บทที่ 27 หนีงูเจอยาย
บนเส้นทางที่ไปทางใต้ ยายหวังยิ่งเดินก็ยิ่งเร็วขึ้นผมต้องเร่งฝีเท้าตามไปเท่านั้น ยายคนนี้ดูเหมือนว่าจะเข้าโลงไปครึ่งตัวแล้วแต่ไม่คิดว่าจะมีแรงขนาดนี้ ของบนรถเข็นเล็กนั่นรวมกันแล้วคงไม่ต่ำกว่าร้อยจิน*[1] แต่ยายหวังกลับเข็นได้อย่างง่ายดายและก้าวเดินอย่างคล่องแคล่ว
ผมไม่กล้าวิ่งตามฝีเท้าของนางบนถนนใหญ่ ได้แต่เดินไปตามทางเล็กข้างถนนแบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ ขอแค่ไม่ทำยายคลาดสายตาก็พอ เพิ่งเดินไปไม่ถึงห้านาที ผมก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติดูเหมือนยายหวังที่อยู่ข้างหน้าจะไม่ได้รีบกลับบ้าน แต่กลับเหมือนกำลังหนีตายอย่างร้อนรน ผมรีบซ่อนตัวเองไว้ที่ปากตรอกแคบระหว่างตึกสองหลัง มองไปยังถนนด้านหลังเสียงใเกือบทำให้ผมเผยตัวตน
บนถนนที่ยายหวังตั้งแผงขายของก่อนหน้านี้ มีงูั์ตัวหนึ่งชูหัวแลบลิ้น สูงราวหกเจ็ดเมตรปรากฏตัวขึ้น และบนหัวงูนั้นมีร่างดำทะมึนยืนอยู่ตรงกลาง นั่นคือลุงอวี้เขายืนอยู่บนหัวงูมองไปรอบ ๆ
ทันใดนั้นเขาก็ชี้มาทางถนนที่ผมซ่อนตัวอยู่ ส่งเสียงร้องแหลมออกมา งูั์ตัวนั้นส่ายหางไปมาเห็นฝุ่นควันม้วนตัวก่อนจะใช้ครึ่งท่อนหลังของลำตัวงูพุ่งเข้ามาหาผมอย่างรวดเร็ว ส่วนยายหวังคงหนีหายไปนานแล้ว ต้องรับเคราะห์แทนคนอื่นโดยไม่มีสาเหตุสินะ
ผมรีบพุ่งเข้าไปในตรอกลึก ตรอกนี้อีกไม่กี่สิบก้าวก็ถึงทางตัน กำแพงสูงขวางอยู่ตรงหน้า ผมยื่นตัวไปอย่างยากลำบาก พอจะมองเห็นครึ่งทางที่มีกำแพงไม่ไกลนัก เสียงดังสนั่นหวั่นไหวกำลังจะมาถึงในตรอกแล้ว
ผมลองหาทางออกอีกสองสามครั้งก็ไม่เห็นดูท่าจะต้องตายใต้กำแพงอิฐสีเขียวนี่แล้วสินะ ในขณะที่กำลังหมดหวัง ท้อแท้ใจ จึงหยิบ ประแจออกมากะจะต้องออกไปสู้ตาย ในเมื่อเกิดมาแล้วจะหนีภัยพิบัติได้ยังไง
เพิ่งคิดว่าคงยากที่จะได้เจอต้าเหว่ยอีกแล้ว ตัวก็รู้สึกตึงขึ้นร่างกายลอยขึ้นไปบนกำแพงอย่างเบาหวิว ชั่วพริบตาผมก็ยืนอยู่ในสวนหลังกำแพงแล้ว
มองไปที่ตัวอีกที เห็นเชือกขาวแวบหนึ่ง หางตาเห็นแสงสีขาวขยับ นอกจากตัวผมแล้วในสวนไม่มีวี่แววของผู้คนเลย ผมยืนอึ้งอยู่ ณ ที่นั้นราวกับฝันไป
