

“พลังจิต” ฟ้าใสพูดเบาๆ และทำหน้ามึนๆ งงๆ
เธอไม่เชื่อเราแน่นอน แมพ คิดในใจ
“เธอล้อเล่นใช่ปะ มุขนี้ไม่ตลกนะ” ฟ้าใสตอบด้วยนำ้เสียงที่จริงจัง
“เราพูดจริง เดี๋ยวทำให้ดู” แมพตอบ แล้วเขาหลับตา ยกมือมาชี้ที่ปาก พร้อมพูดว่า “ปากเราไม่ขยับนะ ดูดี แล้วฟังเสียงละ”
“ได้ยินไหม” เอ๊ออ!!!!
ฟ้าใสได้ยินเสียงแมพ แต่ปากเขาไม่ขยับ เสียงไม่ได้มาจากปากเขา และเธอก็ไม่ได้ยินเสียงจากหูของเธอ แต่เหมือนมันดังมาจากในหัว
“เธอชื่อ ฟ้าใส ใช่ไหม เราเห็นที่ป้ายชื่ออะ”
ฟ้าใสพยักหน้าตอบรับ
“เชื่อไหมละ” แมพ เอ๋ยปากพูด
“เชื่อแล้วละ” เธอทำได้ยังไง
“มันเป็พร์ ที่เธอได้ยินมันไม่ใช่มายากล” แมพตอบ
ในขณะเดียวกัน ชายชาวต่างชาติ ยืนถือรูปอยู่ในมือขวา พร้อมมองไปรอบๆโรงส้ม เมื่อเห็นเป้าหมาย จึงเดินไปหาโดยไม่รอช้า
“HELLO” ชายชาวต่างชาติ ผู้มีจมูกโด่ง ผมสีทอง ผิวขาวแบบชาวยุโรป กล่าวทักทายฟ้าใสและแมพ “ผมชื่อ หลุยส์ ฟาน เดล ซา มารับทั้งสองท่านครับ” ชายวัยกลางคน พูดภาษาไทยด้วยนำ้เสียงที่ชัดเจน ราวกับภาษาไทยเป็ภาษาแม่
ฟ้าใสกับแมพ ยืนมองชายผู้นี้ด้วยความงง “มารับ???” แมพ คิดในใจ
“ทักคนผิดหรือป่าวค่ะ” ฟ้าใสเอ่ยขึ้น
“ผมมารับ ฟ้าใส ชนิสรา คำพรม กับ แมพ เมธัส สมิตสันต์ ใช่ไหมครับผม”
ทั้งคู่ต่างประหลาดใจอย่างมาก ชายแปลกหน้าผู้นี้ เป็ใคร เขารู้ชื่อจริง นามสกุลจริง ได้อย่างไร
“ไม่ต้องกลัว หรือกังวลเกี่ยวกับตัวผม ผมมาดี มาเพื่อช่วย ผมพูดจากใจจริง”
“ช่วยอะไร?” เสียงฟ้าใสและแมพ บังเอิญตอบพร้อมกันพอดี
“พวกเราเหมือนกัน เราพิเศษ เราไม่เหมือนมนุษย์ทั่วไป ผมรู้ว่าพวกคุณมีความสามารถพิเศษ และตัวคุณเองก็น่าจะรู้ ผมพูดถูกไหม” หลุยส์ ฟาน เดล ซา พูดภาษาไทยด้วยสำเนียงดัตช์ เขายิ้ม เหมือนตลกสำเนียงตัวเอง “ฟังรู้เื่ไหม”
แมพ อึ้งกับสิ่งที่เขาพูด ส่วนฟ้าใส ไม่เชื่อใจชายผู้นี้ อาจเป็พวกโรคจิต หรือมิจฉาชีพก็ได้ จะพาไปที่ไหนก็ไม่รู้ ทันใดนั้นเธอนึกอะไรบางอย่างออก เป็การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่ดีที่สุดในขณะนี้ ฟ้าใสเอามือล้วงกระเป๋าข้างกระโปรงอย่างช้าๆ เพื่อหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาบันทึกวีดีโอ
