เวลาที่เหลือก่อนที่หยุนซานจะออกเดินทางกลับหยุนซานได้สอนทุกอย่างที่ตนเองรู้ให้กับอู๋เซิ่งทั้งแนวทางทักษะบางอย่างและยังมอบสูตรยาและค่ายกลจำนวนหนึ่งให้กับอู๋เซิ่งด้วยไม่ต่างจากอาจารย์สอนให้ศิษย์
สำหรับอู๋เซิ่งก็ได้สอนหยุนเหยาปรุงยาเช่นกันหยุนเหยานางนั้นไม่ใช่นักปรุบยาตลอดมานางแค่ต้มน้ำสมุนไพรเท่านั้นไม่ได้หลอมยาเลยสักครั้งแต่ด้วยการสอนที่ละเอียดนางก็สามารถปรุงยาได้อย่างง่ายดาย
อย่างช้าๆเวลาครึ่งปีก็ผ่านไปหยุนซานจำเป็นต้องรับกลับไปจัดการปัญหาของตระกูลดังนั้นจึงไม่อาจอยู่ต่อได้
“ดูเหมือนเวลาหยุดพักของข้าจะหมดลงแล้วเจ้าแน่ใจใช่หรือไม่ว่าจะไม่ไปกับข้า” หยุนซานรู้สึกเสียดายด้วยพรสวรรค์ของอู๋เซิ่งหากกลับไปกับเขาจะต้องเติบโตเร็วมากแน่ๆ
“ข้าไม่อยากใช่ทางลัดข้าอยากจะค่อยๆก้าวไปทีละก้าวมากกว่า” อู๋เซิ่งกล่าว
“เช่นนั้นก็ดีหวังว่าในอนาคตเมื่อข้าลงมายังแดนเซียนข้าจะได้ยินชื่อเสียงของเจ้านะ”หยุนซานหัวเราะ
“ข้าจะไม่ทำให้ท่านปู่หยุนผิดหวัง”อู๋เซิ่งยิ้ม
“ดูแลตัวเองด้วย”หยุนเหยามองอู๋เซิ่งอย่างไม่เต็มใจ
“พี่สาวเองก็ดูแลตัวเองด้วย”
หลังจากนั้นหยุนซานและหยุนเหยาก็พุ่งหายไปอู๋เซิ่งเองก็ออกเดินทางกลับสำนักเช่นกัน
“ไม่รู้ว่าตอนนี้จะมีคนรอข้ากลับไปหรือเปล่า”อู๋เซิ่งยกยิ้ม
ขณะที่อู๋เซิ่งเคลื่อนไหวด้วยความเร็วพุ่งหายเข้าไปในป่าหยุนเหยาก็หันกลับมามองไปยังทิศทางที่อู๋เซิ่งไป
“ทำไมไม่อยากลับงั้นเหรอ”หยุนซานยิ้ม
“ข้าแค่คิดว่าเวลาที่อยู่ด้วยกันมันสิ้นเหลือเกิน”หยุนเหยากล่าว
“ฮ่าฮ่า นี่เจ้าติดใจอู๋เซิ่งงั้นเหรอสนใจเขาในฐานะน้องชายหรือผู้ชายคนหนึ่งละ”หยุนซานหัวเราะ
“เขาไม่เหมือนกับเด็กคนหนึ่งเลยทุกครั้งที่อยู่กับเขาเหมือนกับคนที่มีอายุมาหลายร้อยปีแล้ว ทั้งท่าทางกลิ่นอายคำพูดหรือว่าท่านไม่สังเกตุ” หยุนเหยากล่าว
“จะไม่สังเกตได้ยังไงแต่นั่นคือความลับของเขาเราไม่ควรไปยุ่งแต่ถึงแบบนั้นเขาก็เป็นต้นกล้าที่ดีจริงๆไม่ว่าจะสอนอะไรก็เข้าใจไปหมด......เดี๋ยวก่อนนะ แบบนี้มันแปลกทักษะทั้งหมดที่ข้าสอนเขาไปเขาฝึกฝนได้ทั้งหมดในเวลาไม่ถึงครึ่งปีต่อให้เป็นอัจฉริยะมันก็น่าจะไม่สามารถทำได้ขนาดนั้น” หยุนซานกล่าว
