เมื่อกงจื้อหมิงได้ยินว่าท่านอ๋องผู้เป็นพ่อบุญธรรมสวรรคตไปแล้วเขาก็วางแก้วชาในมือลง
“ท่านพ่อบุญธรรม”
คุณชายฟางจึงรีบพูดออกมาว่า“เทียนเป่า เรื่องนี้เจ้าไม่จำเป็นต้องโทษตนเองท่านอ๋องป่วยติดเตียงมานานกว่าห้าปีแล้วหากวันนั้นท่านอ๋องรู้ถึงการกระทำอันต่ำช้าของคนคนนั้นเกรงว่าท่านอ๋องก็คงไม่อาจตายตาหลับได้ ทุกวันนี้ท่านอ๋องก็ไปสบายแล้วหากว่ามีวิญญาณอยู่บนฟ้าจริงและรู้ว่าเจ้ากำลังจะเริ่มทำสงครามกับชายผู้นั้นท่านอ๋องก็จะไม่มีวันโทษเจ้าอย่างแน่นอนอันที่จริงเจ้าก็เป็นผู้สืบทอดเพียงคนเดียวในอู่โฮ่วฟู [1] ซือหม่าเฉวี่ยนถึงขั้นลงมือวางยาพิษเจ้าเจ้าเองก็ไม่จำเป็นต้องคิดถึงมิตรภาพเก่าๆ อีกต่อไปมิเช่นนั้นเจ้าคงจะต้องพ่ายแพ้อย่างไม่ต้องสงสัย”
กงจื้อหมิงถอนหายใจหลังจากผ่านไปครู่หนึ่งเขาก็บอกว่า “หลังจากเจ้ากลับไปที่ซีจิงแล้วให้รอข่าวจากข้าทันทีที่ข้ากลับมาเดินได้อีกครั้งให้เจ้านำตราประทับส่วนตัวของข้าติดต่อกับสหายเก่าและเหล่าแม่ทัพยอดฝีมือจากนั้นรอจนกว่าข้าจะเริ่ม แล้วให้มารวมตัวกันเพื่อบุกประชิดซีจิง”
“ตกลงเทียนเป่า ตั้งแต่ข้าได้รู้ข่าวว่าเจ้ายังมีชีวิตอยู่ ข้าก็รอคอยวันนี้นี่แหละ!”
สนามรบแผ่นดินสองคำนี้ต่างก็เป็นคำที่จุดไฟแห่งความทะเยอทะยานและการฆ่าฟันในใจของบุรุษได้ดีที่สุด
ในเวลาเที่ยงวันเช่นนี้ณ บริเวณหมู่บ้านบนภูเขาที่ห่างไกลแผ่นดินซีเฮ่าถูกกำหนดให้ต้องลุกเป็นไฟอีกครั้ง!
แน่นอนว่าเรื่องใหญ่เช่นนี้ติงเหว่ยไม่รู้เลยและต่อให้นางรู้อย่างไรนางก็ไม่คิดว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับแม่ครัวตัวเล็กๆอย่างนาง
หลังจากที่ทำอาหารกลางวันเสร็จติงเหว่ยก็สั่งให้อวิ๋นอิ่งเอาไปส่งที่ห้องหลักและนางก็ไปเปลี่ยนชุดที่เต็มไปด้วยกลิ่นน้ำมันและควันออกจากนั้นก็อุ้มอันเกอเอ๋อร์และพาเฉิงเหนียงจื่อกับลูกรวมสามคนไปที่เรือนด้านนอก
วันนี้เป็นวันที่เฉิงต้าโหยวต้องมารายงานบัญชีเฉิงเหนียงจื่อก็พาลูกสองคนมาด้วย ทุกคนต่างมีความสุข
ทุกวันนี้เฉิงต้าโหยวถือว่าเป็นคนที่พอจะมีหน้ามีตาอยู่บ้างในสมาคมพ่อค้าในเมืองแม้ว่าจะไม่มีใครรู้ภูมิหลังของเขา แต่ทุกคนต่างก็ยินยอมไม่สู้รบปรบมือยกับเขาตอนกลางวันก็ทักทายกันอย่างอบอุ่น หากเจอปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ก็รีบขอโทษทันทีเพราะเกรงว่าตนเองจะหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยในยามค่ำคืน
โชคดีที่เฉิงต้าโหยวไม่มีนิสัยชอบรังแกผู้อื่นเขาทำตัวตรงไปตรงมาอย่างเที่ยงธรรม และปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างอ่อนโยนปกติแล้วหากร้านข้างเคียงซ้ายขวามีเรื่องอะไรต่างก็ช่วยกันคนละไม้คนละมือเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ทำให้ทุกคนลดความคลางแคลงใจลงไปได้บ้าง และเฉิงต้าโหยวก็ค่อยๆมีชื่อเสียงบนท้องถนนแห่งนั้น ว่ามีความน่าเชื่อถือถึงห้าส่วน
