งานเลี้ยง่เย็นของจวนรองเสนาบดีจัดขึ้นในสวนด้านทิศตะวันออก งดงาม หรูหราตระการตาไปทุกมุม ไม่ว่าจะเป็พุ่มดอกเหมยที่แต่งแต้มทั่วศาลา เสียงดนตรีบรรเลงแ่เบาจากมุมหนึ่งของเรือน กลิ่นหอมจากบุปผานานาพันธุ์คลุ้งในอากาศ และอาหารหรูหรารสเลิศหลายสิบชนิดถูกจัดเรียงไว้บนโต๊ะอย่างงดงาม ทุกอย่างล้วนแสดงถึงฐานะของเ้าภาพได้อย่างชัดเจน
บ่าวไพร่เดินกันขวักไขว่ บรรดาแขกสูงศักดิ์เริ่มทยอยเดินทางมาร่วมงานพร้อมรอยยิ้ม
แเื่ที่มาร่วมงานล้วนเป็ผู้มีฐานะสูงส่งในเมืองหลวง ทั้งตระกูลขุนนางและตระกูลใหญ่ที่มีอำนาจและอิทธิพล
แม้งานเลี้ยงจะถูกจัดขึ้นเพื่อร่วมแสดงความยินดีกับเซิ่งซื่อ แต่ความจริงแล้ว ทุกคนต่างก็ล้วนมีจุดประสงค์ของตนเอง บางคนหวังสร้างสายสัมพันธ์ บางคนหวังหาโอกาสผูกสัมพันธ์ หรือแม้แต่เล็งเห็นประโยชน์จากฝ่ายตรงข้าม ทุกอย่างล้วนเป็เกม เป็หมากทางการเมือง
บรรดาบุรุษแยกตัวออกไปยังศาลาอีกด้านหนึ่ง พูดคุยกันเื่บ้านเมือง อำนาจ และถกเถียงกันเื่ราชสำนัก แววตาแต่ละคนต่างสังเกตชั่งน้ำหนักว่าใครมีแนวโน้มจะก้าวหน้ากว่ากันในอนาคต
ทางฝั่งสตรีกลับมีบรรยากาศต่างออกไป เหล่าฮูหยินและคุณหนูจากตระกูลใหญ่ พวกนางต่างเฉิดฉันในชุดงดงาม ราวกับกำลังประชันกัน เครื่องประดับอัญมณีวิบวับราวดวงดาว ทุกคนล้วนแต่งกายงดงาม สะท้อนรสนิยมและฐานะอย่างชัดเจน พวกนางยืนรวมกลุ่มเป็กลุ่มเล็กๆ คุยกันเสียงเบา แว่วเสียงหัวเราะอ่อนหวานเจือเสน่ห์จริตตามแบบหญิงงามผู้สูงศักดิ์
ในบทสนทนานั้น บ้างพูดถึงฤดูใหม่ ดอกไม้ใบหญ้า และความนิยมล่าสุดจากร้านตัดเย็บและร้านเครื่องประดับชื่อดัง บ้างแอบเมียงมองคุณชายจากตระกูลดีๆ บางคนก็เอ่ยถึงข่าวซุบซิบในเมืองหลวงอย่างออกรส
บรรยากาศทั้งหมดคล้ายงานรื่นเริง แต่มวลอารมณ์แฝงไว้ด้วยการจับตามองและแข่งขันทางสังคมอย่างแยบยล
เซิ่งซื่อในชุดผ้าไหมปักลายสีเขียวเข้ม สตรีผู้เคยเป็เพียงฮูหยินรอง บัดนี้นั่งอยู่ในตำแหน่งของ "ฮูหยินเอก" อย่างสมภาคภูมิ สง่างามตรงตำแหน่งเ้าภาพ พูดคุยอยู่กับเหล่าฮูหยินขุนนางจวนอื่นในศาลา รอยยิ้มอ่อนหวานประดับอยู่บนใบหน้าราวกับนางลืมไปแล้วว่าตนเคยร้องไห้แทบขาดใจเมื่อตอนกลางวัน
วันนี้ทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังอวี้เหมยที่เปล่งประกายยิ่งกว่าผู้อื่น นางสวมชุดกระโปรงบานสีแดงปักดิ้นทองละเอียดอ่อน ประดับด้วยเครื่องทองล้ำค่าเต็มยศ ทั้งปิ่นปักผม สร้อยคอ กำไล และต่างหู ทุกชิ้นล้วนแสดงถึงฐานะและการเตรียมตัวมาอย่างดี
