนไม้หลังใหญ่ที่ถูกล้อมรอบด้วยทิวไผ่ ช่างให้ความรู้สึกราวกับสำนักที่เร้นกายห่างหายจากโลกภายนอกในซีรีส์กำลังภายในเสียจริง
เหล่าบุรุษและสตรีเดินเข้าไปด้านในอย่างเร่งรีบ โดยเฉพาะสตรีที่ดูจะอารมณ์ดีเป็พิเศษเนื่องจากอาจารย์ที่มาสอนวันนี้เป็ราชครูอายุน้อยที่สุด
"หลิงหลิง ชาดปัดแก้มที่เ้าใช้ซื้อที่ไหน ช่างงดงามนัก" สาวน้อยวัยยังไม่ถึงวัยปักปิ่นเอ่ยขึ้น
"หอเหม่ยหนี่ว์ แต่ว่า...มีไม่มากนัก เ้าต้องรีบไปจับจองไว้" ทั้งสองเดินผ่านหน้าฟู่หนิงหนิงไป กลิ่นหอมของถุงหอมลอยมาเตะจมูกของนางจนฟู่หนิงหนิงทนไม่ไหวจามไปหนึ่งที
ฟู่หนิงหนิงเช็ดจมูกของตนเบาๆ นางสูดลมหายใจเพื่อตั้งสติก่อนจะเดินตามหลังพวกนางไปด้านใน
ด้านในตกแต่งไว้อย่างเรียบง่าย มีโต๊ะหลายอันวางเรียงรายอยู่ ด้านหน้ามีโต๊ะใหญ่วางอยู่หนึ่งอันซึ่งเป็ตำแหน่งของท่านอาจารย์
"องค์หญิงเพคะ พวกหม่อมฉันไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปภายใน ดังนั้นหากท่านเรียนเสร็จให้องค์หญิงยืนรออยู่ที่นี่นะเพคะ" อาหลันเอ่ย
"อ้าว พวกเ้าไม่ได้เข้าไปด้วยกันหรือ?" ฟู่หนิงหนิงเอ่ยอย่างตระหนกเมื่อนางต้องเข้าด้านในด้วยตนเอง
"เพคะ" นางยิ้มก่อนจะคำนับแล้วถอยจากไปพร้อมเสี่ยวเถา
ฟู่หนิงหนิงเม้มปาก นางหันหลังก่อนจะก้าวเข้าไปด้านใน สายตาคู่งามจ้องมองรอบตัวอย่างตื่นเต้น ดูเหมือนว่าในที่นี้นางจะโตที่สุด
สายตาหลายคู่จ้องมาทางฟู่หนิงหนิง แม้ว่าพวกนางจะรู้ว่านางคือองค์หญิงแต่หากทว่ากลับไม่มีผู้ใดเข้ามาทักทาย
"เป็แค่สตรีไร้หัวนอนปลายเท้า ริอ่านจะอยากชุบตัวเป็คุณหนูตระกูลสูงส่ง" เด็กสาวตนหนึ่งเอ่ยกับสหายที่นั่งอยู่ด้านข้าง
"อะไรกันลั่วเอ๋อร์ มารดาข้าเป็ถึงฮูหยินใหญ่หาใช่สตรีไร้สกุล เ้าเอ่ยผิดคนแล้ว" เมิ่งฮวาหลินเอ่ยขึ้น นางเป็บุตรสาวของเสนาบดีเมิ่ง ในเมื่อพวกนางมีองค์หญิงเฟยหลินหนุนหลังพวกนางจะยังต้องหวาดกลัวอะไรกัน
เซียวเฟยหลินยกยิ้มเล็กน้อย นางหยิบขนมขึ้นมาก่อนจะวางลงต่อหน้าสาวน้อยทั้งสอง
"เสด็จแม่บ่นว่าคิดถึงพวกเ้า หากพวกเ้าว่างก็ไปเยี่ยมนางสักหน่อย" เซียวเฟยหลิน
"เพคะ องค์หญิง" พวกนางยิ้มอย่างยินดีก่อนจะหยิบขนมขึ้นมาชิม "ฝีมือของพระสนมยังคงอร่อยเช่นเคย"
ฟู่หนิงหนิงละสายตาจากพวกนางอย่างไม่สนใจ ร่างบางเดินไปยังที่นั่งว่างหากทว่ากลับถูกเหล่าคุณหนูวางหนังสือลงบนโต๊ะไม่ก็แสดงเจตนาชัดเจนว่าไม่้าให้นางนั่งด้วย
ฟู่หนิงหนิงยกยิ้ม ในเมื่อพวกนางไม่ต้อนรับนางจะดึงดันไปทำไม สายตานิ่งเฉยมองไปรอบกายก่อนจะสะดุดเข้ากับใบหน้าอันแสนคุ้นเคย เด็กคนนั้น?
