เล่มที่5 บทที่ 144 ลักพาตัว
“จวินอ๋องน้อยนี่ทรงหมายความเยี่ยงไรเพคะ?” หัวใจของหลันเชี่ยนหยิ่งพลันร่วงหล่นลงสู่จุดที่ต่ำสุดทันที
มองซูเช่ออีกครั้งยังคงเป็นภาพลักษณ์ของคุณชายผู้หล่อเหลางดงามอีกทั้งสตรีที่อยู่ในอ้อมกอดของเขาก็มิใช่ใครอื่นแต่เป็นบุตรีของภริยาเอกของเสนาบดีกรมพิธีการ และยังเป็นพี่น้องที่ดีของนาง
“ไม่มีความหมายใดเพียงคิดว่าควรให้เจ้าเห็นอย่างชัดเจน ว่าต่อให้ไม่มีหลิงมู่เอ๋อร์ข้างกายของเปิ่นหวางก็ยังจะมีสตรีนางอื่น” ซูเช่อด้านหนึ่งกล่าววาจาอีกมือยังเกี่ยวคางของสตรีในอ้อมกอด เชยริมฝีปากแดงของนางขึ้นมา ถือโอกาสจะจุมพิตลงไป
หลันเชี่ยนหลิ่งโมโหจนเพลิงโทสะลุกโชนไปสามจั้งทันที“พี่เช่อ!”
นางตะโกนร้องด้วยความโมโหยังดียังดี ซูเช่อมิได้จุมพิตลงไปจริงๆ แต่ฝ่ายหลังแม้จะหยุดการกระทำแต่กลับโทโสยิ่งกว่านาง “ตะโกนอะไร?”
ในยามที่ซูเช่อกล่าวคำนี้นั้นมิได้มองหน้าของหลันเชี่ยนหยิ่งแม้แต่น้อย แต่กลับพินิจสตรีในอ้อมกอดอย่างละเอียดมองจนหญิงสาวเขินอายอยู่เป็นครู่ เขาคล้ายว่าอย่างไรก็มองไม่พอ“เจ้าเป็นผู้ใดของข้ากัน ยุ่งกับฟ้า ยุ่งกับดินยังคิดจะยุ่งว่าคืนนี้เปิ่นหวางจะโปรดผู้ใด?”
ซูเช่อพูดจบคล้ายกับไม่ใส่ใจ แต่กลับจงใจเกี่ยวกระดุมเม็ดแรกบนสาบเสื้อด้านหน้าของหญิงสาวออกเผยให้เห็นต้นคอเรียวระหงของหญิงสาว
แต่หลันเชี่ยนหยิ่งเห็นอย่างชัดเจนว่าที่ข้างลำคอของหญิงสาวมีรอยจุมพิตสีแดงก่ำอยู่รอยหนึ่ง
“เจ้าพวกเจ้าถึงกับ…” หัวใจที่อ่อนนุ่มราวกับถูกฉีกกระชากอย่างรุนแรงเป็นพันเป็นหมื่นชิ้นหลันเชี่ยนหยิ่งถอยไปหลายก้าว มองคนทั้งสองที่อยู่เบื้องหน้าอย่างไม่อยากเชื่อ
ยามนี้ในใจของนางราวถูกหมื่นกระบี่ทิ่มแทง เจ็บ เจ็บเหลือทนจริงๆ
“ในเมืองหลวงเปิ่นหวางคิดจะทำสิ่งใดก็ทำสิ่งนั้น โดยเฉพาะกับสตรี ต่อให้ไม่ได้ผู้ที่ข้าต้องการแต่ก็มีอีกมากที่จะโผเข้าสู่อ้อมกอดของข้า แต่พวกที่ชอบยุแยง เล่นเล่ห์เพทุบายนั้นเปิ่นหวางไม่มีทางเอาอย่างแน่นอน” เห็นสีหน้าของนางเปลี่ยนจากขาวเป็นเขียวก็โอบสตรีในอ้อมกอดเดินส่ายอาดๆ ออกไปอย่างได้ใจ
มือที่ถือผ้าเช็ดหน้าอยู่นั้นแทบอดไม่ไหวที่จะจิกลงในเลือดเนื้อหลันเชี่ยนหยิ่งมองเงาหลังของพวกเขาที่ไกลออกไป โกรธจนทั่วทั้งร่างสั่นไม่หยุด
“หยิ่งเอ๋อร์?” เสียงที่น่ายำเกรงและจนใจดังมาจากเบื้องหลังหลันเชี่ยนหยิ่งหันสายตาไป เห็นเพียงบิดาที่ถอนใจอย่างเป็นทุกข์“คนล้วนจากไปไกลแล้ว เจ้ายังตะลึงมองสิ่งใดอีก?”
