ริวถูกกระชากกลับเข้าไปใต้ แล้วสภานักเรียนได้พาเขาเดินเข้ามาต่อเรื่อยๆแม่ว่าริวจะพยายามดิ้นให้หลุด แต่ก็มีมือของใครบางคนกดไหล่เขาไว้แน่นอีกคนคว้าข้อมือทั้งสองข้างบิดไขว้หลังเอาไว้
“มึงจะดิ้นห่าอะไรนักวะ”
“เดินไป!”
พูดจบ สภานักเรียนก็ได้ผลักริวให้เดินหน้าต่อไปแรงผลักกระแทกเข้าที่หลัง ทำให้ริวจำต้องก้าวไปข้างหน้า แม้ร่างกายจะฝืนแต่ยิ่งขัดขืนก็ยิ่งเจ็บ สุดท้ายเขาก็ต้องยอมเดินตามแรงบังคับ
พวกสภานักเรียนพาเขาเดินลึกเข้าไปใต้ตัวอาคารมากขึ้นแสงจากด้านนอกค่อยๆเลือนหาย เหลือเพียงความสลัวที่แทบมองไม่เห็นรายละเอียดกลิ่นอับชื้นปะปนกับกลิ่นฝุ่นลอยคลุ้งอยู่ในอากาศจนรู้สึกแสบจมูก เสียงฝีเท้าหลายคู่สะท้อนก้องไปตามทางแคบ
จนกระทั่ง พวกเขาพาริวมายังห้องเก่าๆห้องหนึ่งเอี๊ยด…เสียงประตูไม้เก่าๆถูกเปิดออกอย่างเบาๆ แล้วร่างริวถูกผลักเข้าไปด้านในอย่างแรงจนเกือบล้มมือที่จับอยู่กระชากให้เขาทรงตัวไว้ได้ก่อนจะปล่อย
ริวหอบหายใจเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆเงยหน้าขึ้นกวาดสายตาไปมารอบๆห้องด้วยความตื่นตระหนกแล้วเห็นว่ามีลังกระดาษสีน้ำตาลวางเรียงซ้อนกันอยู่เต็มไปหมดแทบไม่มีที่ว่างให้เดินกลิ่นฝุ่นเก่าๆกับกลิ่นบางอย่างที่เขาคุ้นเคยลอยปะปนกันอยู่
ทันใดนั้น ั์ตาของเขาจะหยุดลงที่กลางห้องรูม่านตาขยายกว้างและสั่นระริก เมื่อเห็นว่ามีนักเรียนชายร่างใหญ่คนหนึ่งยืนหันหลังอยู่และที่แขนเสื้อมีปลอกแขนสภานักเรียนอยู่ แม้ยังไม่เห็นใบหน้า แต่ความกลัววกลับแล่นพล่านขึ้นมาในอกของเด็กหนุ่มทันทีเหมือนมีแรงกดบางอย่างแผ่ออกมาโดยไม่ต้องทำอะไร
ริวชะงัก ลมหายใจของเขาติดขัดไปชั่วครู่ แล้วนักเรียนชายคนนั้นค่อยๆหันกลับมาแววตานิ่งเรียบและเย็นเฉียบ ไม่มีอารมณ์ใดๆ… มีเพียงความกดดันบางอย่างที่แผ่ออกมาโดยรอบและเมื่อเห็นริวคิ้วของเขาขมวดเล็กน้อย ก่อนจะพูดขึ้น
“พามันมาทำไม” เสียงของเขาไม่ได้ดังมากไม่ได้ตะคอกใส่ใคร เหมือนเป็การพูดธรรมดา
ทว่า กลับทำให้สภานักเรียนที่ยืนอยู่ด้านหลังสะดุ้งตัวขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่มีใครกล้าตอบในทันที ราวกับกลัวจะพูดอะไรผิด
ความเงียบกินเวลาเพียงไม่กี่วินาที แต่ยาวนานพอจะทำให้หัวใจเต้นแรงขึ้นอีกหลายเท่านักเรียนชายคนนั้นก้าวเข้ามาอย่างช้าๆ แต่ยิ่งเขาเดินเข้ามาใกล้ความกดดันก็ยิ่งชัดขึ้น สายตาของเขากวาดมองลูกน้องด้านหลังเพียงแวบเดียว แค่นั้นก็เพียงพอให้พวกนั้นมีท่าทีลุกลี้ลุกลนก่อนที่หนึ่งในนั้นรีบตั้งสติแล้วพูดขึ้น
“พะ…พวกผม…เห็นมันไป ด้อมๆมองๆอยู่ใต้ตึงเราครับลูกพี่ ”
“ชะ…ใช่ครับ!” อีกคนพูดเสริม
เขานิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะเบนสายตาลงมามองเด็กหนุ่มที่ถูกมาพา“มึงเห็นอะไรบ้าง” น้ำเสียงนั้นกดต่ำลง และแฝงได้ด้วยความกดดัน
ริวเม้มริมฝีปากก่อนจะตอบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ “ผม…หลงเดินเข้าไปครับ ไม่ได้เห็นอะไร”
เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้ว คนตรงหน้าพูดต่อพลางก้าวเข้ามาใกล้พร้อมกับหัวเราะเบาๆในลำคอ
“หึ… หลงเดินเข้าไปหรอกเหรอ”
เขาก้าวเข้ามาใกล้อีกก้าว มือใหญ่คว้าผมของริวแล้วกระชากให้เงยหน้าขึ้นอย่างแรง ก่อนจะพูดต่อด้วยเสียงต่ำ
“มึงคิดว่าพวกกูโง่เหรอ”
แต่ริวเงียบไม่ตอบ พร้อมกับหลุบสายตา เพื่อเลี่ยงการมองหน้าอีกฝ่ายทว่า นักเรียนชายคนนั้นจ้องเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะปล่อยมือ ความเงียบตกลงมาอีกครั้งและหนักหน่วงกว่าครั้งก่อน
ทว่า ในจังหวะที่ริวคลายตัวลง หมัดหนักๆกระแทกเข้าที่ท้องเขาอย่างจัง!