นางยกยิ้มขึ้นอย่างพอใจก่อนจะเดินไปนั่งลงข้างๆ เขา
เซียวอู๋ซวนหาได้สนใจรอบกาย เขาทำเพียงหยิบตำราขึ้นมาอย่างเงียบๆ ดวงตาของเขาเฉยชาราวกับว่าเขาไม่มีความรู้สึก
"นี่" ฟู่หนิงหนิงสะกิดเขาเบาๆ "เด็กน้อย เ้าจำข้าได้ไหม?"
เซียวอู๋ซวนเหลือบมองนางครู่หนึ่งก่อนจะเบือนสายตาหลบ
ฟู่หนิงหนิงหัวเราะเบาๆ คนอะไรเ็าชะมัด เมื่อคืนเขาถูกรังแกขนาดนั้น เขาคงจะไม่มีเพื่อนสนิทเลยสินะ
"เด็กน้อยเ้ามีชื่อว่าอะไร เสี่ยวปิง[1]? ฉือโถ[2]?" ฟู่หนิงหนิงเอ่ยยิ้มๆ
เซียวอู๋ซวนเหลือบมองนางราวกับนางเป็สตรีเสียสติ "อย่าเรียกข้าว่าเด็กน้อย" เขาเอ่ยก่อนจะก้มลงคัดอักษร
ฟู่หนิงหนิงยิ้ม นางไม่โกรธกับท่าทีเ็าของเขาแม้แต่น้อย ไม่นานเสียงระฆังก็ดังขึ้นเป็สัญญาณของการเริ่มเรียนนั่นเอง
สมุดคัดอักษรเป็กระดาษชั้นดี แม้แต่หมึกยังมีราคาแพง ฟู่หนิงหนิงลองฝนหมึก ใบหน้าของนางยกยิ้มขึ้นอย่างพึงพอใจ หากนำไปขายคงได้ราคาดี…
เสียงพูดคุยเงียบลงเมื่อร่างในชุดสีขาวก้าวเข้ามา ท่าทีสูงศักดิ์สะกดให้ผู้คนไม่อาจละสายตาไปจากเขาได้
"คารวะท่านอาจารย์" ทุกคนยืนขึ้น
ฟู่หนิงหนิงรีบวางแท่งหมึกลงก่อนจะลุกขึ้น นางมองท่าทีของทุกคนก่อนจะทำตามอย่างเคร่งครัด
"นั่งลงได้" เสียงนุ่มทุ้มเอ่ย
ฟู่หนิงหนิงนั่งลง นางเงยหน้าขึ้นมองเ้าของเสียงก่อนจะเบิกตาโพลงอย่างใเมื่อพบว่าเขาช่างคล้ายคลึงกับาาจิ้งจอกที่นางเคยพบเมื่อหนึ่งปีก่อนยิ่งนัก เพียงแต่เส้นผมสีเงินยวงในยามนี้กลายเป็สีนิลราวกับหมึกที่นางกำลังฝนอยู่
แล้วาาจิ้งจอกมาทำอะไรที่นี่เล่า?บางทีเขาอาจจะไม่ใช่าาจิ้งจอกก็เป็ได้ บางทีนางอาจจะคิดมากไปเอง...
สายตาคมตวัดมายังร่างบอบบางที่นั่งอยู่ด้านหลัง คิ้วคมขมวดมุ่นอย่างแปลกใจหากทว่าในยามนี้เขาไม่มีเวลาจะครุ่นคิดสิ่งใดมากมาย
"อักษรคือสิ่งที่บ่งบอกตัวตน ยามจรดอักษรลงไปจงรู้สึกผ่อนคลายอารมณ์ จิตใจนิ่งสงบจดจ่ออยู่กับอักษรเบื้องหน้า" น้ำเสียงอันนุ่มราวกับฤดูใบไม้ผลิอันอบอุ่นเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ สายตาคู่คมราวกับจะอ่านใจได้บ่งบอกถึงความเฉียบแหลมของอาจารย์ผู้นี้
ฟู่หนิงหนิงเพ่งมองเขา ไม่ว่าจะรูปลักษณ์หรือแม้แต่น้ำเสียงของเขายังเหมือนกับไป๋ชิงเทียนไม่มีผิด นางกำพู่กันไว้แน่นด้วยความสงสัย แม้แต่เขาเองยังต้องเข้ามาที่วังหลวงด้วยหรือ?
"องค์หญิงหนิงเฉิงมีอะไรข้องใจหรือไม่?" เขาเดินมาหยุดต่อหน้านางพร้อมกับยกยิ้มน้อยๆ "ตัวอักษรของท่าน?" เขาก้มลงมองดูลายอักษรที่อยู่บนกระดาษ "ช่างแปลกตานัก" เขายกยิ้มมุมปาก
นางก้มลงมองตัวอักษรที่ถูกเขียนบนหน้ากระดาษ มุมปากของนางกระตุกทันทีเมื่อพบว่าตนเองเขียนอะไรลงไป นี่นางเผลอเขียนคำนี้ไปเมื่อไหร่กัน!
