เกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ)

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 81 สารภาพหมดเปลือก

            สิ่งนี้กลับคอยเตือนใจนางว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคตการเรียนรู้ทักษะการป้องกันตนเองเพิ่มเติมนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้องเสมอการรักษาความเจ็บป่วยและช่วยชีวิตผู้คนเป็นเรื่องที่ดี แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเหล่าคนชั่วจริงๆการช่วยเหลือตนเองก็เป็นเรื่องที่ไว้ใจได้มากที่สุด

            เมื่อคิดเช่นนี้นางจึงนำเข็มเงินที่ใช้ในการฝังเข็มมาเป็นอาวุธและคิดจะลองฝึกซ้อมดู

            ฟางซิ่นโบกพัดในมือไปมาแต่เขายกมันขึ้นสูงจนแทนที่จะได้รับความชื่นชมจากหญิงสาวคนนั้นกลับถูกจับมาใช้แรงงานในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษา

            ทว่าคนที่มีการศึกษาทุกคนต่างก็เป็นโรคชอบ“วางตัวเป็นอาจารย์ของคนอื่น” แม้ว่าเข็มบินจะไม่ใช่บทกวีที่เขาเชี่ยวชาญแต่แค่สอนหญิงสาวคนหนึ่งป้องกันตัว ระดับความสามารถของเขาก็เพียงพอแล้ว

            ดังนั้นคนหนึ่งสอนและอีกคนหนึ่งศึกษาดูๆ ไปแล้วกลับสนุกสนานและกลมเกลียวกันดี

            ผู้อาวุโสเหว่ยเดินเอามือไพล่หลังผ่านทางเดินไปสองตาของเขาจ้องมองจากระยะไกลและขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย ทว่าเมื่อคิดถึงสถานะที่แท้จริงของฟางซิ่นเขาก็มีสีหน้าที่อ่อนลงมาเขาวางแผนในใจขณะที่กำลังจะเข้าไปในห้องอาบน้ำ

            ซานอีช่วยเจ้านายของเขาทายาเนื้อขี้ผึ้งเสร็จแล้วเมื่อเห็นผู้อาวุโสเข้ามาก็รีบยิ้มอย่างรวดเร็วแล้วพูดว่า “ท่านผู้อาวุโส ถึงเวลาฝังเข็มแล้วขอรับ”

            ผู้อาวุโสเหว่ยโบกมือไปมาเขาฝังเข็มเสร็จอย่างรวดเร็วแล้วก็นั่งลงข้างๆ และถามออกมา

            “เจ้าหนุ่มน้อยกงจื้อ เบื้องหลังสกุลฟางขาวสะอาดหรือไม่สุนัขจิ้งจอกเฒ่าอย่างอัครมหาเสนาบดีฟางวางแผนไว้ยังไง จะให้คุณชายฟางเป็นขุนนางในราชสำนักหรือว่าให้เขาเป็นคุณชายผู้ร่ำรวยไปตลอดชีวิต?”

            เมื่อได้ยินเช่นนั้นเฟิงจิ่วและซานอีก็อ้าปากค้างคำถามของผู้อาวุโสนั้นชัดเจนเป็นอย่างมากหากพวกเขายังฟังไม่ออกว่าผู้อาวุโสเหว่ยต้องการจับคู่แม่นางติงกับนายน้อยฟางให้อยู่ด้วยกันแล้วล่ะก็หัวสมองของพวกเขาควรจะเป็นก้อนหินเอาไว้เหยียบย่ำแทนเสียแล้ว

            กระตุกหนวดพยัคฆ์ต่อหน้าขโมยอัญมณีต่อหน้าราชันย์มังกร ความกล้าหาญของผู้อาวุโสเหว่ยมากกว่าหินโม่ [1]เสียอีก!

            ดูเหมือนว่าบรรยากาศในห้องจู่ๆก็เปลี่ยนจากกลางฤดูร้อนเข้าสู่ฤดูหนาวอันหนาวเหน็บ

            “พวกเจ้าออกไปก่อน!”

