“เจ้าไปอยู่ที่ไหนมา ไม่รู้เรื่องหรือ” นักเดินทางผู้นั้นถามกลับอย่างประหลาดใจ
“ก็มีคนถามในทำนองนี้ไปคนนึงแล้วล่ะนะ” ชายหนุ่มเกาแก้ม เขาไม่รู้จะตอบอย่างไรที่จะไม่ต้องพบกับคำถามอีกหลายชุดจนต้องเสียเวลาอธิบายเพิ่ม
“จู่ๆ ช่วงนี้ก็มีพวกอันเดดออกเพ่นพ่านทั่วไปหมด ฆ่าไปเท่าไหร่ก็มีมาเพิ่มเรื่อยๆ ราวกับไม่มีวันหมดสิ้น ตอนกลางคืนถ้าไม่มีธุระอะไรก็ควรอยู่แต่ในบ้านจะปลอดภัยที่สุด แต่ถึงจะบอกว่าปลอดภัยก็เถอะ บ้านก็ไม่ใช่วิหารศักดิ์สิทธิ์ เกิดวันดีคืนดีพวกมันบุกทำลายที่นี่ก็คงทำอะไรไม่ได้นอกจากหนีตายกัน แทบไม่มีที่ไหนปลอดภัยเลย ทุกคนถึงได้หวาดกลัวอย่างที่เห็นอยู่นี่ไง”
“จู่ๆ ก็ปรากฏตัว?” เอ็ดวานทวนคำ
“ใช่ จู่ๆ ก็ปรากฏตัวออกมาเต็มไปหมด มันต้องเกี่ยวกับดวงจันทร์ดวงที่สองนั่นแน่ โผล่ขึ้นมาบนท้องฟ้าโดยไร้ที่มา มันต้องเกี่ยวกับปีศาจร้าย การอวสานของโลกนี้ มนุษย์ต้องตายกันหมด!” นักเดินทางอีกคนโวยวายขึ้นเสียงดัง ท่าทางกลัวจนเกือบเสียสติ
“อย่าถือสาเจ้านี่เลย บ้านมันโดนพวกอันเดดพังยับ คนในบ้านก็ตายเกลี้ยงน่ะ” นักเดินทางคนแรกบอก แน่นอนว่าเอ็ดวานไม่ได้ติดใจอะไรอยู่แล้ว แต่นักเดินทางคนอื่นที่ได้ยินไม่ได้คิดเหมือนกับเขา พวกนั้นต่างหวาดวิตกยิ่งกว่าเดิมและร้องหาคนคุ้มครองพลางชูถุงเงิน
ลูนาร์ที่นั่งฟังทุกอย่างอยู่นานคิดอะไรได้ เธอผุดลุกขึ้นพลางปรบมือเรียกความสนใจก่อนจะเอ่ยเสียงดังให้ได้ยินกันทั่วถึง
“เอ้าทุกคน ไม่ต้องกลัว มีข้าอยู่ที่นี่แล้ว ถ้าสนใจจ้างข้าก็ส่งถุงเงินนั่นมา แล้วรับรองว่าพวกเจ้าจะปลอดภัย”
เอ็ดวานและฮาจาหันขวับในทันทีที่ได้ยินประโยคนั้นจากเพื่อนร่วมเดินทาง
“นี่เจ้าคิดจะทำอะไร” ชายหนุ่มกระซิบเสียงเครียด
“ข้าไม่รบกวนเจ้าก็แล้วกัน แต่จะว่าไปเจ้าก็ทำงานช่วยเหลือผู้คนแลกกับค่าจ้างอยู่แล้วไม่ใช่รึ ที่ข้าทำอยู่ตอนนี้ก็ไม่น่าแปลกอะไรนี่” ลูนาร์ยักไหล่ตอบ ทำเอานักรบหนุ่มถึงกับเงียบไม่ว่าอะไรต่อ ปล่อยให้อีกฝ่ายทำตามใจ
บรรดานักเดินทางเมื่อได้ยินก็ส่งสายตาฉายแววไม่เชื่อใจอย่างเห็นได้ชัด
“ข้าเก่งนะ” ลูนาร์พูดก่อนจะคว้าดาบห่วยๆ ของนักเดินทางคนหนึ่งมา เธอสะบัดดาบไปยังโต๊ะมุมห้องที่อยู่ห่างออกไปด้วยความเร็ว ทว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น นักเดินทางเจ้าของดาบเล่มนั้นหัวเราะเสียงดัง
“จะบ้าเรอะ ระยะห่างขนาดนั้น เจ้าทำ...”