ความน้อยใจพลันเอ่อล้นขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจอารมณ์ที่เมื่อครู่ยังควบคุมได้อย่างดีก็ระเบิดออกในเสี้ยววินาที
หลันเชี่ยนหยิ่งคุกเข่าลงเบื้องหน้าบิดาทันที“ท่านพ่อ ท่านพ่อ ท่านต้องทวงความเป็นธรรมให้หยิ่งเอ๋อร์นะเจ้าคะ”
หยาดน้ำตาพรั่งพรูร่วงหล่นราวน้ำตกจากเขื่อนที่แตกออก มือข้างหนึ่งของหลันเชี่ยนหยิ่งกุมหน้าอกความเจ็บปวดในหัวใจนั้นทำให้นางราวอยู่มิสู้ตาย
อีกครั้งเขาก็ได้แต่ส่ายหัว “เจ้าทำเช่นนี้เพื่อสิ่งใดกัน? จวิ้นอ๋องน้อยผู้นั้นอุปนิสัยไร้ไมตรีข้าได้บอกกับเจ้านานแล้ว แต่เจ้ายังคงยืนกรานเช่นนี้ เฮ้อ”
“ข้าไม่สนข้าชอบพี่เช่อ!” หลันเชี่ยนหยิ่งยืนอยู่กับที่กระทืบเท้าไม่หยุด“ยามนี้เขาเพียงถูกหลิงมู่เอ๋อร์ หญิงสารเลวนางนั้นมอมเมาจิตใจเท่านั้นเขาสืบพบว่าเรื่องร้านอาหารเป็นเพราะข้า ดังนั้นจึงได้มาตักเตือนข้า แก้แค้นข้าแต่ว่าท่านพ่อ ท่านเคยรับปากข้าไว้ ท่านเคยพูดว่าจะให้ข้าแต่งกับพี่เช่อ”
มีที่ใดที่ผู้เป็นบิดาจะทนต่อการออดอ้อนของบุตรสาวได้? ทั้งยังเป็นบุตรสาวอันเป็นที่รักที่ประคองไว้ในฝ่ามือตั้งแต่ยังเด็กอีก
“หยิ่งเอ๋อร์เหตุใดเจ้าจึงได้ดื้อรั้นเช่นนี้? ซูเช่อปฏิเสธการแต่งงานต่อหน้าทุกคนเจ้ารู้หรือไม่ว่าทำให้พ่อเสียหน้ามากเพียงใด เขาไม่เพียงรังแกเจ้ายังรังแกพวกเราทั้งจวนอัครเสนาบดี”
หลันเชี่ยนหยิ่งไม่พูดจาเพียงแต่ใช้ดวงตาที่มีน้ำตาคลอจ้องมองเขาอย่างเหม่อลอย
อัครเสนาบดีทั้งก่ายหน้าผากทั้งทอดถอนใจ กับบุตรสาวนั้นทั้งอยากตำหนิแต่ก็ตัดใจลงโทษไม่ลง
“ช่างเถอะช่างเถอะ ในเมื่อนี่เป็นบุพเพที่เลวร้ายของเจ้าพ่อก็ไม่อาจมองเจ้าตกต่ำลงไปโดยไม่ทำสิ่งใดได้จวิ้นอ๋องน้อยตอนนี้ยังไม่อาจแตะต้อง แต่หลิงมู่เอ๋อร์ผู้นั้นพวกเราสามารถแตะต้องได้”