คำว่า 'handsome' ที่มีความหมายว่าหล่อเหลาถูกเขียนบนหน้ากระดาษของนาง ฟู่หนิงหนิงเงยหน้าขึ้นมองเขาทันที อะไรกัน…
มีแค่จิ้งจอกเท่านั้นที่จะสะกดจิตใจให้ผู้คนหลงใหลได้ ดังนั้นบุรุษผู้นี้คงจะเป็าาจิ้งจอกไม่ผิดแน่ แต่ว่า…เขามาทำอะไรที่นี่กัน
ไป๋ชิงเทียนละสายตาไปจากนาง เขาเดินด้วยท่าทีผึ่งผายกลับไปยังด้านหน้าเช่นเดิม
สายตาคู่คมที่ราวกับจะสะกดคนได้กวาดตามองไปรอบด้านก่อนจะนั่งลง เขาหยิบกระดาษขึ้นมา มือราวกับลำเทียนฝนหมึกอย่างประณีต ไป๋ชิงเทียนก้มลงเขียนอักษรให้พวกนางได้ชม
แม้แต่ฟู่หนิงหนิงยังต้องตื่นตะลึงกับอักษรที่งดงามนั้น คำว่า ‘ฝู[3]’ ถูกเขียนไว้เต็มหน้ากระดาษ แต่อักษรของเขายังให้ความอ่อนหวานแต่ทว่าแข็งแกร่ง แม้แต่นางที่ไม่มีความรู้ในด้านนี้ยังอดชื่นชมไม่ได้
ไม่แปลกใจที่แม้เขาจะเป็จิ้งจอกที่อาศัยอยู่ในป่า แต่ทว่าพออยู่ในวังหลวงกลับได้ตำแหน่งเป็ถึงราชครู อืม...เพียงแค่หนึ่งปี แต่ไป๋ชิงเทียนกลับมีตำแหน่งโดดเด่นภายในราชสำนัก ช่างน่าชื่นชมเสียจริง
การเรียนในการเขียนอักษรใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วยาม[4]เท่านั้น หลังจากเรียนเสร็จก็ทำเอาพลังงานของฟู่หนิงหนิงแทบหมดลงทันที
เซียวเฟยหลินเหม่อมองไปยังราชครูไป๋ด้วยสายตาชื่นชม ดวงหน้าน้อยแดงก่ำขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัวเมื่อได้สบกับดวงตาคู่นั้น นางหยิบตำราก่อนจะเดินตรงไปยังบุรุษร่างสูง
“ท่านราชครู ข้ามีเื่ที่จะเอ่ยถาม” นางเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
ไป๋ชิงเทียนยิ้มน้อยๆ “องค์หญิงเชิญกล่าว”
แค่น้ำเสียงที่อ่อนโยนก็ทำเอาหัวใจน้อยๆ ของนางเต้นไม่เป็จังหวะ “ข้าทราบว่าเสด็จพ่อทรงไว้ใจให้ท่านไปเป็ราชทูตที่แคว้นเว่ยใช่หรือไม่ ข้าอยากจะมอบสิ่งนี้ให้ท่าน” นางหยิบถุงหอมของตนออกมา ดวงตาคู่งามจ้องมองเขาอย่างรอคอย
ความจริงนางไม่ต้องรีบที่จะบอกความในใจนี้ไป หากแต่ว่านางหวาดกลัวว่าเขาจะตกหลุมรักสตรีอื่น หากเป็เช่นนั้นแล้ว นางก็ไม่อาจทนได้ เขาเป็บุรุษคนแรกที่นางมอบหัวใจให้
ไป๋ชิงเทียนก้มมองถุงหอมในมือของนาง เขาชั่งใจเล็กน้อยก่อนจะรับมา “น้ำใจของท่านข้ารับไว้”
ดวงหน้างามยกยิ้มขึ้นเมื่อเขารับถุงหอม เขาจะรู้หรือไม่ว่าการรับของสิ่งนี้จากนางหมายถึงสิ่งใด
เซียวเฟยหลินกำมือที่ชื้นเหงื่อของตนไว้ นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอันแ่เบา “ข้าจะรอ” เอ่ยจบเรือนร่างบอบบางก็หันจากไป ทิ้งให้ไป๋ชิงเทียนยืนอยู่ภายในลำพัง
ใบหน้าที่เปื้อนด้วยรอยยิ้มของเขาหุบลง ไป๋ชิงเทียนก้มลงมองถุงหอมด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน “เหอะ มนุษย์น่ารังเกียจ” เอ่ยจบถุงหอมในมือของเขาก็ถูกแทนที่ด้วยเปลวเพลิงก่อนจะสลายกลายเป็เถ้าไป
ภาพนั้นทำให้ฟู่หนิงหนิงที่แอบมองอยู่อดขนลุกกับท่าทีแบบนั้นของเขาไม่ได้ ความจริงแล้ว ไป๋ชิงเทียน้าทำอะไรกันแน่…
[1] เสี่ยวปิง = เสี่ยวหมายถึงเล็ก ใช้เรียกบุคคลที่อายุน้อยกว่า ปิง คือ น้ำแข็ง
[2] ฉือโถ = หิน
[3] ฝู 傅 อักษรมงคลของจีนที่หมายถึงความสุข
[4] หนึ่งชั่วยาม 2 ชั่วโมง