ไม่ทันที่ชายเจ้าของดาบจะเอ่ยจบประโยค ขาทั้งสี่ของโต๊ะตัวนั้นพลันแยกออกเป็นสิบชิ้นเท่าๆ กันและพังทลายลงท่ามกลางความเงียบ
“ดาบห่วยมาก” ลูนาร์วิจารณ์พร้อมกับโยนดาบคืนเจ้าของอย่างไม่สนใจไยดี ก่อนจะกอดอกหันไปมองถุงเงินที่วางอยู่บนโต๊ะ “เป็นไง จะจ้างข้าหรือยัง”
จากนั้นห้องโถงของโรงแรมก็ดังสับสนวุ่นวายเพราะต่างคนต่างแย่งกันจ้างลูนาร์ เจ้าตัวสรุปให้ทุกคนรวมเงินกันมาจ้าง แล้วตนจะดูแลไม่ให้อมนุษย์ตนใดเข้ามายุ่มย่ามที่พักแห่งนี้
“ผู้คนสบายใจ ข้าได้เงิน ดีกันทั้งสองฝ่าย ค่าที่พักวันนี้เหมือนได้พักฟรี แถมยังเหลือกำไรอีกเพียบ” ลูนาร์พูดขึ้นขณะล้มตัวลงนอนบนเตียงหลังจากกลับมาที่ห้องพักส่วนตัวแล้ว เธอใช้มือลูบหัวแหวนวงหนึ่งบนนิ้วก่อนที่จะคืนร่างกลายเป็นหญิงสาวและซุกตัวใต้ผ้าห่ม
“เดี๋ยวสิคะ กำลังจะนอนเหรอคะ!” ฮาจาเห็นเพื่อนร่วมห้องล้มตัวลงนอนก็รีบเข้าไปเขย่าปลุก “รับเงินมาก็ไปทำงานสิคะ”
“เอ้อ จริงด้วยเกือบลืม”
หัวแหวนสีม่วงถูกลูบผ่านก่อนที่ลูนาร์ร่างหญิงอีกคนก่อร่างขึ้นข้างเตียง นักบวชสาวเพิ่งเคยเห็นในระยะประชิดเช่นนี้จึงมองขึ้นลงสลับไปมาระหว่างสองร่างพลางร้องอุทาน
“เหมือนกันมากค่ะ”
“เป็นคนคนเดียวกันก็ต้องเหมือนกันสิ” ลูนาร์ทั้งสองเอ่ยขึ้นพร้อมกัน จากนั้นร่างที่อยู่บนเตียงก็ทิ้งตัวลงนอนปล่อยให้ฮาจาเผชิญหน้ากับร่างแยกตามลำพัง
“ไม่ต้องเกร็งน่า ข้าก็คือข้า ไม่ว่าร่างแยก ร่างชาย ร่างหญิง โซลาร์หรือลูนาร์ ทั้งหมดก็คือข้า” ลูนาร์ร่างแยกพูดจาชวนสับสน เมื่อเห็นเด็กสาวร่างเล็กมีสีหน้างุนงงก็หลุดหัวเราะออกมา
ทั้งสองสนทนากันอีกหลายประโยค แล้วร่างแยกของลูนาร์ก็ขอตัวออกมาเดินตรวจตราให้สมกับรับเงินค่าจ้างมา ถึงจะบอกว่าเดินตรวจตราก็เถอะ เธอกลับไปนั่งเล่นอยู่ที่ระเบียงนอกอาคารชั้นสองของโรงแรมพลางเงยหน้ามองดวงจันทร์สองดวงที่ลอยเด่นบนท้องฟ้า ในขณะที่เวรยามสามสี่คนด้านล่างกำลังสนทนากันถึงความหวาดกลัวและข่าวลือต่างๆ ที่ไม่ค่อยมีความสำคัญเท่าใดนัก
ลมเย็นๆ พัดผ่านมาพร้อมกับกลิ่นเหม็นเน่าฉุนจมูกจนเวรยามด้านล่างสบถด่า เธอเบ้หน้าเพราะความเหม็นก่อนจะตัดสินใจเดินกลับเข้าไปในตัวอาคาร เวลานี้ดึกมากแล้ว ผู้คนส่วนใหญ่ในโรงแรมต่างหลับใหลเพื่อเตรียมพร้อมกับเช้าวันใหม่ แต่บนทางเดินอันเงียบสงบกลับมีเสียงฝีเท้าอย่างเป็นจังหวะเดินตรงมา แน่นอนว่าเธอไม่เชื่อเรื่องผีสางอยู่แล้วจึงหยุดรอดู ปรากฏร่างสูงอันคุ้นเคยก้าวเข้ามาใกล้ ข้างเอวของเขาสะพายดาบที่เธอสร้าง