“ดูนี้ค่ะ ชายแปลกหน้าคนนี้มาหาหนู เขาจะพาหนูกับเพื่อนไปที่ไหนก็ไม่รู้ พวกหนูไม่รู้จักชายคนนี้มาก่อน” เธอพูด ในมือถือโทรศัพท์เพื่อบันทึกภาพเหตุการณ์ในตอนนี้และเสียงที่บอกเล่าเื่ราว เป็การบันทึกเพื่อใช้เป็หลักฐาน
แววตาของหลุยส์ ฟาน เดล ซาเปลี่ยนไป เป็แววที่แสดงถึงความใ “ใจเย็นๆก่อนครับ ฟังผมก่อน” เขาพูดพลางปัดไม้ปัดมือ เหมือนการบอกปฏิเสธเป็นัยๆ
“ที่คุณพูดว่า เราเหมือนกัน เราพิเศษ หมายความว่าอะไร” หลังแมพกล่าวจบ ฟ้าใสหันหน้าไปมองเขา เธอคิดในใจว่า แมพคงเริ่มเชื่อใจชายแปลกหน้าผู้นี้เสียแล้ว
ฟ้าใสขยับตัวมาใกล้ๆแมพ “อย่าไปฟังเขา อาจเป็พวกโรคจิต ชอบลักพาตัวไปข่มขืน หรือเป็มิจฉาชีพ ลักพาตัวไปเรียกค่าไถก็ได้” ฟ้าใสพูดเบาๆ เพื่อเตือนด้วยน้ำเสียงวิตกกังวล
“ผมจะแสดงความพิเศษของตัวเองให้พวกคุณดู” พอหลุยส์ ฟาน เดล ซา พูดจบ เขาหยิบกล่องบุหรี่เปล่าจากในกระเป๋ากางเกงขึ้นมา
ถุย !!! เขาถุยนำ้ลายลงบนกล่องบุหรี่เพียง 1 หยด “ดูดีๆละ”
กล่องบุหรี่ค่อยๆละลาย มีไอสีขาวลอยออกมาจากกล่อง เสมือนนำ้ลายเป็กรดที่ค่อยๆกัดกร่อนกล่องบุหรี่อย่างช้าๆ
“นํ้าลายของผมมีลักษณะพิเศษ ตอนอยู่ในช่องปาก ก็เป็นำ้ลายปกติ เมื่อโดนอากาศนานๆ จะเกิดปฏิกิริยาทางเคมี อะไรบ้างอย่าง เื่นี้ทางแล็บยังหาคำตอบไม่ได้ คุณทั้ง 2 มีความพิเศษเหมือนกับผม และจะพาพวกคุณไปหาท่านผู้นำองค์กรของเรา เพื่อสอน บอกเล่าประสบการณ์ องค์ความรู้ เพื่อให้พวกคุณรู้วิธีใช้ ผลข้างเคียง และควบคุมพลัง ความสามารถของตัวเองได้ โดยไม่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน”
แววตาของแมพที่กำลังเปล่งประกายราวกับมีพระเ้ามาโปรด เพราะรอคอยคนที่เป็เหมือนกันมานาน มีเื่อยากถามมากมาย ขอให้เจอคนที่มีพลังจิตเหมือนกันด้วยเถอะ ส่วนฟ้าใส ไม่ค่อยเชื่อใจชายผู้นี้ อาจเป็มายากลที่เขาทำขึ้นเพื่อตบตา เธอยังถ่ายคลิปวีดีโอต่อไป
“มากับผม ให้ผมช่วยพวกคุณ”
“พาเราไปที่ไหน”แมพกล่าว
“กรุงเทพฯ ่ชานเมือง”
“เขตไหน”
“เมื่อถึงแล้วคุณจะรู้เอง”
ชายหัวโล้นไว้หนวดเคราสั้นๆ ผิวขาวแบบชาวยุโรป เปิดประตูลงจากรถเก๋งสีดำเงา ฝั่งที่นั่งคนขับ กางร่มเดินฝ่าสายฝนมาหา หลุยส์ ฟาน เดล ซาที่อยู่ในโรงส้ม และพูดว่า “เป็ไง ให้ช่วยไหม”
“ ไม่ต้องหรอก ไม่เกิน 5 นาที เราก็เดินทางแล้ว”
ชายหัวโล้น มองมาที่ฟ้าใสก่อนเดินกลับไปนั่งในรถเก๋งเหมือนเดิม