เมื่อหยางซื่อเห็นหลิงต้าจื้อกลับมาอย่างปลอดภัยอีกทั้งบนร่างยังไม่มีบาดแผลแม้แต่น้อยและหลังจากได้ฟังหลิงจือเซวียนเล่าถึงเหตุการณ์ทั้งหมดในใจก็รู้สึกขอบคุณซูเช่อเป็นอย่างยิ่ง ในยามที่ฟ้าใกล้มืดนั้นก็ยืนกรานให้หลิงจือเซวียนไปเชิญเขามาทานข้าวที่บ้าน
“ขอบพระคุณจวิ้นอ๋องน้อยมากที่ได้ช่วยชีวิต”
ซูเช่อรีบประคองนางขึ้นมา“ท่านป้าเกรงใจแล้ว แม่นางหลิงเคยช่วยข้าถึงสามครั้ง ลำบากเพียงยกมือเท่านั้นนี่เป็นเรื่องที่ข้าควรทำ ”
เขามอบป้ายคำสั่งชิ้นหนึ่งลงในมือของหยางซื่อ“ท่านป้าเก็บสิ่งนี้ไว้ ภายหน้าหากมีความลำบากใดในเมืองหลวงสามารถมาหาข้าที่จวนจวิ้นอ๋องได้ทุกเมื่อ”
มองป้ายคำสั่งหนักๆในฝ่ามือ ในอนาคต พวกนางก็มีผู้หนุนหลัง มีการรับประกันความปลอดภัยแล้ว?
หยางซื่อสบตากับถังซื่อทีหนึ่งตื่นเต้นจนร้องไห้ด้วยความซาบซึ้ง “ขอบคุณจวิ้นอ๋องน้อยมากวันนี้หากมิใช่เพราะท่าน สกุลหลิงของพวกเราก็ไม่รู้จะทำเช่นใดดีจริงๆขอบคุณเหลือเกินเจ้าค่ะ”
หลิงจือเซวียนมองทุกสิ่งเบื้องหน้าอย่างเงียบงันมิได้กล่าวแม้แต่ครึ่งคำก็ถอยออกจากห้องไปอย่างเงียบๆ
ซูเช่อถูกความกระตือรือร้นของคนเหล่านี้ทำให้ตกใจแล้วพูดอย่างเกรงใจสองสามคำแล้วต้องการจะจากไป แต่หยางซื่อขวางไว้อย่างไรก็ไม่ยอมปล่อยคน
“ท่านเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตของพวกเราทั้งครอบครัวอย่างไรก็ต้องกินอาหารสักมื้อค่อยไป อีกทั้งลองนับดูเวลามู่เอ๋อร์ก็ควรจะกลับมาแล้ว”
ทันทีที่ได้ยินว่าหลิงมู่เอ๋อร์จะกลับมาซูเช่อก็เกิดความสนใจขึ้นมา “เช่นนั้นก็เคารพไม่สู้เชื่อฟังแล้ว”
หยางซื่อกับถังซื่อไปทำอาหารหลิงต้าจื้อและหยางต้าหนิวอยู่คุยเล่นเป็นเพื่อนจวิ้นอ๋องน้อยเพียงพริบตาเดียวฟ้าก็มืดแล้ว
ซูเช่อดูเวลา“ท่านป้า ท่านทราบหรือไม่ว่าสถานที่ที่แม่นางหลิงออกไปตรวจรักษานั้นเป็นที่ใดเหตุใดดึกถึงเพียงนี้แล้วยังไม่กลับมาอีก?”