“อะอึก!…”
ลมหายใจถูกกระชากออกจากปอดในทันทีริวงอตัวลงแต่กลับถูกกระชากให้ยืนขึ้น
“พูดมา!”
ริวหอบหายใจถี่เสียงลมหายใจติดขัดอยู่ในลำคอ แต่ดวงตายังคงไม่หลบ “ผะ… ผมไม่ได้เห็นอะไร” เขาพูดช้าๆแม้เสียงจะแ่ลงเล็กน้อย “จริงๆ… นะครับ”
คำตอบนั้นทำให้สีหน้าของอีกฝ่ายนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มออกมาที่มุมปาก เป็รอยยิ้มที่ไม่ได้มีความเป็มิตรอยู่เลยสักนิด
“งั้นเหรอ ดีมาก…”
พูดจบ เขาก็ง้างมือขึ้นอีกครั้ง แล้วเหวี่ยงหมัดเข้าที่มุมปากของริวแรงจนศีรษะของริวสะบัดไปด้านข้าง ภาพตรงหน้าพร่ามัวเล็กน้อยเืสีแดงซึมออกมาตรงริมฝีปาก แต่ก่อนที่อะไรจะเกิดขึ้น เสียงฝีเท้าหนึ่งก็ดังมาจากหน้าประตูแล้วประตูก็เปิดออก
“เฮ้ย!” เสียงนั้นดังลั่นพร้อมกับแรงผลักที่กระแทกใครบางคนออกไป
คนที่จับริวอยู่เสียหลักทันทีมือที่กดเขาไว้คลายออก ริวเซถอยหลัง ก่อนจะล้มลงไปด้านข้าง เขาหอบหายใจเล็กน้อยก่อนจะเงยหน้าขึ้นมอง ภาพที่เห็นทำให้สายตาของเขานิ่งไปเล็กน้อย
“พวกมึงทำเชี่ยอะไรกันวะนั่น!”
น้ำเสียงที่ริวเคยได้ยิน… แต่ครั้งนี้มันฟังดูแข็งกร้าวกว่าที่เคยมากก่อนที่ริวก็ค่อยๆดันตัวเองขึ้นจากพื้น แล้วหันหลังไปมอง เมื่อเห็นว่าเป็เบนซ์ยืนอยู่ตรงนั้นความโล่งอกก็แล่นวาบขึ้นมา เหมือนเห็นทางรอด
บรรยากาศเปลี่ยนไปทันที ความตึงเครียดที่เคยกดทับอยู่กลายเป็ความเงียบที่ระแวดระวัง ไม่มีใครกล้าขยับ มีเพียงเศษฝุ่นละอองที่ยังลอยช้าๆไปในอากาศทันใดนั้น นักเรียนชายร่างสูงที่ยืนอยู่กลางห้อง เอียงศีรษะเล็กน้อยรอยยิ้มบางๆปรากฏขึ้นที่มุมปาก ดวงตานิ่งเย็นของเขาจับจ้องไปที่เบนซ์อย่างไม่สะทกสะท้าน
“หึๆ เหลือจะเชื่อเลย วันนี้ลูกหมาที่ไอ้ธันวาเลี้ยงไว้…มันมาโรงเรียนด้วยวะ”
เบนซ์ยกคิ้วเล็กน้อย “กูก็มาโรงเรียนทุกวันนั่นแหละแต่กูไม่เข้าเรียนเฉยๆ”
คำพูดสบายๆแต่แฝงแรงกดดันบางอย่างที่ และสายตาที่มองเหมือนไม่มีความเกรงกลัวต่อกันอีกฝ่ายนิ่งไปเสี้ยววินาที ก่อนจะพูดขึ้น
“หึ… วันๆกูแทบไม่เห็นหน้ามึงเลยแล้ววันนี้เป็อะไร… จะมาขอข้าวกูกินหรือไงวะไอ้เบนซ์”
“กูจะไปไหนมาไหน มันจำเป็อะไรที่มึงต้องเห็น” สายตาของเบนซ์เหลือบมองไปยังรุ่นน้องที่ยืนสะบักสะบอมอยู่ก่อนจะก้าวเข้าไป “มึงปล่อยน้องเขาก่อนเดี๋ยวนี้”