เมื่อได้สติกลับมา ก็นึกได้ว่าด้านหลังยังมีลุงอวี้ขี่งูั์ตามมา ผมวิ่งมาถึงหน้าบ้านหลังหนึ่ง รีบผลักประตูเข้าไป อยากจะหาที่ซ่อนตัวชั่วคราว ประตูที่เปิดออกอย่างเบามือ แต่ในห้องกลับพบว่ามีคนนั่งอยู่แล้ว เราสองคนมองหน้ากันแต่กลับไม่มีใครพูดอะไรออกมา ส่วนผมก็ดันพูดอะไรไม่ออก
“หนุ่มน้อย ไม่คิดว่าเราจะได้เจอกันที่นี่นะ” ยายหวังนั่งอยู่บนเก้าอี้ สีหน้าประหลาดใจยิ่งนัก ผมไม่คาดคิดเลยว่ายายหวังจะเดินกลับมาที่นี่อย่างรวดเร็ว บางทีที่นี่อาจเป็ฐานที่มั่นของนางอยู่แล้ว แต่ไม่คิดว่าผมจะบังเอิญบุกเข้ามาได้และยังพาคู่อริอย่างลุงอวี้มาด้วย
“ลุงอวี้ตามมาแล้ว” ผมหน้าซีดเผือด ไม่กล้าประมาทยายหวัง ก่อนหน้านี้ผมฟันกู่พิษของนางจนพังยับเยิน นางน่าจะเกลียดผมเข้ากระดูกดำอยู่แล้ว ตอนนี้ยังมาทำลายฐานที่มั่นของนางอีก และยังพาคู่อริมาด้วย ผมกลัวจริง ๆ ว่านางจะทิ้งผมไว้ที่นี่ให้เป็อาหารงู
ยายหวังได้ยินเสียงดังมาจากนอกลานบ้าน คงเข้าใจเหตุการณ์ทั้งหมดแล้วสีหน้าของนางก็เปลี่ยนไปทันที ยายหวังเปลี่ยนมาจ้องมองผมอย่างเกรี้ยวกราด
“เด็กบ้าสร้างเื่ให้ฉันจนได้ ตามฉันมาเร็ว ๆ ” พูดจบก็ก้าวเท้าออกจากประตูบ้านไป ผมไม่กล้าเสียเวลาจึงรีบตามยายหวังไปติด ๆ เลี้ยวผ่านต้นหลิวเขียวชอุ่มต้นหนึ่งในลาน ยายหวังตบลำต้นเบา ๆ กิ่งหลิวพลิ้วไหวและขยับออกทำให้ประตูเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นมา ยายหวังโยกตัวเข้าไปแล้วก็หายไปทันที ผมมองผ่านช่องกิ่งหลิว เห็นหัวอะไรบางอย่างใหญ่เท่าโคมไฟ มีดวงตาสีแสงแดงฉานอยู่บนกำแพง แต่ก็ไม่มีเวลาลังเลได้แต่ตามน้ำไปผมพุ่งเข้าไปกิ่งหลิวด้านหลังก็ปิดลงมาเหมือนม่านบังตาราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
ภายในต้นหลิวมีโพรงลับตอนแรกมืดสนิทแต่ใต้เท้ากลับมีบันไดลงไป ผมหลับตาก้าวเข้าไปเหยียบบันไดหินแต่ดันลื่นจนเกือบจะล้มลงไปโชคดีที่มีคนค้ำไว้ได้ทันจึงไม่ล้มลงไป
นอกจากกลิ่นชื้นเล็กน้อยแล้วจมูกยังได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ ผมนึกขึ้นได้ว่าคนที่ประคองผมอาจเป็ยายหวัง รีบดิ้นหลุดออกมาลูบคลำตัวเองไปทั่วกลัวว่าจะถูกวางยาโดยไม่รู้ตัว
เสียงหัวเราะเยาะดังขึ้นในความมืดเป็เสียงของยายหวัง แต่ก็ได้ยินเสียงหินขูดกับลำต้นไม้ จากนั้นก็มีแสงสีเขียวสองจุดอยู่ด้านหน้าและด้านหลังผมจึงมองเห็นสภาพใต้ดินได้ชัดเจน