หากซูเช่อไม่เตือนขึ้นมาหยางซื่อก็ลืมไปแล้ว ตอนนี้เป็นยามซวี[1] แล้วหรือว่าบุตรสาวถูกเรื่องใดทำให้ล่าช้าแล้ว?
“นั่นสิเมื่อก่อนในยามที่มู่เอ๋อร์ออกไปตรวจรักษานอกสถานที่ล้วนกลับมาก่อนยามโหย่ว[2] คงมิได้พบเรื่องใดระหว่างทางกระมัง”หลิงต้าจื้อยืนขึ้นมาอย่างกังวล
ทันทีที่ซูเช่อได้ยินในใจก็พลันเกิดความรู้สึกที่ไม่ดีขึ้นมา
เรื่องในวันนี้แม้จะมีจื่อซีเป็นหัวโจกแต่ก็เพื่อออกหน้าให้หลันเชี่ยนหยิ่ง วัตถุประสงค์เพื่อให้หลิงมู่เอ๋อร์ขายหน้าแต่หลันเชี่ยนหยิ่งหากมีใจคิดแก้แค้นจะปล่อยโอกาสที่ยอดเยี่ยมในครั้งนี้ไปได้อย่างไร
“ข้าจะส่งคนไปลองดูที่โรงหมอ”
ซูเช่อสั่งการลูกน้องสองสามคำทุกคนก็ไม่มีอารมณ์เหลือไปทำอาหารแล้ว ต่างรอคอยอยู่ในห้องโถงใหญ่
มีคนเดินไปเดินมามีคนหัวคิ้วขมวดแน่น มีคนกังวลใจหนักหน่วง ประมาณครึ่งชั่วยามให้หลังลูกน้องมารายงาน ที่โรงหมอนอกจากซางจือและเจี้ยวเซียงแล้ว ไม่มีผู้อื่นอีก
หยางซื่อตกใจจนแย่แล้ว“คงมิได้เกิดเรื่องอะไรขึ้นจริงๆ กระมัง? มู่เอ๋อร์จะอย่างไรก็เป็นหญิงสาวด้านนอกนั่นฟ้ามืดถนนลื่น…”
ความเป็นห่วงของหยางซื่อชักจูงอารมณ์ของทุกคนในสกุลหลิงไปด้วยถังซื่อรีบสวมเสื้อคลุมชั้นนอกจะออกไปหา
“ท่านแม่จะหาก็ควรเป็นพวกเราไป ท่านอายุมากถึงเพียงนี้แล้ว รั้งรออยู่ที่บ้านเถิด”หยางต้าหนิวรีบกดมารดาลงบนที่นั่ง
“ทุกคนต่างก็อยู่ที่นี่เถอะพวกท่านไม่มีวรยุทธ์ความเร็วไม่ไวเท่าข้าเมื่อครู่ท่านป้าเพิ่งบอกว่าเป็นเมืองเฟิ่งใช่หรือไม่ ข้าไปหาเอง”
จะรบกวนจวิ้นอ๋องน้อยถึงสองครั้งได้อย่างไรหลิงต้าจื้อรีบปฏิเสธ “ทำเช่นนั้นไม่ได้ วันนี้จวิ้นอ๋องน้อยได้ช่วยมามากพอแล้วบุตรสาวของครอบครัวเรา พวกเราไปหาเองก็พอแล้ว”
“แม่นางหลิงไม่เพียงเป็นเพื่อนของข้ายังเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตของข้าด้วย หากนางพบกับอันตรายใดจริงๆในใจของข้าก็ไม่สบายใจ” ซูเช่อเห็นหยางซื่อจะร้องไห้อีกแล้ว ก็ยิ้มให้นาง“แม่นางหลิงเป็นผู้มีวาสนา บางทีอาจเป็นเพราะการตรวจรักษาทำให้เวลาล่าช้าก็เป็นได้ทุกท่านไม่ต้องกังวลมากเกินไป ”
ไม่รอให้ทุกคนได้ตอบสนองซูเช่อกระโดดขึ้นลงสองสามที ใช้วิชาตัวเบาออกจากสกุลหลิงไป
รอบด้านเป็นความมืดมิดและกลิ่นอับชื้นจากที่ไกลๆ ยังมีอีกสามคนกำลังกินเหล้าเล่นไพ่ หลิงมู่เอ๋อร์ลองขยับดูเป็นดั่งที่คาดคิด ถูกมัดไว้บนเก้าอี้ไม้ตัวหนึ่ง ทั่วทั้งร่างขยับไม่ได้
โค้งริมฝีปากนางยิ้มอย่างหนาวเหน็บครั้งหนึ่ง วิธีการแบบนี้ก็คิดว่าจะกักตัวนางไว้ได้?
