บทที่ 186 ยื่นมือเข้าไปยุ่ง
หลี่ชิงหมินไม่ต้องออกไปกินอาหารมื้อเย็นร่วมกับบิดามารดา พวกเขาได้รับเวลาส่วนตัวค่อนข้างมาก แต่ชิงหมินเอาเวลาทั้งหมดไปกับการกินและหลังจากนั้นก็ล้มตัวลงนอน แม้ว่ารถม้าที่หวงซีเฉิงจัดเตรียมเอาไว้ให้จะค่อนข้างดี ทว่าการได้นอนรถม้าที่สั่นคลอนตลอดเวลากับการนอนบนเตียงนิ่งๆย่อมต้องต่างกัน
หวงซีเฉิงคอยดูแลคนตัวเล็กอยู่ไม่ไกล เขาไม่ชอบที่จะนอนหลับนักเพราะคิดว่ามันเสียเวลา ตั้งแต่ยังเด็กเขาก็นอนไม่ค่อยหลับอยู่แล้ว เหมือนร่างกายของเขาจะเคยชินกับมันเสียด้วย ถึงอย่างนั้น...เขาก็ยังนอนเป็นหมอนข้างกายให้ชิงหมิน ปล่อยให้คนตัวเล็กได้นอนท่าที่สบายที่สุดและหลับไป จากนั้นจึงค่อยลุกขึ้นมาจัดการงานที่ค้างคาอยู่
เสียงหวีดหวิวของดวงวิญญาณและพลังหยินที่รุนแรงทำให้คิ้วของชายหนุ่มเลิกขึ้น องค์ชายสามเคลื่อนไหวแล้วจริงๆ หลังจากที่เขารู้ว่ารัชทายาทกำลังเดินหน้าทำเรื่องขอสมรสพระราชทานให้ตนเองกับคุณหนูจาง ช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้...เขาไม่อาจจะปล่อยให้โอกาสไปอยู่ในมือของรัชทายาทได้ ดังนั้นตระกูลจางสมควรจะถูกดึงมาอยู่ฝั่งของเขา
แต่จะทำเช่นไรล่ะ? คุณหนูตระกูลจางผู้นั้น หากทำให้เสื่อมเสียก่อนจะมาเป็นคนของเขาก็เท่ากับไร้ค่าแล้ว ต่อให้ได้กำลังของตระกูลจางมาอยู่ในมือ ก็ไม่การันตีได้ว่าจะเป็นกำลังทั้งหมด พวกเขาอาจจะตัดขาดคุณหนูจางด้วยเรื่องนี้ก็ได้ ดังนั้น...แผนการขององค์ชายสามจึงชี้ไปที่รัชทายาทมากกว่า
หวงซีเฉิงไม่ตำหนิหากองค์ชายสามต้องการทำลาย “สมรสพระราชทาน” เพราะนั่นจะทำให้การต่อสู้ในวังหลังองค์รัชทายาทดุเดือดน้อยลง สิ่งที่เขาต้องการเห็นก็คือ “ความวุ่นวาย” ที่ผู้คนต้องการปีนป่ายเอาตำแหน่งชายาเอก หรือก็คือ...ตัวละครเอกของเรื่องยังเป็นจางหลิวอี้ แต่นางควรจะถูกรุมทึ้งโดยพระสนมทั้งหลาย หนึ่งในนั้นคือพระสนมขั้นผินที่ซือซือติดตามรับใช้ใกล้ชิด
น่าเสียดายที่องค์ชายสามต้องการทำมากกว่านั้น นอกจากจะทำลายความดีความชอบองค์รัชทายาทจนเขาไม่กล้าขอสมรสพระราชทานแล้ว ยังวางแผนที่จะกลายเป็นผู้รับความดีความชอบนั้นไปเองเสียด้วย
เขารู้ว่าองค์ชายสามฉลาดมาก และแผนการนี้ถูกวางเอาไว้โดยตระกูลฉาง ไม่มีทางที่ฝ่ายองค์รัชทายาทจะเคลื่อนไหวได้ทัน หรือก็คือ...หมากของเขากำลังจะถูกแย่งออกไป
แม้จะอยากให้การแข่งขันเป็นไปอย่างยุติธรรมและขึ้นกับความสามารถของทั้งสองคนเอง ทว่า...หวงซีเฉิงก็ไม่สามารถปล่อยคุณหนูจางไปได้ เขารู้ว่านอกจากคุณหนูผู้นี้แล้ว ผู้ที่มีความสามารถในการต่อกรกับซือซือนั้นไม่มากนัก