            เฟิงจิ่วและซานอีราวกับได้รับการช่วยเหลือจากสถานการณ์ที่ยากลำบากพวกเขารีบออกไปโดยไม่กล้าแม้แต่จะตอบรับสักประโยค

            ผู้อาวุโสเหว่ยกลับไม่รู้สึกกระอักกระอ่วนเลยแม้แต่น้อยและยังคงถามออกไปว่า “เอาน่า เจ้าหนุ่มน้อยกงจื้อบอกข้าหน่อยว่าเบื้องหลังสกุลฟางเป็นยังไง?”

            กงจื้อหมิงไม่สนใจเข็มทองคำที่ปักอยู่บนร่างกายของเขาเขาใช้แรงแขนพลิกตัวขึ้นมานั่ง ใบหน้าของเขาเย็นชาและเคร่งขรึมอย่างถึงที่สุดดวงตาสีดำขลับราวกับซ่อนสายฟ้าฟาดเอาไว้

            “ผู้อาวุโส หรือว่าท่านไม่ชอบที่ข้ามีปฏิสัมพันธ์กับแม่นางติงอย่างนั้นหรือ?”

            “แน่นอน!” คนชัดเจนไม่พูดอะไรคลุมเครือผู้อาวุโสเหว่ยเองก็ไม่ได้มีแผนที่จะปิดบัง เขาตอบออกมาโดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย

            “ข้าหวังว่าต่อไปเจ้าจะรักษาระยะห่างระหว่างชายหญิงกับลูกศิษย์ข้าอย่างที่ควรพึงปฏิบัติถึงแม้ทุกวันนี้นางจะเป็นแม่ครัวที่สกุลอวิ๋นจ้างมาแต่ข้ากำลังจะรับนางออกไปจากที่นี่ในไม่ช้า และเจ้าก็อย่ามาขัดขวางข้าจะดีที่สุด!”

            ขณะที่เขาพูดอยู่ผู้อาวุโสก็ถอนเข็มทองคำออกมา ทำให้กงจื้อหมิงเจ็บจนต้องร้องออกมาคำหนึ่งเหงื่อเย็นไหลออกมาเต็มหน้าผากของเขาทว่าสีหน้าของเขากลับไม่สั่นคลอนเลยแม้แต่น้อย

            “สิ่งที่ผู้อาวุโสพูดแปลกไปสักหน่อยยังไม่ต้องพูดถึงว่าข้าไม่เคยปฏิบัติต่อแม่นางติงในฐานะบ่าวรับใช้แค่พูดว่านางอายุใกล้จะยี่สิบและมีลูกชายอยู่ข้างกายทุกอย่างที่นางคิดและทุกอย่างที่นางทำต่างก็มีแบบแผนของตนเองต่อให้ท่านผู้อาวุโสจะเป็นอาจารย์ของนางแต่ก็ไม่สามารถจะไปตัดสินใจแทนนางได้ว่าจะอยู่หรือจะไปไม่ใช่หรือ?”

            ผู้อาวุโสส่งเสียงขึ้นจมูกอย่างเย็นชาเขายกมือขึ้นและถอนเข็มออกมาอีกหนึ่งเล่ม แม้ว่าเขาจะไม่อยากยอมรับแต่อย่างไรเขาก็ต้องยอมรับอยู่ดีคำพูดของกงจื้อหมิงตรงประเด็นเป็นอย่างมากลูกศิษย์ของเขาถึงแม้จะใจดีต่อผู้อื่นราวกับว่านางไม่มีอารมณ์โกรธเลยแม้แต่น้อยแต่ในความเป็นจริงแล้วนางกลับเป็นคนนิสัยดื้อรั้นมากที่สุดหากว่าเป็นเรื่องที่นางไม่สนใจเช่นนั้นก็ปล่อยให้ทั้งหมดเป็นไปตามที่เหล่าผู้อาวุโสกำชับแต่หากเป็นเรื่องที่นางใส่ใจ ต่อให้ใครจะเกลี้ยกล่อมอย่างไรก็ไร้ประโยชน์ ราวกับว่าหากไม่ชนกำแพงอย่างไรก็ไม่ยอมหันกลับ[2]มิเช่นนั้นหญิงสาวที่มาจากครอบครัวชาวนาอย่างนาง ในวันนั้นจะกล้าให้กำเนิดลูกโดยไม่รู้ว่าพ่อของเด็กเป็นใครได้อย่างไร?