ที่จริงช่วงเวลาหนึ่งก้านธูปก่อนหน้านี้นางก็ได้ตื่นขึ้นมาแล้วยามนั้นด้านในยังมีคนคอยเฝ้านางอยู่สองสามคนบางทีอาจเพราะพบว่านางกำลังหมดสติหรือเป็นเพราะเชื่อมั่นในยาสลบของพวกเขามากเกินไปดังนั้นทุกคนจงได้ใส่กุญแจประตูออกไปเล่นไพ่
นางเป็นถึงแพทย์ผู้หนึ่งยาสลบชั้นต่ำสุดประเภทนั้น สำหรับนางแล้วออกฤทธิ์ยาได้ไม่นานนัก นางลองบิดขยับอยู่ครู่หนึ่งพบว่าปมเชือกบนข้อมือนั้นแก้ออกได้ง่ายมาก
อย่างคล่องแคล่วว่องไวนางหลบหนีออกจากการมัดได้สำเร็จจากนั้นก็รีบหยิบลูกกลอนแก้พิษเม็ดหนึ่งออกมาจากมิติ ดื่มน้ำพุวิญญาณไปสองสามอึกเป็นดังคาด หลังจากนั้นไม่นาน ร่างกายของนางก็กลับคืนสู่สภาพเดิมอย่างสมบูรณ์และยังมีกำลังมากกว่าก่อนหน้าอีกมาก
เบามือเบาเท้าเดินไปที่หน้าประตูผ่านรอยแยกนางแอบมองไปด้านนอก ห่างออกไปห้าหมี่รอบโต๊ะสี่เหลี่ยมตัวหนึ่งมีบุรุษสามคนล้อมอยู่ ดื่มสุรา เล่นไพ่นางรีบย้ายไปที่หน้าต่างที่อยู่ด้านข้างทันที ไม่ไกลจากนั้นมีคนกลุ่มหนึ่งกำลังปรึกษาบางสิ่งกันอยู่ราวยี่สิบถึงสามสิบคน แต่ละคนดุร้ายเหี้ยมโหด และล้วนแต่เป็นผู้ฝึกฝนวิชาต่อสู้
ทางประตูและหน้าต่างไม่ได้นางรีบเคลื่อนไปทางประตูหลัง ไม่ดูยังดีแค่เพียงเหลือบมองก็ทำให้นางตะลึงในก้นลึกของจิตใจ
ที่ด้านหน้าบุรุษที่แต่งกายแปลกประหลาดผู้หนึ่งก็คือผู้ที่เพิ่งจะลักพาตัวนางมาที่นี่ส่วนบุรุษเบื้องหน้าของนางแม้จะสวมชุดราตรีทั้งชุดแต่รองเท้าบนเท้าคู่นั้นกลับเป็นแพรพรรณชั้นดีดูท่าผู้ที่เสนอให้ลักพาตัวนางจะเป็นผู้สูงศักดิ์มีอำนาจ
หลิงมู่เอ๋อร์รีบแนบหูเข้ากับแผ่นประตูไม้ทันทีปิดกั้นลมหายใจตั้งใจฟังพวกเขาคุยกัน