อวี้เหมยอยู่ท่ามกลางวงล้อมของเหล่าคุณหนูสูงศักดิ์ที่ครั้งหนึ่งนางเคยอยากจะคบค้าสมาคมด้วย แต่เพราะนางเป็เพียงบุตรีของภรรยารองจึงมักจะถูกเมินเฉยใส่เสมอ วันนี้กลับเป็พวกนางที่ต้องเข้ามาหาตนเอง ใบหน้าที่ถูกแต่งแต้มอย่างประณีตจึงเชิดขึ้นเล็กน้อย ท่วงท่าที่แสดงออกนั้นสง่างาม รับคำชมด้วยรอยยิ้มพอเหมาะ ไม่มากไม่น้อยจนน่าเกลียด วางตัวสมเป็คุณหนูผู้สูงศักดิ์แห่งจวนรองเสนาบดี
บรรยากาศกำลังดำเนินไปอย่างสุนทรี ทุกคนพูดคุยชื่นชมเ้าภาพ ก่อนที่เสียงหัวเราะแ่เบาจะตามมาอย่างชื่นมื่น
เซิ่งซื่อยิ้มรับคำชมอย่างหน้าชื่นตาบาน พลางพยักหน้าให้บ่าวไพร่คอยเติมชาและจัดของว่างให้แขกไม่ขาดตกบกพร่อง สมกับเป็ฮูหยินที่แสนงดงามและสมบูรณ์แบบจนไร้ที่ติ
แต่บรรยากาศอันสุนทรีก็ต้องหยุดลงชั่วขณะ เมื่อเสียงฝีเท้าแ่เบาดังขึ้นตรงด้านหน้าศาลา
สายตาทุกคู่หันไปมองโดยไม่ได้นัดหมาย
หญิงสาวผู้หนึ่งเดินเข้ามาอย่างช้าๆ นางสวมชุดกระโปรงยาวสีชมพูอ่อนดั่งไข่มุก ปักลายผีเสื้อด้วยไหมสีเงินบางเบาราวกับมีชีวิต ผืนผ้าพลิ้วไหวแ่เบาตามลม แค่เพียงแวบแรกก็ชวนให้ผู้พบเห็นต้องหยุดหายใจ
เส้นผมดำขลับเรียบลื่นดังแพรไหม ถูกรวบขึ้นเกล้าเป็มวยเตี้ยกลางท้ายทอย ทรงผมเรียบง่ายแต่ชดช้อย งดงามอย่างมีรสนิยม รอบมวยผมนั้นมีผ้าแพรไหมสีชมพูอ่อนสีเดียวกับชุดผูกเอาไว้ ปลายผ้าห้อยระย้าลงมาตามแนวผมเล็กน้อย ขับให้นางยิ่งดูอ่อนหวาน
บนศีรษะของนางไม่มีเครื่องประดับหรูหราใด นอกจากปิ่นไม้ด้ามบางสลักลายเมฆ เสียบคั่นมวยผมไว้ให้กระชับ ช่วยขับให้ภาพลักษณ์ของนางแลดูอ่อนโยน งามบริสุทธิ์ ราวกับกลีบดอกไม้แรกแย้มกลางฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งจากทรงผมของนางเป็ที่รู้กันดีว่าเป็ทรงผมที่นิยมในหมู่คุณหนูตระกูลดีที่ยังไม่ผ่านพิธีปักปิ่น
เมื่อก้าวย่างเข้าสู่งานเลี้ยง บรรดาแเื่ต่างหันมองด้วยความชื่นชม ว่าคุณหนูผู้นี้แม้ยังไม่ผ่านพิธีปักปิ่น หากแต่กลับเฉิดฉายได้อย่างงดงามสมวัย งามบริสุทธิ์ ไร้ความเก้อเขินหรือเกินตัว ความงามที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง ดั่งบทกวีแ่เบาที่ติดตรึงอยู่ในใจผู้อ่าน
ถึงแม้บนใบหน้าจะมีผ้าโปร่งคาดไว้ครึ่งล่าง แต่กลับปกปิดไม่ได้เลยว่าภายใต้ผืนผ้านั้นมีใบหน้างามพิสุทธิ์เพียงใด ใบหน้าเรียวเล็กดูอ่อนละมุน แววตาของนางสดใสทอประกาย ทุกอิริยาบถของนางงดงามดั่งบุปผา เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งวัยเยาว์ที่งดงามน่าหลงใหล งามจับใจ ราวหยาดน้ำค้างกลางแสงจันทร์
งามแบบที่ไม่ต้องพยายาม