“ดวงจิตศักดิ์สิทธิ์ท่านปู่ท่านไม่รู้ตัวงั้นเหรอว่าเขามีดวงจิตศักดิ์สิทธิ์ ส่วนทักษะที่ท่านให้เขาฝึกเขาฝึกได้ตั้งแต่ 5 วันแรกแล้ว” หยุนเหยากล่าว
“อะไรนะข้าไม่ได้สังเกตขนาดนั้น นี่เขาถึงกับมีดวงจิตศักดิ์สิทธิ์เดี๋ยวนะได้ยินว่าจอมปราชญ์คนนั้นก็มีดวงจิตศักดิ์สิทธิ์........ไม่หรอกมั้ง”หยุนซานที่คิดไปไกลก็หยุดคิดเพราะจากที่เขารู้จอมปราชญ์ไม่ได้ฝึกฝนคงไม่สามารถใช้วิธีการแปลกๆกลับชาติมาเกิดได้แน่
ทั้งสองได้แต่เก็บความคิดไว้และเดินทางจากไปขณะเดียวกันหลายวันต่อมาอู๋เซิ่งก็มาถึงประตูสำนักเมื่อมาถึงศิษย์ทั้งสองที่ยืนอยู่เฝ้าประตูก็ตกใจเมื่อเห็นชายหนุ่มถือหอกเดินขึ้นมา
“นั่นมันข้าไม่ได้ตาฝาดไปใช่ไหม”
“ไม่ผิดแน่แม้จะผ่านไปแล้วครึ่งปีแต่ข้าก็ไม่มีทางลืมได้”
“ศิษย์พี่ใหญ่อู๋เซิ่งกลับมาแล้ว”เสียงคำรามของทั้งสองดังขึ้น
ทำให้ศิษย์รอบๆที่ได้ยินพากันเดินเข้ามาเมื่ออู๋เซิ่งเดินผ่านประตูไปก็มีสายตานับไม่ถ้วนมองมา
“เกิดอะไรขึ้น”อู๋เซิ่งในตอนนี้สวมชุดสีขาวบริสุทธิ์ผมยาวถูกปล่อยออกมาทำให้ดูเหมือนเซียนหนุ่มที่หล่อเหลา
“ศิษย์พี่ท่านกลับมาแล้ว”พวกถงอี้พากันวิ่งเข้ามาด้วยความดีใจ
ในตอนนั้นพวกเขาที่ได้อู๋เซิ่งช่วยให้หนีก็รู้สึกผิดเมื่อรู้ว่าอู๋เซิ่งตายภายหลังเมี่ยวอิงเยว่ประกาศว่าอู๋เซิ่งยังไม่ตายพวกเขาถึงได้เบาใจลง
“ดูเหมือนพวกเจ้าจะปลอดภัยดีสินะ”อู๋เซิ่งยิ้ม
“คำนั้นเป็นพวกข้าต้องถามท่านมากกว่าท่านเป็นอย่างไรบ้างได้ยินว่าได้รับบาดเจ็บสาหัส” ถงอี้กล่าว
“ข้าสบายดีตอนนี้ข้าพึ่งกลับมาขอกลับไปพักผ่อนก่อนแล้วกันไว้วันหลังค่อยไปทานอาหารและคุยกัน”อู๋เซิ่งกล่าว
“เช่นนั้นเชิญเลยพวกเราไม่รบกวนท่านแล้ว”พวกถงอี้ยิ้ม
อู๋เซิ่งเดินทางมาหลายวันจึงอยากจะอาบน้ำให้สะอาดและไปพบพวกต้วนซิวเอ๋อและเมี่ยวอิงเยว่เพราะไม่รู้ว่าต้วนซิวเอ๋อแจ้งให้ต้วนเทียนกับต้วนเฟิงรู้เรื่องนี้หรือเปล่า