            เข็มทองคำถูกดึงออกมาทีละเล่มทีละเล่มหนึ่งผู้อาวุโสและหนึ่งชายหนุ่มต่างก็รู้ดีว่าวันนี้มีหลายสิ่งหลายอย่างที่พูดออกมาไม่ได้ดังนั้นพวกเขาต่างคนต่างทำสีหน้าเย็นชาและแยกย้ายกันไป

            ……

            ภายใต้การแนะนำของฟางซิ่นติงเหว่ยก็เริ่มใช้ข้อมือของนางได้อย่างคล่องแคล่ว นางปาเข็มปินเข้าไปตรงเป้าได้สำเร็จนางดีใจมากจนอุ้มลูกชายของตนและหอมแก้มไปมา

            ปรากฏว่าเมื่อติงเหว่ยเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นท่านอาจารย์เดินออกมาจากห้องหลักอย่างโกรธเกรี้ยวนางจึงรีบเข้าไปถามว่า “ท่านอาจารย์ ฝังเข็มเหนื่อยหรือไม่?เดี๋ยวตอนกลางวันข้าจะทำอาหารอร่อยๆ ให้สักสองอย่างและให้ท่านดื่มเหล้าสักสองจอก จากนั้นก็นอนกลางวันพักผ่อนสักหน่อยเป็นเช่นไร?”

            เมื่อได้ยินเช่นนี้ผู้อาวุโสเหว่ยก็ใจเย็นลงและอดไม่ได้ที่จะมีสีหน้าอ่อนลงเช่นกันเขาพยักหน้าและอุ้มอันเกอเอ๋อร์เข้าไปไว้ในอ้อมแขนแล้วหยอกล้อจากนั้นก็หันไปถลึงตาใส่หน้าต่างของห้องหลักแล้วบ่นพึมพำออกมาว่า “ยังไงลูกศิษย์ของข้าก็ดีกับข้าที่สุดไม่เหมือนเจ้าหนุ่มน้อยที่ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดีนั่นไม่แก้พิษแล้วปล่อยให้เขาเป็นอัมพาตไปตลอดชีวิตเสียก็ดี”

            ติงเหว่ยคาดเดาว่าผู้อาวุโสคงจะกำลังโกรธอยู่แต่นางก็อดที่จะรู้สึกบางอย่างในใจไม่ได้ ด้วยอารมณ์ของอาจารย์แล้วเกรงว่าคนคนนั้นคงต้องทุกข์ทรมานไม่น้อยเลย

            เมื่อคิดเช่นนี้นางก็มองไปที่ห้องหลักโดยไม่รู้ตัว คิดไม่ถึงว่าหน้าต่างบานนั้นจะถูกเปิดออก จู่ๆ ใบหน้าคมสันของกงจื้อหมิงก็ปรากฏขึ้นมาท่ามกลางแสงแดดใบหน้าที่เดิมทีเคยฝาดไปด้วยสีเลือดยามนี้กลับขาวซีดผมของเขาก็เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ดวงตาสีดำขลับของเขามีแววตาแห่งความเข้าใจสามส่วนและความมั่นคงอีกเจ็ดส่วน…

            ติงเหว่ยรู้สึกคัดจมูกขึ้นมารอบดวงตาของนางแดงก่ำทันที และนางก็ก้าวเข้าไป

            ผู้อาวุโสเหว่ยที่เห็นเช่นนั้นก็ถลึงตาและต้องการจะเอ่ยปากห้ามทว่าจู่ๆ เฟิงจิ่วและซานอีที่คอยเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ข้างๆ มาโดยตลอดก็พุ่งตัวออกมา“ท่านผู้อาวุโส ควรใช้หญ้านิรันดร์ในวันนี้แล้ว หากว่าท่านไม่อยู่ใกล้ๆคอยช่วยชี้แนะ ข้าเองก็ไม่กล้าลงมือเช่นกันหากว่าทำหญ้านิรันดร์เสียหายขึ้นมาผู้อาวุโสนั่นแหละที่จะเจ็บปวดมากกว่าใครๆ”

            “ใช่ ใช่ ใช่” เฟิงจิ่วก็รีบพูดสำทับอย่างรวดเร็ว มือข้างหนึ่งของเขา“ประคอง” ผู้อาวุโส ส่วนมืออีกข้างหนึ่งของเขาก็ลากฟางซิ่นที่กำลังมึนงงอยู่ออกไป“คุณชายฟาง ลุงอวิ๋นเพิ่งได้รับข่าวสารจากเมืองหลวง ได้ข่าวว่ามีของท่านด้วยท่านเองก็รีบไปดูด้วยกันเร็วเข้า”