หากวันหนึ่งนางเติบโตเป็สตรีเต็มตัว และได้ผ่านพิธีปักปิ่นอย่างสมบูรณ์ ความงามนี้คงล่มเมืองได้ไม่ยาก
และแม้แต่อวี้เหมยที่แต่งตัวงดงามในวันนี้ ยังถูกกลบแสงลงโดยไม่ทันรู้ตัว
"นั่นคือคุณหนูรองอวี้หลันอย่างนั้นหรือ"
ใครบางคนพึมพำขึ้นแ่เบา ก่อนอีกหลายเสียงจะตามมาด้วยความสงสัยใคร่รู้
เซิ่งซื่อที่เพิ่งยกถ้วยชาขึ้นจิบ ถึงกับชะงักมือกลางอากาศ ลมหายใจสะดุดวูบไปครู่หนึ่ง ดวงตาเบิกเล็กน้อยอย่างไม่ทันตั้งตัว ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะปรากฏตัวในรูปลักษณ์เช่นนี้ ทั้งที่เมื่อกลางวันยังคล้ายคนป่วยใกล้ตายอยู่เลย
เซิ่งซื่อรีบปรับสีหน้า ฝืนยิ้มอ่อนออกมาด้วยท่าทีอ่อนโยน ในขณะที่มือนั้นลอบหยิกบุตรสาวไปทีหนึ่ง เตือนให้นางรีบเก็บสีหน้าที่เริ่มบิดเบี้ยวของตน
"หลันเอ๋อร์มาแล้วหรือ"
เสียงทักทายของเซิ่งซื่อฟังดูอ่อนโยน อบอุ่นดั่งมารดาผู้แสนเมตตา
อวี้หลันเดินเข้ามาด้วยท่วงท่าที่สง่างาม นิ่งสงบ นางย่อตัวลงเล็กน้อย คำนับต่อเหล่าผู้ใหญ่ที่นั่งอยู่โดยรอบอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เสียงของนางนุ่มนวลอ่อนหวาน
"ขออภัยที่หลันเอ๋อร์มาช้าเ้าค่ะ"
เซิ่งซื่อรีบวางถ้วยชาลง แล้วยกมือขึ้นโบกราวกับบอกว่าไม่เป็ไร
"มาเถอะ มานั่งนี่เร็วเข้า"
ท่าทางและถ้อยคำของเซิ่งซื่อ ช่างสมกับตำแหน่งแม่เลี้ยงผู้แสนดี ไม่มีที่ติแม้แต่น้อย
อวี้หลันกระตุกยิ้มมุมปากเบาๆ ดวงตาคู่งามปรายมองผู้เป็มารดาเลี้ยง พลางนึกชมในใจอย่างอดไม่ได้
หญิงนางนี้ ช่างตีหน้าเก่งยิ่งนัก... ภายนอกดูอ่อนโยนละมุนละไมราวแม่พระ แต่ในใจคงอยากฉีกข้าเป็ชิ้นๆ แล้วกระมัง
แม้ในใจจะนึกเย้ยหยันเพียงใด อวี้หลันก็ไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ ออกมา นางเพียงย่อกายคำนับเล็กน้อยอย่างนุ่มนวลสงบเสงี่ยม ตามมารยาทของคุณหนูในตระกูลขุนนางผู้ดี ก่อนจะเงยหน้าขึ้นด้วยใบหน้าสงบเรียบเฉย กวาดตามองสองแม่ลูกเพียงครู่เดียว แล้วหมุนกายอย่างสง่างามไปนั่งยังที่นั่งซึ่งจัดเตรียมไว้ให้
ท่วงท่าของนางงามสง่าเย็นตา ทุกการเคลื่อนไหวล้วนเปี่ยมด้วยความมั่นใจที่แฝงความสูงศักดิ์ ไม่ใช่ความอวดดี แต่เป็แรงกดดันเงียบๆ ที่ทำให้ผู้คนไม่อาจละสายตา
ทว่าแม้ดวงตาคู่นั้นจะเพียงแค่มองผ่านเท่านั้น แต่กลับทำให้สองแม่ลูกใบหน้าเห่อร้อนแดงก่ำ ราวกับโดนตบหน้าเข้าอย่างจัง ใบหน้าที่แต่งแต้มอย่างบรรจงพลันร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ ราวกับแววตาเรียบนิ่งคู่นั้นมองทะลุความคิดในใจพวกนางจนหมดเปลือก
อวี้เหมยกำชายเสื้อแน่น ลอบหันไปกระซิบเรียกมารดาเบาๆ
"ท่านแม่..."