วันนี้เขาใส่เสื้อคลุมยาวที่ทำจากผ้าฝ้ายและสวมหมวกทรงกลมเขาดูตัวอ้วนขึ้นเล็กน้อย เวลาที่ยิ้มออกมาทั้งใจดีและเป็นมิตรโดยไม่หลงเหลือท่าทางท้อแท้สิ้นหวังและเศร้าสร้อยเช่นคราแรกเลยแม้แต่น้อย
ทันทีที่ต้าหวาเดินเข้าไปที่ประตูเขาก็เป็นคนแรกที่วิ่งไปกอดขาพ่อของตนและตะโกนเรียกพ่อด้วยความดีใจปรากฏว่าเขากลับถูกพ่อดึงขึ้นมาและคำนับนายหญิงด้วยกัน
ติงเหว่ยยิ้มและโบกมือจากนั้นนางก็นั่งลงแล้วพูดว่า “ขอบคุณเจ้าที่ช่วยดูแลงานที่ร้านอย่างหนักสามสี่วันถึงจะกลับมาสักครั้ง ลูกของเจ้าจะคิดถึงก็สมควรแล้วไม่จำเป็นต้องมีพิธีรีตองมากมาย”
ทว่าเฉิงต้าโหยวยังคงตอบด้วยความเคารพเช่นเดิมว่า“นายหญิงมีเมตตาแต่พิธีรีตองก็ต้องคงไว้เด็กคนนี้เมื่อเขาโตขึ้นยังต้องรับหน้าที่ดูแลร้านต่อจากข้าให้นายหญิงยิ่งไม่สมควรที่จะไม่มีระเบียบ”
“ต้าหวาของเจ้าเป็นเด็กฉลาดเฉลียวหากวันไหนเจ้าไม่มีงานอะไรก็พาเขาไปหัดเขียนตัวอักษรกับเจ้าก็ได้ ในอนาคตหากเขาอยากจะสอบคัดเลือกขุนนางหรือค้าขายก็ให้ปล่อยไปตามความชอบของเขามิเช่นนั้นอาจพลาดจอหงวนไปหนึ่งคนหากให้เขาเป็นเถ้าแก่อยู่ที่ร้านสกุลติงก็คงน่าเสียดายไม่น้อย”
ติงเหว่ยพูดติดตลกออกไปแต่เฉิงเหนียงจื่อกลับยิ้มออกมาเต็มใบหน้า นายหญิงช่างมีสายตาแหลมคมไม่แน่ว่าบางทีลูกชายของนางอาจมีอนาคตที่ยิ่งใหญ่ก็เป็นได้บนโลกนี้ไม่มีพ่อแม่คนใดที่ไม่ตั้งความหวังให้ลูกมีอนาคตที่ดีและพวกเขาเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้นอย่างแน่นอน
นายและบ่าวคุยเล่นกันสองสามประโยคจากนั้นเฉิงต้าโหยวก็รีบใช้มือทั้งสองข้างส่งสมุดบัญชีให้ติงเหว่ยและพูดอย่างมีความสุขว่า “นายหญิงไม่กี่วันมานี้รายได้ของที่ร้านเพิ่มขึ้นอีกสามเท่าและก็มีลูกค้าหลายคนที่สั่งทำชุดของเล่นและตุ๊กตา แต่เหลือแค่ส่วนน้อยที่ยังทำไม่เสร็จส่วนซิ่วเหนียง [2] พวกนั้น บ่าวยังไม่ได้เร่งรัดอะไรขอแค่ให้พวกนางทำอย่างพิถีพิถันมากที่สุดเพราะเกรงว่าพวกนางจะใจร้อนและทำให้ร้านเถาเป่าของเราเสียชื่อเสียง”
ติงเหว่ยดูสมุดบัญชีไปพลางพยักหน้าไปพลางและเมื่อดูถึงตัวเลขที่บรรทัดสุดท้ายของสมุดบัญชีบวกกับเมื่อปีก่อนที่ได้รับเงินจากการช่วยกงจื้อหมิงตรวจสอบบัญชีรายรับตอนนี้ก็มีถึงสองพันตำลึงเต็มๆ ดังนั้นนางก็เลยบอกว่า “เจ้าทำถูกแล้วครอบครัวใหญ่ในอำเภอเองก็มีเด็กซิ่วเหนียงมากมายนับไม่ถ้วนคนอื่นสามารถลอกเลียนแบบได้ง่ายมาก แต่ร้านเถาเป่าของพวกเราก็เป็นของที่มียี่ห้อของที่ร้านเถาเป่าหมายถึงศักดิ์ศรี แล้วก็ยังมีความแปลกใหม่ ออกของแบบใหม่ๆอยู่เสมอ ถึงทำให้เราสามารถดึงดูดลูกค้าให้มาที่ร้านเราได้ ภาพวาดพวกนั้นที่ข้าให้เจ้าไปครั้งที่แล้วได้เผาออกมาเป็นแก้วและถ้วยแล้วหรือยัง?”