เบนซ์พูดต่อด้วยน้ำเสียงเรียบๆแต่เน้นย้ำทุกคำ “ถ้ามึงทำอะไรน้องเขาไปมากกว่านี้…แล้วน้องเขาไปบอกไอ้ธัน… มึงมีเื่แน่”
คำพูดเรียบๆแต่แรงกดดันกลับหนักแน่นพอให้บรรยากาศตึงขึ้นอีกครั้ง ทำให้อีกฝ่ายหรี่ตาลงเล็กน้อยก่อนจะเบนสายตาหนี ราวกับไปได้ใส่ใจในคำพูดของเขานัก
“ยังกะไอ้ธันวามันจะรับฟังปัญหาทุกเื่อย่างั้น”
เบนซ์ตอบทันที “มึงพูดอาจจะไม่กูพูดก็เหมือนกัน…”
“แต่คนอื่นพูดธันวามันอาจจะฟังก็ได้ ใครจะได้รู้”เขาพูดพรางยักไหล่ขึ้นเล็กน้อยแต่สายตายังคงนิ่งไม่เปลี่ยน แล้วพูดต่อด้วยเสียงที่เบาลง “ยิ่งเป็เด็กที่เคยช่วยงานมันก็คิดเอา…”
ประโยคนั้น ทำให้อีกฝ่ายถึงกับชะงักไปในทันทีเขาไม่รู้ว่าเด็กหนุ่มที่ลูกน้องพาตัวมารู้จักกับธันวาจริงๆตามที่เบนซ์พูดจริงหรือเปล่าแต่ถ้านั่นเป็ความจริงขึ้นมา ตัวเขาก็อาจจะมีปัญหากับธันวาก็เป็ได้ เว้นซะแต่…
“ไม่ต้องห่วง มันไม่ปากไปบอกไอ้ธันวาหรอก”
พูดจบ เขาก้าวตรงเข้ามาหาริวอีกครั้งมือยกขึ้นเหมือนจะง้างขึ้น ในจังหวะนั้น เบนซ์ก็พูดขึ้นมาอีกครั้ง
“น้องเขาอาจจะไม่หรอก แต่กูนี่แหละบอกแน่ล่ะ”เขายกมือสองข้างขึ้นไขว้ไว้หลังศีรษะเป็ท่าทีที่ดูสบายๆแล้วพูดต่อ “และถ้าเป็เื่นี้…ไอ้ธันมันน่าจะฟังบ้างแหละ”
ประโยคนั้นทำให้มือที่ยกขึ้นชะงักค้างกลางอากาศต่อมาความเงียบเข้าปกคลุมห้องทันที เงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจของทุกคนในห้อง นักเรียนชายคนนั้นจ้องเบนซ์นิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะลดมือลงช้าๆ รอยยิ้มที่มุมปากจางลงเล็กน้อย
“…ชิ ไสหัวไปได้แล้ว!”
เบนซ์ไม่ตอบอะไร เขาเดินเข้าไปพยุงริวให้ลุกขึ้นก่อนจะถามเขาเบาๆ “ไหวไหม”
ริวพยักหน้าเล็กน้อย “ค…ครับ”
“อืม งั้นไปกันเถอะ…” เบนซ์พาเขาเดินออกจากห้องนั้นโดยไม่เหลียวหลัง
ไม่มีใครกล้าขวางทางมีเพียงสายตาเย็นเยียบของหัวหน้าสภานักเรียนที่มองตามหลังทั้งสองคนไปราวกับกำลังบันทึกชื่อริวไว้ในบัญชีดำส่วนตัว
ทันทีที่พ้นจากเงามืดใต้อาคาร อากาศด้านนอกดูโล่งมากและเมื่อแสงแดดยามบ่ายสาดเข้ามาปะทะสายตา ริวหรี่ตาลงเล็กน้อย เพื่อให้ตาปรับเข้ากับแสงก่อนจะดินตามหลังรุ่นพี่ไป ทว่า... ความหนักอึ้งในอกกลับยังไม่จางหาย