อู๋เซิ่งเดินมาถึงที่พักของตนก็ตกใจครึ่งปีมานี้จากลานบ้านที่ไม่มีต้นไม้สักต้นกลับปรากฎต้นท้อหลายต้นและมีสวนองุ่นอยู่อีกด้วยภายในสวนองุ่นมีหญิงสาวคนหนึ่งเอนหลังนอนพิงเก้าอี้อยู่อู๋เซิ่งมองดูหญิงสาวคนนั้นด้วยแววตาลึกซึ้ง การที่นางมาอยู่ที่นี่ช่วยดูแลที่พักของอู๋เซิ่งมาตลอดครึ่งปีเห็นได้ชัดว่านางใส่ใจอู๋เซิ่งมากแค่ไหน
อู๋เซิ่งเดินไปตรงหน้าอีกฝ่ายและยิ้มอกอมา
“เป็นถึงประมุขแต่กลับมานอนกลับอยู่ในที่พักของศิษย์ตัวเองคนอื่นเขาจะเข้าใจผิดกันหมดนะ” อู๋เซิ่งกล่าวเบาๆแต่ก็ไม่ได้ปลุกอีกฝ่ายก่อนจะเดินเข้าไปในที่พัก
เห็นได้ชัดว่าเมี่ยวอิงเยว่นั้นหลบลึกมากนางไม่ได้รับรู้การมาถึงของอู๋เซิ่งเลยแต่นั่นเพราะอู๋เซิ่งปิดกั้นกลิ่นอายทั้งหมดบนร่างเอาไว้นางไม่สามารถสัมผัสถึงกลิ่นอายของอู๋เซิ่งได้
หลังจากนั้นไม่นานอู๋เซิ่งก็อาบน้ำจนสบายตัวและนำเนื้อสัตว์อสูรมาย่างโรยด้วยสมุนไพรพริบตากลิ่นหอมก็ลอยออกมาทำให้เมี่ยวอิงเยว่ที่นอนอยู่หนังตากระตุก
“กลิ่นหอมนี่มัน”จิตใจของเมี่ยวอิงเยว่กระตุก นางไม่มีทางลืมกลิ่นหอมและรสชาติแบบนี้ได้แน่เพราะนางได้ทานอาหารฝีมมือของอู๋เซิ่งตลอด4 ปี
“อู๋เซิ่ง”เมี่ยวอิงเยว่รีบลุกขึ้นและวิ่งเขาไปในที่พักเห็นอู๋เซิ่งยืนย่างเนื้ออยู่ในครัวนางไม่สนใจอะไรวิ่งกระโจนกอดอู๋เซิ่งแน่น
“อะไรเจ้าเป็นอะไรเนี่ย” อู๋เซิ่งกล่าว
“เจ้าบ้าถ้าเจ้าปลอดภัยทำไมไม่รับส่งข่าวมาบอกข้าให้เร็วกว่านี้”เมี่ยวอิงเยว่กอดอู๋เซิ่งแน่น
“ข้าจะบอกเจ้าได้ยังไงตัวข้าก็พึ่งฟื้นตัวไม่งั้นข้าจะฝากให้นางมาส่งข้อความให้งั้นเหรอ”อู๋เซิ่งลูบหลังของเมี่ยวอิงเยว่เพื่อปลอบใจอีกฝ่าย
“ถ้างั้นเจ้าก็ควรกลับมาเร็วกว่านี้สิ”
“เอาละๆข้าก็กลับมาแล้วนี่ไง” อู๋เซิ่งได้แต่ยิ้มและรู้สึกอบอุ่นในใจชาติที่แล้วไม่มีใครกล้าทำแบบนี้กับเขาและเขาเองก็ไม่กล้าไปผูกพันธ์กับใครเพราะเขากลัวว่าพวกนางจะถูกกู่หลางหมายตา
“อะแฮ่ม”ทันใดนั้นเองเสียงของต้วนซิวเอ๋อก็ดังขึ้น
เมี่ยวอิงเยว่ตกใจจึงผละออกจากอู๋เซิ่งและหันไปเห็นต้วนซิวเอ๋อและต้วนหนิงเอ๋อที่ยืนดูอยู่พร้อมกับใบหน้าตกใจปากอ้ากว้างใบหน้าของเมี่ยวอิงเยว่แดงขึ้นมาภาพนี้ทำให้นางอับอายจนอยากจะมุดดินหนีไป