เพื่อให้แน่ใจ ว่าสิ่งที่เห็นเป็มายากลหรือไม่ ฟ้าใสขอให้ชายฉกรรจ์ทำให้ดูอีกครั้ง
เขายิ้มตอบ
ฟ้าใสหยิบยางลบออกมาจากกล่องดินสอ ยื่นให้หลุยส์
เขาถุยนำ้ลายอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้ปริมาณนำ้ลายมีมากกว่าครั้งที่แล้วหลายเท่า ส่งผลทำให้ยางลบละลายอย่างรวดเร็ว
ฟ้าใสใมากกับสิ่งนี้ มันเป็ไปไม่ได้ เขาใช้มายากลอะไร เพียงนํ้าลายของมนุษย์ไม่น่าจะกัดกร่อนได้รวดเร็วขนาดนี้ หรือที่ชายแปลกหน้าผู้นี้บอกจะเป็ความจริง ความสับสนวุ่นวายกำลังก่อตัวในจิตใจ
ฟ้าใสหันมามองตาแมพ เธอรู้ทันทีว่าเเมพจะไปกับชายฉกรรจ์ผู้นี้
ฟ้าใส ไม่ค่อยเชื่อใจชายแปลกหน้า แต่สิ่งที่พบเจอใน่นี้ ล้วนแล้วเป็เื่เหลือเชื่อ ถ้าไม่เจอกับตัวเอง ก็คงคิดว่าเป็เื่โกหกแน่ๆ ถ้านำเื่นี้ไปบอกหรือปรึกษาคนอื่นคงคิดว่าเราบ้าหรือไม่ก็คิดว่าเราคิดไปเอง แต่จะให้แมพไปคนเดียวก็ไม่ได้ มันอันตรายเกินไป เอะ นี้เราเป็ห่วงแมพเหรอเนี่ย บ้าน่า อย่างกับพระเอกนางเอกในนิยายเลย
ฟ้าใสมองหน้าแมพ ก่อนเดินไปหา หลุยส์ ฟาน เดล ซา
“เราจะกลับกี่โมง” เธอถามชายฉกรรจ์
“ขึ้นอยู่กับพวกคุณ แต่ไม่เกิน 5 โมงเย็นแน่นอน ตอนกลับให้ไปส่งที่ไหนก็ได้”
ฟ้าใสหยุดการถ่ายคลิปวีดีโอ และกดปุ่มสีแดงที่เขียนว่า “บันทึกลงเครื่อง” ก่อนจะเก็บโทรศัพท์ไว้ในกระเป๋าข้างกระโปรงเหมือนเดิม
หลุยส์ ฟาน เดล ซา หยิบร่มกางขึ้น เดินไปส่งแมพขึ้นรถก่อน ตามด้วยฟ้าใส เพื่อไม่ให้เปียกฝนที่กำลังตก ทั้ง 3 คน ขึ้นรถเก๋งคันสีดำเงาเพื่อเดินทาง
ชายหัวโล้นเป็ผู้ขับรถ หลุยส์นั่งข้างคนขับ ที่เบาะหลังแมพนั่งหลังคนขับฟ้าใสนั่งข้างๆแมพที่เบาะหลัง
ระหว่างการเดินทาง รถติดมาก เนื่องจากฝนตกหนัก ข้างหน้ามี 3 แยกไฟแดง แสงไฟของรถพยาบาลส่องมาที่กระจกรถ ฟ้าใสสังสัยว่าเกิดอะไรขึ้น เธอมองออกไปดูนอกหน้าต่าง สังเกตเห็นรถมอเตอร์ไซค์ล่มอยู่กลางถนนเพียงคันเดียว เธอคิดว่าเกิดจากขับรถเร็วในขณะฝนตก ทำให้ลื่น เสียการทรงตัว จนเกิดอุบัติเหตุ มีชายหญิงคู่หนึ่งที่ใส่หมวกกันน็อคเต็มใบนอนาเ็อยู่ ชายใส่เสื้อยืดสีดำ หญิงใส่เสื้อยืดสีขาว ทั้งคู่ใส่กางเกงยีนส์ หน่วยกู้ภัยกำลังปฐมพยาบาลผู้าเ็อยู่ข้างๆ อย่างรีบเร่ง เพราะอยู่กลางถนน เป็เหตุให้รถติด
“เอ๋ย ให้เรียกผมว่า หลุยส์ ” หลุยส์ ฟาน เดล ซาเอ่ย