เจ้าของเสียงฝีเท้าคือเอ็ดวานนั่นเอง
ทันทีที่นัยน์ตาสีน้ำตาลอมเหลืองติดดุคู่นั้นสบสายตากับเธอ แววตาของเขาก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นความประหลาดใจพร้อมกับคิ้วเข้มยกสูงขึ้น เขานิ่งค้างจ้องหน้าเธอตาไม่กะพริบอยู่นาน
“มีอะไรรึ” ลูนาร์ในร่างหญิงเอ่ยถามขึ้นพลางยิ้มอย่างนึกสนุก
“อะ...เอ้อ เปล่า ไม่มีอะไร” เอ็ดวานได้สติรีบปฏิเสธเป็นพัลวัน
“ข้าว่าเจ้ามี เจ้ามองหน้าข้าทำไมรึ มีอะไรติดอยู่บนหน้าของข้าหรือเปล่า” เธอทำทียกมือแตะสำรวจใบหน้าของตน แต่จับจ้องปฏิกิริยาของฝ่ายตรงข้ามโดยไม่คลาดสายตา
“พอดีว่าใบหน้าของเจ้าเหมือนกับคนที่ข้ารู้จักมาก”
“งั้นรึ สงสัยว่าข้าหน้าโหล แย่จริง”
“ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น คือเขาคนนั้นเป็นผู้ชาย เขาเหมือนกับเจ้ามากราวกับเป็นพี่น้องฝาแฝดกัน”
ลูนาร์ได้ยินคำอธิบายของเอ็ดวานก็หลุดขำ นี่เขาไม่ได้สังเกตเลยหรืออย่างไรว่าชุดที่เธอสวมใส่ยังเป็นชุดเดิม รวมทั้งอุปกรณ์ แหวน อาวุธก็เหมือนกันทุกประการ ถ้าไม่ซื่อก็เซ่อแล้วล่ะตาเอ็ดวานคนนี้
ชายหนุ่มเมื่อเห็นกริยาของหญิงสาวก็รู้สึกประหม่าขึ้นมา น่าแปลกที่เขารู้สึกคุ้นเคยกับเธอทั้งๆ ที่เพิ่งจะได้พบกัน รึว่าเพราะว่าเธอดูละม้ายคล้ายกับโซลาร์คนนั้น สุดท้ายแล้วเป็นเอ็ดวานที่ขอตัวออกมาก่อน และรู้สึกเสียดายยิ่งนักที่ไม่ได้ถามชื่อเธอไว้
คืนนั้นผ่านไปโดยไม่มีเรื่องอะไร เอ็ดวานตื่นเช้ามาพบลูนาร์กำลังจัดการเรื่องค่าจ้างอีกครึ่งหนึ่งจากพวกนักเดินทาง และจ่ายค่าซ่อมโต๊ะตัวที่ถูกเธอพังไปเมื่อวาน
“เมื่อคืนเจ้าไปอยู่ไหน ทำไมข้าไม่เห็น” ชายหนุ่มเดินเข้าไปทักทันทีที่เห็นว่าฝ่ายตรงข้ามจัดการธุระเสร็จแล้ว
“ไม่เห็นรึ แต่ข้าเห็นเจ้านะ” ลูนาร์ในร่างชายหนุ่มเอ่ยยิ้ม “ดึกดื่นไม่รู้จักนอน มาเดินเพ่นพ่านบนทางเดินทำไม...อ้าว ฮาจา อรุณสวัสดิ์”
เมื่อเห็นนักบวชสาวเดินลงมา หนุ่มหน้าหวานก็เปลี่ยนไปสนทนากับอีกคนแทน ปล่อยให้เอ็ดวานงุนงงต่อไป
“วันนี้เราจะมุ่งหน้าไปที่ไหนกันเหรอคะ” ฮาจาเอ่ยถามขึ้นด้วยสีหน้ากังวลใจ
“ตอนนี้ยังไม่ได้เบาะแสของดาบดำเลย ข้าว่าจะลองเข้าเมืองหลวงไปสืบข่าวที่นั่นดู ฮาจามีอะไรหรือ” ลูนาร์ตอบ พอเธอสังเกตเห็นสีหน้านั้นอย่างชัดเจนจึงเอ่ยถามต่อ
“ข้าสัมผัสถึงอะไรบางอย่างได้ค่ะ”
“ดีหรือไม่ดี”