            ในขณะที่พูดทั้งสองคนก็ทั้งผลักทั้งดึงในที่สุดก็ “เชิญ” พวกก้างขวางคอทั้งสองออกมา

            ……

            ณอีกฝั่งหนึ่ง ติงเหว่ยยืนอยู่ด้านหน้าหน้าต่างแล้ว ฟันทั้งสองแถวของนางขบกัดริมฝีปากแดงอยู่นานสุดท้ายนางก็เอ่ยถามออกไปว่า “วันนี้ทะลวงเส้นลมปราณเพิ่มได้อีกกี่จุด เหตุใดขาทั้งสองข้างของท่านถึงรู้สึกเจ็บแล้วล่ะ?ท่านอาจารย์…อ๊ะ!”

            ติงเหว่ยเพิ่งจะพูดได้เพียงครึ่งเดียวคิดไม่ถึงว่าโลกของนางกลับตาลปัตรในทันที กว่านางจะกลับมามีสติอีกครั้งก็ไม่ง่ายเลยปรากฏว่านางนอนอยู่ในอ้อมแขนของกงจื้อหมิงเสียแล้ว

            ทั้งสองคนสบตากันตรงๆคนหนึ่งหล่อเหลาอีกคนก็อ่อนหวาน ม่านตาของพวกเขาสะท้อนใบหน้าของกันและกันแม้แต่ลมหายใจของพวกเขาก็ปะปนกัน บรรยากาศอันคลุมเครือที่เกิดขึ้นทำให้ติงเหว่ยหน้าแดงก่ำขึ้นมาทันที

            แม้ว่าปกติแล้วในระหว่างการนวดหรือเดินออกกำลังกายนั้นทั้งสองคนจะต้องใกล้ชิดกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ทว่านี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้ใกล้ชิดกันในลักษณะนี้

            นางอดไม่ได้ที่จะเริ่มตื่นตระหนกขึ้นมาและเริ่มดิ้นขัดขืนโดยไม่รู้ตัว “นายน้อย ปล่อยข้าไปเถอะ นี่มันไม่สมควร...”

            “เรียกข้าว่าเทียนเป่า” กงจื้อหมิงไม่เพียงไม่ยอมปล่อย ทั้งยังโอบกอดให้แน่นขึ้นเสียงทุ้มต่ำของเขาเอ่ยปฏิเสธที่จะปล่อยนางอย่างเอาแต่ใจ

            เมื่อติงเหว่ยได้ยินเช่นนี้ร่างกายที่กำลังดิ้นขัดขืนของนางก็แข็งทื่อจากนั้นนางก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเสียงดัง

            กงจื้อหมิงรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่งในเวลาเช่นนี้นางควรจะเขินอายหรือโกรธเกรี้ยวไม่ใช่หรือเหตุใดถึงได้หัวเราะออกมาอย่างมีความสุขขนาดนั้นหรือว่าเขาพูดอะไรผิดไปอย่างนั้นหรือ?

            “เจ้าหัวเราะอะไร?” แขนของเขาใช้แรงเพิ่มขึ้นอีกสามส่วนจนใบหน้าของติงเหว่ยมาเกยอยู่บนหน้าอกของเขา

            ติงเหว่ยหายใจไม่ทันไม่ง่ายเลยกว่าที่นางจะหันหน้ากลับมาแต่เมื่อมองไปที่คิ้วดำขลับที่ขมวดขึ้นเล็กน้อยของกงจื้อหมิงนางก็หัวเราะออกมาอีกครั้ง

            ใบหน้าของกงจื้อหมิงเหมือนท้องฟ้าแจ่มใสในเดือนห้าทันใดนั้นจู่ๆ ก็มีเมฆดำทะมึนลอยมา และสิ่งที่นางเห็นก็คือฟ้าร้องและฟ้าผ่าลงมา

            เขามีนิสัยเย็นชาและไม่ค่อยเอ่ยคำหวานๆเหล่านั้นกับสตรีที่เขารัก ทว่าสตรีที่เขารักกลับหัวเราะออกมาไม่หยุดหรือว่าอู่โฮ่วที่สง่างามของซีเฮ่า หัวหน้าตระกูลกงจื้อ แม่ทัพซีเจิ้งจะดูน่าตลกอย่างนั้นหรือ?