ชาวยุโรปส่วนใหญ่ใช้นามสกุลขึ้นต้น ตามด้วยชื่อ ถ้าอย่างงั้น “หลุยส์ ฟาน เดล ซา” หลุยส์ เป็นามสกุล และฟาน เดล ซา เป็ชื่อ แต่ทำไมให้เรียกหลุยส์ น่าจะให้เรียก ฟาน เดล ซามากกว่า ในระหว่างที่ฟ้าใสกำลังสงสัย เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาหาข้อมูลเพิ่มเติมในอินเตอร์เน็ตเกี่ยวกับการเรียกชื่อของชาวยุโรป
"ที่ผมให้เรียกว่า หลุยส์ เพราะว่าเขียนง่ายกว่าชื่อเต็ม สงสารผู้แต่งเถอะ ชื่อยาวมาก ส่วนคนที่กำลังขับรถอยู่ ชื่อ เจมส์ กันเนอร์ เป็ลูกครึ่งระหว่างเวลส์กับฝรั่งเศษ”
“เรียกผมว่า เจมส์” เจมส์ กันเนอร์บอก
“ทำไมคุณหลุยส์ พูดไทยชัดมา” ฟ้าใสถามด้วยความสงสัย
“ผมย้ายมาอยู่ประเทศไทย ปีนี้เข้าสู่ปีที่ 8 แล้ว” หลุยส์ ฟาน เดล ซา ตอบ
ตื้อ ตื้อ ตื้อ เสียงดังมาจากกระเป๋าข้างกระโปรงของฟ้าใส เธอหยิบขึ้นมาดู เป็เบอร์ของพลอย
ฟ้าใส : ว่าไงจ๊ะคนสวย
พลอย : เสาร์นี้ว่างไหม ไปกินหมูกระทะกัน เฟิร์ส กับ เจนนี่ ไปด้วย
ฟ้าใส : ไม่ว่างอะ ต้องไปทำธุระกับแม่
พลอย : เสียดายจัง
ฟ้าใส : โอกาสหน้าไม่พลาดแน่นอน โดยเฉพาะเื่ของกิน
พลอย : จ้าาาาา แกทำอะไรอยู่
ฟ้าใส : อยู่บนรถกำลังเดินทาง ตอนนี้ไม่ค่อยสะดวกคุยเท่าไหร่ แค่นี้นะ
พลอย : บาย
ฟ้าใส : บาย
เมื่อฟ้าใสวางสายโทรศัพท์แมพก็ถามขึ้น”ใครโทรมาอะ”
“เพื่อนเก่าสมัยมัธยม” เธอตอบพร้อมเก็บโทรศัพท์ไว้ที่เดิม
การเดินทางใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาที เพราะรถติดมาก กว่าจะถึงที่หมาย
อาคารสูงระฟ้า ติดกระจกสีฟ้าที่สะท้อนแสง ทั่วทุกด้านของอาคาร มีสวนเล็กๆทั้งด้านซ้ายและขวา ด้านหน้ามีลานจอดรถ คำนวณด้วยสายตา จอดได้ประมาณ 40 คัน มีทางลงไปใต้ดิน เป็ลานจอดรถ 2 ชั้นที่อยู่ใต้ดิน
เจมส์ กันเนอร์จอดรถ ปิดเครื่องยนตร์เปิดที่เก็บของด้านล่างข้างประตูคนขับเพื่อหยิบร่มยื่นให้แมพและฟ้าใส คนละคัน ทั้ง 4 คนเดินกางร่มลงจากรถ เพื่อเข้าไปในตึก
ข้างใน ความสูงระหว่างชั้น1กับชั้นลอยประมาณ 15 เมตร และชั้นลอยกับชั้น 2 มีความสูงระหว่างกันประมาณ 4 เมตรอย่างเห็นได้ชัด ชั้นลอยมีห้องนึงเป็กระจกใสมองทะลุเข้าไปข้างในได้ เมื่อเดินเข้ามาในตึก จะเห็นรูปหล่อทรงกลมทำจากทองเหลืองเล็กๆ ลักษณะเหมือนถ้วยรางวัล อยู่ในกระจกนิรภัย วางอยู่ด้านหน้าสุด ใครเข้า-ออกอาคารต้องเดินผ่านและมองเห็นอย่างแน่นอน ตัวอาคารตกแต่งเหมือนสำนักงานทั่วไป คือ พื้นปูด้วยกระเบื้องเซรามิค ผนังด้านข้างทั้ง 2 ข้าง ตกแต่งด้วยกระเบื้องยาง เพดานเป็กระเบื้องยางเช่นเดียวกัน