“เรียนนายหญิงเผาเรียบร้อยแล้ว เมื่อวานลองวางไว้ในร้านชุดหนึ่งผลปรากฏว่าตอนนั้นก็ถูกแม่นางสกุลซวีที่อยู่ทางเหนือของเมืองซื้อกลับไปและเนื่องจากแม่นางสกุลซุนที่อยู่ทางตะวันออกของเมืองก็เข้าไปแย่งด้วยทำให้ราคาสูงขึ้นถึงสองเท่าจึงขายได้สิบแปดตำลึง”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาเฉิงต้าโหยวเองก็ตื่นเต้นเช่นกันแค่ชุดถ้วยเครื่องเคลือบเนื้อโปร่งใสทั่วไปชุดหนึ่งแต่ถูกเผาให้ออกมามีลักษณะแปลกตาและน่าสนใจนิดหน่อยก็ทำให้ราคาจากต้นทุนสองตำลึงขึ้นไปถึงเก้าเท่า ช่างเป็นการค้าขายที่คุ้มค่าจริงๆ
ติงเหว่ยเองก็ดีใจที่กิจการกำลังรุ่งเรืองเมื่อได้ยินเช่นนี้นางจึงชมเชยว่า“ที่ร้านค้าของเราค้าขายดีเป็นเพราะว่าเจ้าบริหารจัดการได้เป็นอย่างดี”
จากนั้นนางก็พูดเรื่องสำคัญขึ้นมาว่า“ช่วงนี้หากว่าเจ้าไม่ได้ติดธุระอะไรก็ออกไปสืบดูรอบๆหน่อยว่านอกเมืองมีพื้นที่เกษตรกรรมที่ดีสักหน่อยไหม ที่นาไม่ต้องเยอะมากแต่ต้องอยู่ในทำเลที่ดี ให้ดีที่สุดก็ควรจะมีภูเขาและแม่น้ำด้วย”
“พื้นที่เกษตรกรรมอย่างนั้นหรือ?” เฉิงต้าโหยวยิ่งดีใจขึ้นไปอีก เขาถามอย่างระมัดระวังว่า“นายหญิงต้องการหาซื้อพื้นที่เกษตรกรรมเล็กๆเพื่อใช้บริโภคในครอบครัวตนเองใช่หรือไม่”
ติงเหว่ยพยักหน้านางไม่อยากเปิดเผยออกมามากเกินไป ดังนั้นจึงพูดออกไปง่ายๆ ว่า“เตรียมตัวไว้ให้พร้อมก่อน ไม่แน่ว่าอีกไม่กี่เดือนจะต้องย้ายเข้าไปอยู่ในเมืองพอถึงตอนนั้นถ้ามีพื้นที่เกษตรกรรมเล็กๆ ก็จะได้ปลูกข้าวปลูกผัก เลี้ยงปศุสัตว์ยังไงก็ดีกว่าต้องไปซื้อของในเมืองทุกวัน”
เฉิงต้าโหยวพยักหน้าอย่างรวดเร็วครอบครัวของนายหญิงเจริญรุ่งเรืองพวกเขาที่เป็นบ่าวก็พลอยได้ประโยชน์ไปด้วยโดยปริยาย
“ตกลงนายหญิง บ่าวจะไปสืบดูให้เข้าใจอย่างละเอียดรอบคอบ จากนั้นค่อยกลับมารายงาน”
ติงเหว่ยพูดคุยเล่นอีกสองสามประโยคแล้วก็ปล่อยให้ครอบครัวของพวกเขารวมตัวกันจากนั้นก็อุ้มอันเกอเอ๋อร์กลับไปที่เรือนหลัก
……
กงจื้อหมิงที่เพิ่งกินข้าวเสร็จและกำลังเดินไปรอบๆลานกับคุณชายฟาง ทันทีที่อันเกอเอ๋อร์เข้ามาในลานมือเล็กๆของเขาก็ยื่นออกไปข้างหน้าเพื่อขอให้ท่านลุงอุ้มเขาเล่นตลอดทั้งวันกงจื้อหมิงบางทีอาจกังวลเรื่องสหายที่ยืนอยู่ข้างๆก็เลยไม่ได้ยืนแขนออกมาอุ้มในคราวแรก
อันเกอเอ๋อร์ยังเด็กมากและไม่สามารถอ่านสีหน้าได้เขาจึงอดไม่ได้ที่จะร้อนใจขึ้นมาเขาบิดร่างเล็กๆ ของเขาเป็นอย่างแรกในขณะที่พยายามดันตัวออกจากอ้อมแขนของมารดาก็ยื่นมือเล็กอ้วนๆ ของเขาออกไปข้างหน้าและทันใดนั้นเองปากของเขาก็หลุดพูดออกมาหนึ่งคำ “พ่อ!”