            ติงเหว่ยหัวเราะอยู่ข้างกายเขามานานนางเองก็รู้จักอารมณ์ของเขาเป็นอย่างดีจึงสามารถเดาออกได้เจ็ดส่วนตอนนี้นางจึงรีบกลั้นหัวเราะและอธิบายว่า “สมญานามของนายน้อยคล้ายกับชื่อของเด็กน้อยเมื่อครู่ข้าก็เลยนึกถึงต้าเป่าหลานชายของข้า…”

            กงจื้อหมิงที่ได้ฟังใบหน้าของเขาก็ยิ่งมืดหม่นลงไปอีกสมญานามของเขาท่านอ๋องใช้เวลาคิดตั้งหลายวันหลายคืนจากนั้นก็ตัดสินใจเลือกอย่างระมัดระวังเทียนเป่ามีความหมายคือ สมบัติล้ำค่านานาชนิดและสมบัติล้ำค่าที่สุดบนโลกใบนี้เคยมีผู้ตรวจราชการราชสำนักถวายฎีกาคัดค้านโดยตำหนิว่าชื่อนี้ละเมิดต่อข้อห้ามของฮ่องเต้ท่านอ๋องสะบัดแขนเสื้อและด่าทอผู้ตรวจราชการว่า “สกุลกงจื้อปกป้องซีเฮ่ามาหลายต่อหลายปีการตั้งชื่อลูกคนเดียวของข้าต่อให้จะตั้งว่าเทียนโย่ว [3]ก็ไม่ถือว่าละเมิดต่อข้อห้ามของฮ่องเต้ข้าเลือกเทียนเป่าถือว่ายังเหลือทางเดินเอาไว้ให้บ้างอีกอย่างข้าที่เป็นญาติเพียงพระองค์เดียวของฮ่องเต้ก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรแล้วเจ้าจะปากมากไปทำไมกัน!”

            ท่าทางที่ทั้งโกรธและหงุดหงิดของผู้ตรวจราชการราชสำนักคนนั้นทุกวันนี้เขายังจำได้อย่างชัดเจน

            และชื่อนี้ก็มีเพียงคนที่ใกล้ชิดสนิทสนมกับเขาที่สุดถึงจะเรียกได้คิดไม่ถึงเลยว่าวันนี้กลับถูกสตรีที่เขารักดูถูกและเอาไปเทียบเป็นระดับเดียวกับชื่อบุตรของครอบครัวชาวนา จะให้เขายอมรับเรื่องนี้ได้อย่างไร?

            ติงเหว่ยเองก็รู้สึกว่าคำพูดของนางไม่ค่อยเหมาะสมจึงรีบพูดเพิ่มอีกสองสามประโยคอย่างรวดเร็วว่า “คือว่า นายน้อยข้าไม่ได้บอกว่าสมญานามของท่านนั้นธรรมดาเกินไปข้าแค่หมายถึงว่าชื่อนี้่คล้ายกับชื่อหลานชายของข้าเป็นอย่างมากแต่ความหมายไม่เหมือนกัน…”

            กงจื้อหมิงจ้องไปที่ริมฝีปากสีแดงที่เปิดและปิดต่อหน้าต่อตากลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของหญิงสาวก็ฟุ้งกระจายไปที่จมูกดวงตาของเขามืดลงมากขึ้นเรื่อยๆทันใดนั้นเขาก็ก้มหน้าลงไปปิดปากนางเอาไว้อย่างรุนแรง

            “อื้อ” ติงเหว่ยทั้งเขินอายและหวาดกลัวปากและจมูกของนางเต็มไปด้วยกลิ่นอายของลูกผู้ชายมันร้อนแรงมากราวกับจะแผดเผานางไปด้วยอย่างไรอย่างนั้น ในยามนี้ความลังเลและความกังวลทั้งหมดล้วนปลิวหายไปกับสายลมด้านนอกหน้าต่างคนที่กำลังกอดนางอยู่ตอนนี้เป็นบุรุษเพียงคนเดียวที่นางชื่นชม และบุรุษคนนี้ก็อยากจะทะนุถนอมนางเอาไว้เช่นกันบนโลกใบนี้มีคนมากมายที่สิ้นหวังกับชีวิตเพราะสิ่งที่พวกเขาต้องการแต่สำหรับพวกเขาทั้งสองคนที่ต่างก็รักกันหากว่ายังจะผลักไสออกไปก็คงเป็นเรื่องที่โง่เขลามากเกินไป