เซิ่งซื่อฝืนยิ้มบาง รู้ดีว่าบุตรสาวกำลังกังวลสิ่งใด ริมฝีปากแทบไม่ขยับขณะตอบกลับเสียงต่ำ
"อย่าได้เผยพิรุธออกมา...นางไม่กล้าหรอก"
แต่แม้จะพูดเช่นนั้น สีหน้าเรียบเฉยของนางก็บิดเบี้ยววูบหนึ่งเมื่อสบเข้ากับแววตาสงบของอวี้หลันที่ยังคงนั่งนิ่งเหมือนรูปสลักใต้ร่มผ้าเบาบาง
เครื่องประดับที่ประดับเต็มร่างของพวกนาง บัดนี้คล้ายหนักอึ้งเกินทน เมื่อเ้าของที่แท้จริงของมันปรากฏตัว และเพิ่งจะทวงทุกอย่างคืน
บรรยากาศในศาลาคล้ายจะนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง ทว่ารอบกายกลับคล้ายมีแรงปะทะบางอย่างที่มองไม่เห็นแผ่ซ่านออกมาอย่างเงียบงัน แขกสตรีที่นั่งอยู่โดยรอบต่างแอบส่งสายตามองกันไปมา บางคนยกถ้วยชาขึ้นจิบ บ้างก็กระแอมเบาๆ เพื่อกลบเกลื่อนความอึดอัดที่เริ่มคืบคลาน
มีใครบ้างที่จะมองไม่ออก ถึงแม้เซิ่งซื่อจะยิ้มแย้มอ่อนโยน ราวมารดาผู้แสนดีมีเมตตา แต่น้อยคนนักที่จะเชื่อในภาพลวงตานั้น เหล่าสตรีชนชั้นสูงในที่นี้มีใครบ้างไม่เคยพบเจอหรือได้ยินเื่ระหองระแหงระหว่างแม่เลี้ยงกับลูกเลี้ยง
แม่เลี้ยงแสนดีมีเมตตา ลูกเลี้ยงเชื่อฟัง
ในสายตาของพวกนาง กลับแลเห็นเพียงละครปาหี่ฉากหนึ่งเท่านั้น
พวกนางล้วนเคยผ่านเื่ราวเช่นนี้ หรือไม่ก็ได้ยินจนชาชินอยู่แล้ว และต่างรู้ดีว่าใต้รอยยิ้มนั้นอาจแฝงไว้ด้วยเล่ห์กลมากมาย
ไม่มีใครกล่าวอะไรออกมาตรงๆ แต่สายตานั้นต่างลอบสังเกตอย่างเงียบๆ เพราะรู้ดีว่าท่าทางรักใคร่นั้นไม่ได้ราบรื่นอย่างที่แสดงออกมา
ส่วนอวี้หลันที่นั่งนิ่งอยู่นั้นกลับไม่แสดงท่าทีใดๆ นางดูสงบเสงี่ยม อ่อนโยน และไม่ผิดแผกจากบุตรีชนชั้นสูงแม้แต่น้อย
แต่แล้วท่ามกลางบรรยากาศที่เริ่มอึมครึม เสียงขันทีหลวงที่เดินทางมาพร้อมราชโองการก็ดังขึ้น ทำให้ผู้คนในงานพากันหยุดพูดคุยแล้วลุกขึ้นมาคุกเข่ารับราชโองการ
"ตามพระราชประสงค์ของฝ่าา ด้วยเห็นว่าองค์ชายห้าเติบโตเป็หนุ่มฉกรรจ์ถึงวัยสมควรออกเรือน ครอบครัวรองเสนาบดีอวี้จิ้งมีคุณงามความดีรับใช้แผ่นดินมายาวนาน และบุตรีของรองเสนาบดีอวี้จิ้งมีคุณสมบัติเหมาะสม สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็ว่าที่ชายาในอนาคต จึงมีพระราชโองการ ประกาศการหมั้นหมายระหว่างองค์ชายห้าหลี่จื้อหยวน กับ คุณหนูใหญ่อวี้เหมย บุตรสาวของรองเสนาบดีฝ่ายพิธีการ รอฤกษ์งามยามดีแต่งเข้าเป็สะใภ้หลวง จบราชโองการ"
เมื่อเสียงประกาศราชโองการจบลง ความเงียบปกคลุมอยู่ชั่วขณะ ก่อนสายตาทุกคู่จะหันไปยังบุตรสาวตระกูลอวี้ทั้งสองที่อยู่เื้ับิดามารดา
อวี้เหมยแม้จะแสดงท่าทีสงบเสงี่ยม หากแต่แววตากลับเปล่งประกายแห่งความปลาบปลื้ม ยากจะปิดซ่อนความยินดีเอาไว้ได้
ขณะที่เซิ่งซื่อผู้เป็มารดาเพียงคลี่ยิ้มบางๆ อย่างสง่างาม แม้จะไม่ได้กล่าวอะไร แต่ในใจกลับโห่ร้อง เปี่ยมล้นไปด้วยความยินดีล้นปรี่
นางเหลือบมองลูกเลี้ยงด้วยสายตาสาแก่ใจ แววตาเยาะเย้ยแ่เบาอย่างผู้มีชัย
ส่วนนายท่านของจวน รองเสนาบดีอวี้จิ้งถูกรุมล้อมด้วยเหล่าบุรุษที่เข้ามาร่วมแสดงความยินดี แม้ใบหน้าจะมีรอยยิ้มประดับเอาไว้ แต่สายตาของเขากลับจ้องมองไปยังบุตรสาวคนรองด้วยความเป็ห่วงและรู้สึกผิด