“ตึกมีกี่ชั้นค่ะ” ฟ้าใสถาม
“30 ชั้น” เจมส์ กันเนอร์ ตอบด้วยนํ้าเสียงทุ่มราวกับเสียงพระเอกในหนัง
ฟ้าใสและแมพ เดินตามเจมส์และหลุยส์ ลงบันไดไปชั้นใต้ดิน เป็ชั้นที่ดูเก่า ต่างจากข้างบน แสงไฟตรงทางเดินไม่ค่อยสว่าง ปูพื้นด้วยแผ่นไม้สักที่ดูเก่า น่าจะสร้างมานานมากแล้ว กำแพงเป็ไม้สักมีเพียงบางส่วนที่เป็ปูนสีขาวคาดว่าในอดีตเป็กำแพงเป็ไม้สักทั้งหมดแต่เกิดการชำรุดผุพังตามกาลเวลาจึงใช้ปูนมาซ่อมแซม ประตูทำจากไม้สักทั้งหมดและมีห้องอยู่หลายห้อง

แมพ เข้าห้องแรก ส่วนฟ้าใส เข้าห้องที่ 2
บรรยากาศโดยรอบในตอนนี้ทำให้ในใจลึกๆของฟ้าใสเริ่มมีความคิดว่าชาย 2 คนนี้ จะเป็มิจฉาชีพกลับมาในหัวอีกครั้งนึง
ฟ้าใสเดินเข้าไปในห้อง ไฟในห้องสว่างไสวต่างจากข้างนอกลิบลับ ห้องมีลักษณะเหมือนห้องสอบสวนของตำรวจ มีหญิงวัยกลางคนนั่งอยู่ เธอมีหน้าตาออกจีนๆ มีดวงตาเฉียบคมเหมือนเหยี่ยว ใส่ชุดสูทคล้ายคลึงกับชุดที่เจมส์และหลุยส์ใส่แต่ไม่เหมือนกันทั้งหมดเพราะหญิงผู้นี้ใส่กระโปรง แต่เจมส์และหลุยส์ใส่กางเกง หญิงวัยกลางคนผู้นี้ไม่ได้ใส่กางเกงเหมือนเจมส์และหลุยส์ เธอกระโปรงทรงเอ บนโต๊ะมีแผ่นกระดาษกับปากกาวางอยู่ และมีเก้าอี้ว่างเปล่าอีก 1 ตัว เธอเดินไปนั่งเก้าอี้ที่ว่าง
หญิงวัยกลางคน ก็เอ๋ยขึ้น “ฉันชื่อ ฮั่ว หงษ์ลี่ หนูชื่ออะไร” “ฟ้าใสค่ะ”
"หนูเดินทางมายังไง เหนื่อยไหม"
“ไม่เหนื่อยค่ะ คุณเจมส์กับคุณหลุยส์มาส่งหนูกับแมพ”
“ทำไมถึงยอมมากับพวกลุง ทั้งที่พึ่งเจอกันครั้งแรก”
“หนูสงสัยค่ะ”
“เอาละ ขอเข้าเื่เลยนะ เพราะผู้แต่งไม่อยากยืดเนื้อเื่และกลัวคนอ่านเบื่อ มาๆเริ่มกันเลย เธอรู้ความสามารถพิเศษของตัวเองหรือยังจ๊ะ หนูน้อยฟ้าใส” “ยังค่ะ”
“น้าขอเจาะเืเพื่อตรวจดูการกลายพันธ์ุของพันธุกรรมนะ”
“หนูไม่ให้ค่ะ” พูดด้วยนํ้าเสียงที่ฉุนเฉียว
หญิงวัยกลางคนผู้นี้ประหลาดใจ เธอไม่เข้าใจความคิดของเด็กคนนี้ ทั้งที่ตนเองพยายามช่วย แต่เด็กนี้กลับปฏิเสธ
จากนั้นฟ้าใสลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกจากห้องไปโดยไม่พูดจาอะไรแม้แต่คำเดียว