คำคำนี้ราวกับใช้วิชาที่ทำให้นิ่งอยู่กับที่ผู้ใหญ่ทั้งสามคนในลานรวมถึงเฟิงจิ่วที่ยืนอยู่ใต้เงาของชายคาบ้านต่างก็ตะลึงงัน
ติงเหว่ยเป็นคนแรกที่มีสติขึ้นมาก่อนนางปิดปากลูกชายเอาไว้พร้อมยิ้มอย่างกระอักกระอ่วนและพูดว่า “เอ่อ นายน้อยเด็กคนนี้บางทีเขาอาจได้ยินต้าหวาเรียกพ่อ ก็เลยอาจพูดเป็นแล้วเขายังไม่เข้าใจอะไร…”
ก่อนที่นางจะพูดจบกงจื้อหมิงกลับก้าวเข้ามาสองสามก้าว มือหนึ่งของเขาโยนไม้ค้ำยันไปและออกแรงดึงอันเกอเอ๋อร์เข้ามาไว้ในอ้อมแขน
อันเกอเอ๋อร์ได้สมตามที่ปรารถนาบางทีเขาอาจคิดว่าคำนี้มีประโยชน์อย่างมาก ปากเล็กๆ ของเขาจึงโพล่งออกมาไม่หยุดว่า“พ่อ พ่อ พ่อ!”
ติงเหว่ยกระโดดเข้าไปและพยายามจะปิดปากลูกชายของนางแต่กงจื้อหมิงก็เอาหน้าของเขาซุกเข้าไปที่บ่าของเด็กน้อยนางจึงไม่สามารถทำอะไรได้มาก สุดท้ายจึงทำได้แค่ส่งสายตาข่มขู่ลูกชายก็เท่านั้น
คุณชายฟางเห็นแล้วรู้สึกแปลกดีเขาก้าวไปข้างหน้าแล้วถามว่า “เด็กคนนี้อายุกี่เดือนแล้วไม่น่าเชื่อว่าเขาจะพูดเป็นแล้ว ช่างฉลาดเฉลียวจริงๆ”
ไม่มีแม่คนใดในโลกที่ไม่อยากได้ยินคนอื่นชื่นชมลูกของตนเองติงเหว่ยเองก็ไม่เว้น
แม้ว่าติงเหว่ยจะยังกระอักกระอ่วนอยู่เล็กน้อยแต่นางก็ยังคงยิ้มเหมือนเดิมและตอบว่า“อันเกอเอ๋อร์เพิ่งจะอายุแค่สิบเดือนเท่านั้น ก็ไม่ได้ถือว่าฉลาดเฉลียวข้าได้ยินมาว่าเด็กอายุเจ็ดเดือนบางคนก็เรียกพ่อได้แล้ว”
พวกเขาทั้งสองกำลังคุยกันจึงไม่ทันสังเกตเห็นว่ากงจื้อหมิงกำลังหลั่งน้ำตาอยู่บนบ่าของเด็กน้อยพ่อลูกสายเลือดสื่อถึงกัน เด็กน้อยที่ส่งเสียงเรียกออกมาครั้งแรกบรรพบุรุษที่คอยปกป้องคุ้มครอง หลังจากภัยพิบัติต่างๆที่เขาเผชิญมาแล้วเขายังสามารถยืนกอดลูกชายของเขาเอาไว้ภายใต้แสงอาทิตย์และยังได้ยินเสียงเรียกว่าพ่อ!