ขนาดพระสนมผินที่ว่าเก่งกาจ ยังไม่รู้ว่า “สนมซือซือ” ผู้รับใช้ที่ซื่อสัตย์ของตน หมากที่คิดว่าจะบีบเมื่อไรก็ได้ จะโยนความเมตตาลงไปเมื่อไรยังถือเป็นพระคุณ บัดนี้กำลังส่องสุมอำนาจของตนเองผ่านวิธีการอันแยบยลอยู่
วิธีการนี้ สตรีผู้สูงศักดิ์มักจะไม่ค่อยคิดถึง มันมีความเสี่ยงที่จะทำให้ชื่อเสียงเสียหายในภายหลังกรณีที่ควบคุมทุกอย่างได้ไม่ดีพอ ทว่า....หากจัดการทุกอย่างได้ มันจะกลายเป็นวิธีที่สมบูรณ์แบบ เชื่อเลยว่าสนมซือซือผู้นี้คงจะเห็นชิงหมินของเขาเป็นตัวอย่าง
คนโง่ที่มีหัวใจเหล่านี้เป็นเป้าหมายที่สำคัญของนาง และตอนนี้ก็พบเจอคนโง่คนนั้นอีก 1 คนแล้ว ทั้งยังมีสถานะเป็นถึงสหายขององค์รัชทายาท ภายภาคหน้าจะต้องเป็นกำลังสนับสนุนให้สามารถปีนป่ายขึ้นที่สูงได้อย่างแน่นอน และไม่ได้หมายความว่านางจะพอใจกับจำนวนคนโง่เพียงหนึ่งคนนี้
หวงซีเฉิงถอนหายใจออกมา แม้ชิงหมินจะบอกว่าไม่ต้องการข้องเกี่ยวอีกแล้ว แต่เขารู้สึกว่าผู้หญิงเช่นซือซือไม่มีทางยอมปล่อยไปง่ายๆแน่ เพื่อให้ตนเองมีสถานะที่ดีต่อองค์รัชทายาท นางถึงกับพูดกำกวมเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเขาและชิงหมิน ทำเอาผู้คนสับสนได้ง่ายๆเลย
ถ้าไม่ใช่เพราะเขาอยู่ในตำแหน่งนั้นและแจ้งเกี่ยวกับบุญคุณความแค้นที่หมดไป ไม่รู้ว่าจะมีกี่คนที่เชื่อคำลวงพวกนั้นจนสนับสนุนนางเพื่อมากอบโกยผลประโยชน์จากเขาอีกที
เอาเถิด ยิ่งนางมีความสามารถมากเท่าไร เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าเรื่องนี้ควรจะสมดุลมากขึ้น ถ้าปล่อยให้คุณหนูจางเข้าไปในจวนองค์รัชทายาทเพียงคนเดียว สถานการณ์ของรัชทายาทก็จะสงบสุขเกินไป มีผู้สนับสนุนที่ยิ่งใหญ่ มีบิดาคอยให้ท้าย และครอบครัวภรรยาต่างก็ดีด้วย
เช่นนั้น ให้พวกเขาได้ต่อสู้ดิ้นรน รู้จักว่าโลกความจริงที่โหดร้ายเป็นอย่างไรดีกว่า รัชทายาทตอนนี้ไม่เหมาะที่จะขึ้นครองบัลลังจริงๆ ด้วยสถานการณ์ของเขาตอนนี้...หากเจอกับความกดดันระหว่างอาณาจักร เขาย่อมทำอะไรไม่ถูกเป็นแน่
“นายท่านจะให้พวกเราจัดการเลยดีหรือไม่เจ้าคะ” เสียงวิญญาณร้ายที่มารายงานสถานการณ์กล่าวขึ้น บรรยากาศที่เย็นยะเยือกนี้แสดงให้เห็นว่าวิญญาณร้ายตนนี้ไม่ใช่ระดับธรรมดา
“ยังก่อน รอให้พวกเขาได้เปิดแผลรัชทายาทขึ้นมาก่อน”
“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ แล้วผู้ที่ท่านเลือกให้รับหน้าที่แทน....”