            “ฟู่!” ติงเหว่ยถอนหายใจออกมาเบาๆจากนั้นแขนของนางก็โอบไว้รอบคอของกงจื้อหมิง และริมฝีปากของพวกเขาก็แนบชิดกันมากขึ้นอีกครั้ง

            กงจื้อหมิงหายใจแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเขาอดไม่ไหวที่จะอยากแนบชิดและหลอมหลวมสตรีคนนี้เข้าไปในร่างกายของเขาตอนที่เขากำลังทุกข์ใจมากที่สุด ก็เป็นสตรีคนนี้ที่ใช้ความใจดีและอ่อนโยนของนางส่องสว่างให้กับโลกของเขาต่อให้เขาจะละทิ้งทุกสิ่งไปแต่อย่างไรเขาก็ไม่อาจละทิ้งแสงแดดอันอบอุ่นเช่นนี้ไปได้

            ทั้งสองคนใกล้ชิดสนิทสนมกันอยู่เป็นเวลานานในที่สุดก็กลั้นหายใจต่อไปอีกไม่ไหวจึงผละริมฝีปากออกจากกัน

            หัวใจของติงเหว่ยเต้นรัวราวกับกลองสมองของนางก็สับสนไปหมด นางอายมากจนหลับตาแน่นและไม่รู้จะพูดอะไรดี

            กงจื้อหมิงเห็นแก้มสีชมพูของนางและดวงตาอันอบอุ่นที่เขาไม่สามารถละสายตาไปได้เขายกมือขึ้นเพื่อปัดเส้นผมที่หลุดรุ่ยออก “อย่าคิดมากเกินไป”

            ติงเหว่ยขยับหูอย่างจั๊กจี้นางลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ถามออกมาว่า “ข้าจะพาอันเกอเอ๋อร์…”

            ไม่ทันที่นางจะพูดจบกงจื้อหมิงก็ออกแรงที่แขนทั้งสองข้างของเขาอีกครั้งและดึงนางเข้ามาแนบชิดไว้ในอ้อมกอดแล้วบอกว่า “อันเกอเอ๋อร์เป็นของขวัญจากสวรรค์”

            “เอ๋!” ในที่สุดติงเหว่ยก็ลุกขึ้นมานั่งได้อย่างมั่นคงนางรู้สึกเสียใจเล็กน้อยที่ผู้ชายคนนี้ฟื้นกำลังขึ้นมาแล้วบางส่วนเขาปฏิบัติต่อนางเหมือนสัตว์เลี้ยง นางลองยื่นมือออกไปหยิกที่ข้างเอวของเขา แต่น่าเสียดายที่คิ้วของกงจื้อหมิงไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย

            ติงเหว่ยเม้มริมฝีปากของนางและพยายามนั่งตัวตรงในเมื่อเรื่องนี้คลี่คลายแล้วก็ตัดสินใจว่าจะพูดครั้งเดียวให้ชัดเจนไปเลย

            -----------------------------------------

            [1] หินโม่ 磨盘หมายถึง“หินโม่”ซึ่งเป็นสำนวนที่ใช้กันอย่างแพร่หลายเพื่ออธิบายถึงผู้ที่รักษาความอุตสาหะและความมุ่งมั่นเมื่อเผชิญกับความยากลำบากและความพ่ายแพ้

            [2] ไม่ชนกำแพงอย่างไรก็ไม่ยอมหันกลับ 不撞南墙不回头 หมายถึงดื้อรั้นมาก หากไม่ถึงที่สุดหรือไม่เจอความพ่ายแพ้ก็ไม่ยอมถอยหรือเปลี่ยนวิธีทำ

            [3]เทียนโย่ว 天佑 หมายถึงสวรรค์คุ้มครอง หรือ สวรรค์อวยพร

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ) ที่คุณอ่าน

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.36M 891
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    289K 908
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    นิยาย รัก
    149K 452