บางทีสวรรค์อาจพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อชดเชยที่เคยทำไม่ดีต่อเขาและข่าวที่ทำให้น่าประหลาดใจก็มาถึง
ลุงอวิ๋นวิ่งอย่างทุลักทุเลเข้าไปในลานเขารีบตะโกนออกมาจนแทบไม่ได้หายใจว่า “นายท่าน หาพบแล้ว พบหญ้านิรันดร์แล้ว!”
“ปัง!”ก่อนที่กงจื้อหมิงและคนอื่นๆ จะทันตอบสนองลุงเหว่ยก็รีบพุ่งออกมาจากห้องทางตะวันออกราวกับพายุหมุนสองมือของเขาจับไหล่ลุงอวิ๋นไว้แน่น แล้วก็ตะโกนเสียงดังว่า “หาเจอแล้วจริงๆ หรือ? อยู่ที่ไหน หญ้านิรันดร์อยู่ที่ไหน?”
ลุงอวิ๋นเวียนหัวเพราะถูกเขาเขย่าไปมาจนหัวสั่นหัวคลอนเขาจึงรีบพูดอย่างรวดเร็วว่า “กำลังอยู่ระหว่างทางลองนับวันดูแล้วพรุ่งนี้ก็คงจะมาถึงแล้ว”
“ฮ่าฮ่าฮ่าช่างเยี่ยมไปเลยจริงๆ!” ลุงเหว่ยเงยหน้าขึ้นและหัวเราะเสียงดังด้วยความดีใจสองมือของเขายกขึ้น “ในที่สุดก็หาเจอแล้ว ในเมื่อมีหญ้านิรันดร์กับไป๋ตู๋ตัน [3]ส่วนประกอบของยาอายุวัฒนะก็ถือว่าครบถ้วนแล้ว! เอ่อ…”
เมื่อหัวเราะไปได้ครึ่งทางเขาถึงจะตระหนักได้ว่ามีคนมากมายอยู่รอบตัวเขาดังนั้นเขาจึงหยุดสิ่งที่เขาพูดทันทีและเสริมขึ้นมาอีกหนึ่งประโยคว่า“มีหญ้านิรันดร์แล้ว การล้างพิษของฉือฮว่าเฟินก็จะเป็นเรื่องง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ”
และก็เป็นอย่างที่คาดไว้เมื่อลุงอวิ๋นได้ยินดังนั้นก็ยิ่งดีใจมากขึ้นไปอีก“เยี่ยมไปเลย นายน้อยกำลังจะกลับมาเป็นปกติแล้ว!”
นายน้อยฟางเองก็กอดกงจื้อหมิงนานๆ ทีจะตะโกนเรียกว่าพี่ใหญ่สักที “พี่ใหญ่ ยินดีกับท่านด้วยจริงๆที่จะกลับมาเป็นปกติแล้ว ได้หวนคืนสู่สงครามและเดินทางข้ามภูเขาแม่น้ำอีกครั้ง”
ทันใดนั้นจู่ๆกงจื้อหมิงก็โยนไม้ค้ำยันอีกข้างทิ้งไปเขากอดทั้งอันเกอเอ๋อร์และน้องชายไว้ด้วยกันพี่น้องทั้งสองต่างก็หัวเราะออกมาเสียงดังทำให้ความโศกเศร้าและสิ้นหวังในหลายวันที่ผ่านมามลายหายไป
อันเกอเอ๋อร์กำลังดูดนิ้วมือของเขาอยู่และกะพริบดวงตากลมโตไปมาด้วยความสับสนจากนั้นเขาก็เริ่มส่ายก้นเพื่อจะเริ่มประท้วง
ติงเหว่ยรีบก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วเพื่อจะช่วยลูกของนางออกมาโดยเกรงว่าเขาจะงอแงและปัสสาวะราดออกมายามนี้ราวกับกำลังจะเพิ่มลายดอกไม้ลงบนผ้าดิ้น [4]จะปล่อยให้เพิ่มปัสสาวะลงบนเสื้อได้อย่างไร?