“ข้ากำลังดูอยู่” ซีเฉิงโบกมือ
งานใหญ่ที่รัชทายาทรับไปรวบรวมก็คือการตรวจสอบผลการแลกเปลี่ยนและจ่ายค่าคุ้มครองให้กับอาณาจักรใหญ่อื่นๆ รวมแล้ว 3 อาณาจักร งานนี้ไม่อาจจะผิดพลาดได้ แต่ก็ไม่ใช่งานที่ยุ่งยากอะไร พวกเขาต้องรวบรวมทรัพยากรทุกปีอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นอาณาจักรใหญ่คงจะพุ่งมาเล่นงานพวกเขาได้
แต่ครั้งนี้ องค์ชายสามต้องการเล่นงานรัชทายาท ทำให้เขาเกือบจะส่งข้อมูลที่ผิดพลาดไปยังอาณาจักรหนึ่ง โดยในข้อมูลที่ตรวจสอบพบก็คือ...อาณาจักรแห่งนั้นมอบของที่แลกเปลี่ยนระหว่างกันมาไม่ครบถ้วน ซึ่งถ้าส่งหนังสือทวงไปแล้วเกิดว่าเป็นความเข้าใจผิดของอาณาจักรเซิน อาณาจักรที่ถูกกล่าวหาจะต้องเล่นงานกลับมาแน่
องค์ชายสามจะแสร้งทำเป็นเปิดเผยเรื่องนี้ และอยากจะเข้าไปตรวจสอบโดยตรง ทำผลงานที่ยอดเยี่ยมด้วยการตรวจสอบว่าอาณาจักรเซินต่างหากที่ส่งสินค้าแลกเปลี่ยนไปไม่ครบถ้วน และรีบแสดงความจริงใจออกไปให้อาณาจักรนั้นๆ นี่จะทำให้อาณาจักรเซินได้รับคำชื่นชมอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม หวงซีเฉิงไม่คิดจะปล่อยให้องค์ชายสามได้รับงานนี้ไปเช่นกัน ถ้าเขาสามารถแก้ไขสถานการณ์และตรวจสอบได้จริง อย่างนั้น...เขาจะต้องขอความดีความชอบ แต่งคุณหนูจางเข้าวังแน่ ซึ่งเป็นการขโมยหมากตัวสำคัญไปจากรัชทายาท
ตอนแรกซีเฉิงมีคนอยู่ในใจ เขาคิดจะป้อนงานให้องค์ชายคนอื่นบ้าง เผื่อจะกระตุ้นความโลภของคนให้ขึ้นมาเป็นคู่แข่งคนสำคัญ นอกจากตัวเลือกที่ไร้ความสามารถทั้งสองคนนี้ น่าเสียดายที่เขายังไม่เจอองค์ชายคนไหนมีคุณสมบัติที่ดีพอ ถ้าจะมี...อีกฝ่ายก็เป็นท่านอ๋องผู้หนึ่ง หากแต่อายุไม่ต่างจากองค์จักรพรรดิมากนัก แถมยังมีอาการป่วยเรื้อรัง ซึ่งหมายความว่าเขาอาจจะสิ้นพระชนม์ก่อนองค์จักรพรรดิ
ซีเฉิงจึงทำได้แค่ต้องมองหาต่อไป กระนั้น...ตอนนี้เขามีคนหนึ่งที่สนใจอยู่ น่าเสียดายที่นางเป็นสตรี ไม่อาจจะขึ้นครองบัลลังได้ตามกฎของอาณาจักรเซิน ดังนั้นซีเฉิงจึงยังลังเลใจอยู่บ้าง
ถ้าเขาปั้นนางขึ้นมาเป็นลูกมือของตนเองได้ อย่างนั้นการมอบโอกาสครั้งนี้ก็ควรจะเป็นเรื่องดี แต่เขายังไม่ไว้ใจนางจนกว่าจะทำให้มั่นใจว่านางไม่สามารถหักหลังเขาได้อีก
“หากนายท่านลงมือเอง...”