ผมกับยายหวังยืนอยู่บนบันไดขั้นหนึ่ง ทั้งสองข้างเป็โพรงต้นไม้โบราณ ้าเต็มไปด้วยหยดน้ำแสงิญญาสองจุดด้านหน้าและด้านหลังส่องกับผนังต้นไม้สีเขียวเข้มยิ่งทำให้ถ้ำดูลึกลับ
ตอนนี้ร่างกายของผมสั่นเทาเพราะทั้งถ้ำกำลังสั่นสะท้าน ใบหน้าของผมซีดไร้สีเืได้แต่จ้องมองเถาวัลย์สีเขียวด้านหลังตรง ๆ
“หนุ่มน้อย ตามฉันมา อย่าได้ประมาทเชียว” ยายหวังพูดจบก็เดินลงบันไดไปเรื่อย ๆ ตามลำพัง ั้แ่เข้ามาในนี้นางก็กลับมาใจเย็นเหมือนเดิมไม่สนใจเสียงงูั์ที่ดังมาเป็ระยะ ๆ ราวกับว่าใบไม้บาง ๆ ของนางจะกั้นงูพิษได้
ผมไม่กล้าพูดอะไร ได้แต่เดินตามไปข้างหลัง ถ้ำนี้สูงไม่ถึงสองเมตร หยดน้ำหยดลงมาเปียกผมและเสื้อผ้าไปไม่น้อย ขั้นบันไดก็แคบมาก บางทีต้องหันข้างถึงจะผ่านได้เดินไปราวร้อยเมตร ด้านหลังไม่มีเสียงอะไรแล้ว ข้าง ๆ ส่วนใหญ่เป็รากไม้ขดเป็วง ลงไปอีกก็ไม่มีขั้นบันไดแล้ว ต้องคว้ารากไม้หาช่องว่างค่อย ๆ ลงไป แบบนี้คงห่างจากพื้นดินร้อยกว่าเมตรแล้ว
หัวเปียกชุ่มโผล่ออกมาจากช่องหนึ่ง ตามด้วยร่างกายเอนไปมาเท้าทั้งสองข้างลงสู่พื้น ยายหวังรออยู่ในห้องหินใต้ดินมาสักพักแล้ว ห้องที่ทำจากหินนี้มีพื้นที่ราวสามสิบตารางเมตร หินสองสามก้อนที่สกัดออกมาตอนเปิดหน้าดินถูกขัดอย่างลวก ๆ เป็เก้าอี้และโต๊ะหิน มุมผนังด้านหนึ่งเรียงไหดินเผาสีฟ้าอมเขียวสูงราวสามฟุตสิบกว่าใบ ข้างในได้ยินเสียงแมลงไต่ตอมไม่ขาดระยะน่าจะเป็แมลงที่ยายหวังเลี้ยงไว้ ผมขนลุกซู่ หลบออกห่าง ๆ หาที่เงียบ ๆ นั่งลง
ในเมื่อยายหวังพาผมมาที่นี่ย่อมมีเื่จะพูดแน่ แมลงที่นางเลี้ยงไว้ถูกผมกำจัดไป นางคงเกลียดผมมากแต่ที่ข้างบนยังไม่ลงมืออาจจะมีเหตุผลให้ชะลอเวลาอยู่
ผมกำลังรอให้นางเป็ฝ่ายเริ่มพูดก่อน อย่างไรก็ตามประแจในมือผมก็ยังวางไว้บนหัวเข่า สายตาผมจ้องมองมือของหญิงชราอย่างไม่ละสายตา
เสี่ยวหงเคยพูดไว้ว่ามือของหมอผีคือชีวิตของนาง ตอนนั้นผมไม่เข้าใจ ภายหลังได้คิดทบทวนดูน่าจะหมายถึงเวลาที่หมอผีใช้คาถา มือของนางคือสิ่งแรกของการจะทำอะไรทั้งหมด
ยายหวังเอียงหูฟังอยู่นานจึงหันมามองผม ภายใต้แสงสีเขียวมรกตที่ลึกลับ ดวงตาขาวขุ่นที่เต็มไปด้วยความสับสนนั้นกลับส่องประกายสีประหลาดราวกับหยก
[1] ร้อยจิน : หนึ่งจินเท่ากับห้าร้อยกรัม ร้อยจินจึงเท่ากับห้าสิบกิโลกรัม