……
อาหารเย็นในวันนี้มีความหรูหราเป็นพิเศษนอกจากองครักษ์เงาที่คอยรักษาความปลอดภัยอยู่ ลุงอวิ๋น อวิ๋นอิ่ง หลินลิ่วและเฟิงจิ่วต่างก็ได้รับอนุญาตจากกงจื้อหมิงให้มาร่วมโต๊ะได้และแน่นอนว่าลุงเหว่ยในฐานแขกกิตติมศักดิ์ก็นั่งอยู่ที่ด้านซ้ายของกงจื้อหมิงและฝั่งตรงข้ามเป็นนายน้อยฟาง
ติงเหว่ยทำกับข้าวทั้งหมดเก้าชนิดและน้ำแกงอีกหนึ่งอย่างทุกคนที่กินต่างก็พอใจกับมื้ออาหารนี้เป็นอย่างมาก กงจื้อหมิงนานๆ ทีจะแหกกฎเขาดื่มเหล้ากับทุกคนไปหนึ่งไหเต็มๆ จากนั้นเขาก็ผล็อยหลับไปและนอนกรนเสียงดังติงเหว่ยเห็นก็อดไม่ได้ที่จะเข้าไปช่วยประคอง แล้วก็เกิดความรู้สึกสงสารเล็กน้อย
ความจริงแล้วชายคนนี้ไม่ได้แข็งแกร่งและเย็นชาเช่นท่าทางที่เขาแสดงออกมาอย่างน้อยเรื่องที่เขาไม่สามารถเดินเหินได้ปกติก็เป็นบาดแผลในจิตใจของเขาอย่างมากแต่เพื่อลูกน้องที่ซื่อสัตย์และจงรักภักดีเหล่านี้เขาถึงได้อดทนพยายามยืนหยัดมาโดยตลอด วันนี้เริ่มมีความหวังว่าจะฟื้นตัวกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมทั้งยังได้พบกับสหายที่สนิทอีกครั้ง เขาถึงได้ปล่อยให้ตนเองเมาสักครั้งหนึ่ง
ในค่ำคืนที่มืดมิดแสงเทียนสลัวๆ ส่องไปยังใบหน้าที่มีโครงหน้าชัดเจน ซึ่งทำให้ใบหน้ายิ่งดูมีชีวิตชีวาและมีมิติมากขึ้นเหมือนกับการใช้พู่กันไล่แสงและเงาในภาพวาดสีน้ำมันของชาวตะวันตกดูแล้วช่างน่าหลงใหลยิ่งนัก ติงเหว่ยเองก็รู้สึกทึ่งกับสิ่งที่นางเห็น นางค่อยๆก้มหน้าลงไปดมกลิ่นหอมที่คุ้นเคย ทันใดนั้นในใจของนางราวกับว่าจะนึกอะไรออกมาได้แต่ในขณะที่กำลังจะถึงทางออกในตอนสุดท้ายกลับมีอะไรบางอย่างขวางกั้นเอาไว้ทำให้นางขมวดคิ้วขึ้นมาเล็กน้อย…
เฟิงจิ่วที่ซ่อนตัวอยู่ตรงมุมห้องเขากังวลจนเหงื่อไหลออกมาเต็มฝ่ามือเพราะเกรงว่าความลับจะถูกเปิดเผยเสียแล้วในบางครั้งความจริงก็เป็นเพียงกระดาษหน้าต่างบางๆ หนึ่งชั้นก็เท่านั้น
โชคดีที่ติงเหว่ยไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้มาสักระยะแล้วนางนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้ฟ้าก็มืดแล้วถ้าอยู่ต่อคงจะไม่เหมาะสม นางห่มผ้าห่มนุ่มๆบางๆ ให้กงจื้อหมิงแล้วก็ออกไป
-----------------------------------------
[1] อู่โฮ่วฟู 武侯府 หมายถึง ฝ่ายที่มีหน้าที่ในการกำหนดยุทธศาสตร์การทหารคล้ายกระทรวงกลาโหมในปัจจุบัน
[2] ซิ่วเหนียง 绣娘 หมายถึง หญิงที่มีความสามารถด้านการเย็บปักถักร้อย
[3] ไป๋ตู๋ตัน 百毒丹 หมายถึง สมุนไพรที่เป็นพิษต่อร่างกายหนึ่งร้อยชนิด
[4] เพิ่มลายดอกไม้ลงบนผ้าดิ้น 锦上添花 เป็นการปรียบเทียบความพยายามในการเพิ่มเสริมเติมแต่งในสิ่งที่มีอยู่แต่เดิมให้สวยงาม ดีงาม และสมบูรณ์ขึ้นไปอีก