“นายท่านพวกเราตกลงกันไว้เรียบร้อยแล้วว่าหลังจับคนได้แล้วจะจ่ายค่าจ้างที่เหลืออีกหนึ่งหมื่นตำลึง แหะๆเงินนั้นยามนี้ใช่ควรจะจ่ายให้หมดแล้วหรือไม่?” หัวหน้าโจรด้านหนึ่งเขย่งเท้าด้านหนึ่งคาบบุหรี่ มือที่ยื่นออกมายังโบกไม่หยุด ท่าทางเฉกเช่นอันธพาลที่เกเร
“เรียกพวกเจ้ามาทำงานมีครั้งใดที่ทำให้เสียเปรียบบ้าง?” ชายชุดดำกล่าว โยนตั๋วเงินใบหนึ่งไปอย่างเหยียดหยามจากนั้นเขาก็มองไปรอบๆ ซ้ายขวา เมื่อมั่นใจว่าไม่มีผู้ใดแอบฟังก็ส่งเสียงขู่เตือนว่า “ครั้งนี้นายท่านผู้เฒ่าสั่งการมาแล้วว่าเรื่องนี้เมื่อทำเรียบร้อยแล้ว ยังมีรางวัลให้อีกสามพันตำลึง”
หัวหน้าโจรเมื่อได้ยินเช่นนี้ก็ยินดี“จริงหรือขอรับ? ยังคงเป็นท่านผู้เฒ่าสงสารพวกเราวางใจเถิด แม่นางในห้องผู้นั้นถูกยาสลบของข้า ช่วงเวลาสั้นๆ ไม่อาจฟื้นขึ้นมาได้รอนางตื่นขึ้นมา ก็กลายเป็นฮูหยินในรังโจรของข้าไปแล้ว! ฮ่าฮ่าฮ่า”
“แม่นางผู้นั้นรูปโฉมงดงามล่มเมืองตกมาสู่มือเจ้าทำให้เจ้าได้กำไรแล้ว พอแล้ว รีบทำเวลาจัดการให้เสร็จ”ชายชุดดำทิ้งคำพูดไว้แล้วก็จากไปในทิศตรงข้าม หลิงมู่เอ๋อร์ที่แอบลอบฟัง ใบหน้าเผยไอสังหารออกมาในดวงตาแผ่ประกายที่หนาวเหน็บรุนแรง
ทั้งสี่ทิศของห้องนี้ล้วนมีคนเฝ้าการหนีดูจะเป็นไปไม่ค่อยได้ หลิงมู่เอ๋อร์วางแผน หากนางใช้ไม้แข็งรับมือกับพวกเขานางจะสามารถต่อกรกับคนทั้งหมดได้หรือไม่ ขณะที่กำลังคิดคำนวณนั้นก็มีเสียงฝีเท้าเข้ามาใกล้แล้ว นางรีบเตรียมพร้อมทั่วร่างทันที
คิดจะจัดการนาง? ก็ไม่ดูก่อนว่าตนเองมีความสามารถนั้นหรือไม่
หลิงมู่เอ๋อร์ใคร่ครวญครู่หนึ่งคนทั้งตัวก็หายไปจากห้อง วินาทีถัดมา ประตูไม้ที่ปิดสนิทก็ถูกคนเปิดออกมือทั้งสองของหัวหน้าโจรจับเชือกกางเกง บนใบหน้าแขวนรอยยิ้มชั่วร้ายไว้ “แหะสาวงามของข้า บิดา…คนละ คนหายไปไหนแล้ว!”
เชิงอรรถ
[1] ยามซวีคือ ช่วงเวลาตั้งแต่ 19:00– 20.59 น.
[2] ยามโหย่วคือ ช่วงเวลา 17:00– 18:59 น.