“ยังไม่ใช่ตอนนี้”
หวงซีเฉิงรู้ดีว่าสิ่งที่วิญญาณร้ายกำลังหมายถึงคืออะไร เดิมทีเขาได้รับป้ายละเว้นโทษประหารมาหลังจากที่เอาชนะสงครามและกลับมายังเมืองหลวงได้ เขายังได้ขอสมรสพระราชทานให้ตนเองและชิงหมินอีก ดังนั้น...ถ้าต้องการ “ละเว้นคำสั่งคู่ครอง” อีกอย่าง เชื่อได้เลยว่าองค์จักรพรรดิคงไม่มีทางยินยอม
สุนัขที่โหดเหี้ยม หากไม่เปิดโอกาสให้ควบคุมเลยก็จะอยู่ได้ยาก เขาเกรงว่าชิงหมินของเขาจะลำบากไปด้วย ดังนั้นช่วงนี้เขาต้องแสร้งทำตัวเป็นสุนัขที่ว่านอนสอนง่าย ดีที่ฮูหยินใหญ่ของเขามาจากตระกูลขุนนางระดับต่ำ แถมยังเป็นบุรุษ องค์จักรพรรดิจึงวางใจเรื่องนี้ไปไม่น้อย
“แต่องค์จักรพรรดิกำลังมองหาคนของพระองค์มอบให้แก่นายท่าน มีการรายงานว่าตอนนี้มีสตรีจากฝั่งสกุลเดิมขององค์จักรพรรดินีที่กำลังเป็นเป้าหมายสำคัญ หากนางได้มาอยู่ข้างนายท่านจริงๆ จะจัดการลำบากในภายหลังแน่เจ้าค่ะ”
“งั้นหรือ? หากนางต้องการจะมา อย่างนั้นก็ให้นางมา”
“.............” วิญญาณร้ายประหลาดใจกับคำพูดนี้อยู่บ้าง ทำไมนายท่านของนางจึงยอมรับง่ายดายเช่นนี้ ไม่ใช่ว่าเขาต้องการกวาดขยะไม่ให้มารบกวนฮูหยินใหญ่หรอกหรือ?
“แน่นอนว่าเมื่อถึงวันนั้น พวกเจ้าและวิญญาณร้ายตนอื่นๆคงจะได้เล่นกันอย่างสนุกสนาน”
“นายท่าน ไม่ดีกว่าหรือเจ้าคะที่จะจัดการก่อนที่นางจะเข้ามา ข้าเกรงว่าพวกคนเหล่านั้นจะเอาเรื่องท่านได้ พวกเขาจะต้องหาว่าท่านเป็นคนลงมือแน่”
“จะมาเป็นสตรีของข้า ไม่รู้หรือว่าข้ามีพลังอะไร? ถ้าอ่อนแอขนาดนั้นก็ต้องยอมรับชะตากรรม” หวงซีเฉิงยักไหล่ ถ้ากล้าส่งคนมาเขาก็จะรับเอาไว้ ดีหน่อยนางก็อาจจะหนีไปขอบวช แต่ถ้าแย่หน่อย...นางอาจจะกลายเป็นคนเสียสติไปเลยก็ได้
“..........” วิญญาณร้ายไม่พูดอะไรอีก มันเองก็รู้ว่านายท่านไม่สามารถปฏิเสธตลอดไปได้ บางที...ก่อนที่จะขอยกเว้นสมรสพระราชทานในอนาคต เขาอาจจะต้องก่อเรื่องใหญ่เช่นนี้หลายๆครั้งจริงๆ
ทำให้กลายเป็นจวนต้องห้ามที่ผู้คนหวาดกลัว หลังจากนั้นก็ค่อยใช้ความเป็นห่วงเป็นใยมาเป็นข้ออ้าง ไม่ทำร้ายสตรีคนอื่นในอนาคต ทำตัวเหมือนสุนัขที่ว่านอนสอนง่าย ไม่ทำให้คนอื่นต้องหวาดกลัวไปมากกว่านี้
ด้วยอำนาจในมือของตระกูลหวงตอนนี้ก็ทำให้คนมากมายหวาดกลัวแล้ว หลายฝ่ายต่างหวาดกลัว หากไม่จัดการให้ดี จะถูกรุมทึ้งเอาได้ ในประวัติของตระกูลหวงก่อนหน้านี้ หลายครั้งที่ถูกขับไล่...ไม่สิ! ถูกมอบหมายงานสำคัญจนต้องไปเฝ้าระวังที่ชายแดนหลายสิบปีเพื่อลดทอนอำนาจในเมือง ครั้งนี้ถ้าหวงซีเฉิงไม่แต่งฮูหยินใหญ่เป็นคุณชายหลี่ คาดว่าคงจะมีชะตากรรมไม่พ้นกัน
“ตรวจสอบสถานการณ์ของพวกทหารด้วย ถ้าพวกเขาจัดการได้ก็ไม่ต้องรายงาน ข้าจะใช้เวลาที่เมืองนี้กับตระกูลหลี่อีกสัก 7-8 วัน” หวงซีเฉิงไม่มีอะไรที่อยากจะรู้แล้ว ตอนนี้ปัญหาที่สำคัญก็คือการจับตามองเรื่องราวในอาณาจักร
แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะปัญหาภายนอกไม่ใหญ่โต แต่เพราะมันใหญ่กว่า การตรวจสอบจึงต้องเป็นไปอย่างระมัดระวัง คลื่นของความสงบในช่วงนี้ก็แค่ของขวัญปลอบใจเท่านั้น ศึกของอาณาจักรเซินเป็นแค่จุดเริ่มต้นของการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ อันที่จริง...ที่อาณาจักรเซินถูกทดสอบเมื่อครั้งที่ผ่านมา ก็เพราะอาณาจักรที่ใหญ่กว่าต้องการมองดูประสิทธิภาพของพวกเขา
การต่อสู้ครั้งใหญ่ที่แท้จริงยังไม่ได้เริ่มต้นขึ้น แต่อาณาจักรเซินถูกมองว่าเป็นอาณาจักรที่ไร้กำลังไปเสียแล้ว ภายภาคหน้าจะต้องถูกกดดันให้ส่งทรัพยากรไปช่วยรบแทนที่จะเป็นส่งกำลังทหาร ระหว่างนี้เขาจะต้องพยายามฟื้นฟูการเพาะปลูกของชาวบ้านให้ได้มากที่สุด
ซึ่งซีเฉิงเองก็รู้ว่าองค์จักรพรรดิมีเส้นสายของตนเองเช่นกัน พระองค์ย่อมรู้ว่าทิศทางในการพัฒนาอาณาจักรต่อไปคืออะไร การที่เล่นละครว่ากองทัพอ่อนแอ ปล่อยให้เกิดการต่อสู้ครั้งใหญ่และเกือบจะจัดการไม่ได้ ซีเฉิงยังคิดว่ามันอาจจะเป็นแผนการของพระองค์ตั้งแต่แรกก็ได้
ปล่อยให้ทหารอยู่ในมือของคนที่สั่งการไม่ได้เรื่อง พาให้ชาวบ้านเดือดร้อนทุกหัวระแหง แสร้งโยนความผิดว่าเป็นเพราะความตายของสองพ่อลูกตระกูลหวง สงครามในบางเขต...ซีเฉิงยังคิดว่ามันเป็นการสนับสนุนขององค์จักรพรรดิเองด้วยซ้ำ
วิธีการนี้ดูโหดร้าย แต่ถ้าเพื่อความปลอดภัยของอาณาจักรเซิน การทำตัวอ่อนแอในสายตาของอาณาจักรใหญ่ และมีตำแหน่งเป็นแค่ผู้สนับสนุนทั่วไปที่ไร้ค่า จะทำให้อาณาจักรเซินไม่ถูกทำลายง่ายๆในอนาคต
ถ้าอาณาจักรเซินต้องส่งกำลังทหารไปช่วยเหลือในสงครามใหญ่แล้วเกิดพ่ายแพ้ขึ้นมา เท่ากับว่าพวกเขาไม่มีความสามารถในการป้องกันตนเองเลย ความคิดนี้ค่อนข้างฉลาด แต่การฟื้นฟูหลังจากนี้ก็ต้องเร่งด่วนด้วยเช่นกัน หากไล่ตามการฟื้นฟูไม่ทัน พวกเขาจะต้องขูดรีดเลือดและเนื้อของประชาชนไปเป็นเสบียงอาหารแทนแน่
ไม่น่าแปลกใจที่ความสำเร็จของชิงหมินในการพบเจออาหารชนิดใหม่อย่างผลคันที่ทำให้อิ่มท้อง และเติบโตอย่างรวดเร็วถือเป็นผลงานครั้งใหญ่ หากชิงหมินยังค้นพบอย่างอื่นในอนาคต...ซีเฉิงก็เชื่อว่าองค์จักรพรรดิจะไม่รังแกคนของเขามากเกินไป ระหว่างนี้ เรื่องการเพิ่มจำนวนสตรีในจวนสกุลหวงยังคงถูกเลื่อนออกไปก็เพราะผลงานที่ผ่านมาของชิงหมินนั่นเอง
วิญญาณร้ายจากไปแล้ว แต่ซีเฉิงยังไม่กลับเข้าไปในห้องทำงาน เขาหรี่ตาลงก่อนจะแสยะยิ้มร้าย...ดูท่าว่า แมลงตัวเล็กๆน้อยๆพวกนี้ใจร้อนเกินไปจริงๆ
ตระกูลหลี่ที่ว่าเรียบร้อยและอยู่กันอย่างสงบมาตลอด ก็มีพวกที่น่าตายอยู่ด้วยเหมือนกันสินะ
………………………………..