ค่ำคืนปกคลุมหมู่บ้านชิงเหออีกครั้ง
แต่ค่ำคืนนี้แตกต่างจากทุกคืนที่ผ่านมา
ภายในหอเฝ้าราตรี
ไม่มีผู้ใดหลับใหล
แสงตะเกียงส่องสว่างตลอดทั้งอาคาร
ผู้ฝึกตนและเจ้าหน้าที่จำนวนมากกำลังเร่งจัดเตรียมค่ายกลป้องกัน
หลังจากตรวจพบว่าผนึกใต้ภูเขากำลังเสื่อมสภาพอย่างต่อเนื่อง
บรรยากาศเต็มไปด้วยความกดดัน
ราวกับพายุใหญ่กำลังจะมาถึง
ภายในห้องเก็บบันทึกชั่วคราว
มู่ชิงเหยานั่งอยู่ท่ามกลางกองคัมภีร์เก่าแก่
นางใช้เวลาหลายวันติดต่อกัน
ค้นหาข้อมูลทุกชิ้นที่เกี่ยวข้องกับผู้เฝ้าผนึก
แต่ยิ่งค้นหา
นางกลับยิ่งรู้สึกผิดปกติ
เพราะข้อมูลทั้งหมด
ราวกับถูกใครบางคนจงใจลบออก
"แปลก..."
นางพึมพำ
"หากผู้เฝ้าผนึกเป็นเพียงผู้ดูแลผนึก"
"เหตุใดต้องลบข้อมูลถึงเพียงนี้"
ทันใดนั้น
สายตาของนางก็สะดุดเข้ากับคัมภีร์เก่าเล่มหนึ่ง
มันถูกซ่อนอยู่ในช่องลับของหีบไม้โบราณ
ปกหนังสีดำซีดจาง
ไม่มีชื่อ
ไม่มีสัญลักษณ์
ราวกับไม่ต้องการให้ใครพบเห็น
มู่ชิงเหยาค่อย ๆ เปิดมันออก
ทันทีที่เปิดหน้าแรก
สีหน้านางพลันเปลี่ยนไป
เพราะบนหน้ากระดาษเก่าแก่
มีข้อความเพียงประโยคเดียว
"บันทึกนี้ต้องถูกทำลายทันทีเมื่อพบเห็น"
หัวใจของนางเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย
ในเวลาเดียวกัน
ซูอู๋เซวียนและเฉินเยี่ยนชิวกำลังตรวจสอบพื้นที่รอบภูเขา
รอยแตกบนผนึกยังคงขยายตัวอย่างช้า ๆ
ไอสีดำบางเบารั่วไหลออกมาไม่หยุด
แม้จะยังไม่ส่งผลร้ายแรง
แต่ทุกคนต่างรู้ดีว่า
นี่เป็นสัญญาณอันตราย
หานเทียนจวินใช้หอกปราบอสูรปักลงบนพื้น
ตรวจสอบคลื่นวิญญาณ
ก่อนกล่าวเสียงต่ำ
"มีบางอย่างเปลี่ยนไป"
"วิญญาณที่เชิงเขาเพิ่มขึ้นอีกแล้ว"
เมื่อทุกคนหันไปมอง
ภาพเบื้องหน้าทำให้แม้แต่ผู้ฝึกตนระดับสูงยังรู้สึกหนาวเยือก
วิญญาณนับพัน
กำลังคุกเข่าอยู่รอบภูเขา
มากกว่าวันก่อนหลายเท่า
และจำนวนยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
อีกด้านหนึ่ง
หลินเซวียนกำลังฝึกวิชาสังเกตมรรคา
หลังจากเปิดประตูมรรคา
เขาเริ่มเข้าใจโลกมากขึ้น
แต่ยิ่งเข้าใจ
กลับยิ่งรู้สึกว่าตนเองเล็กน้อย
เมื่อมองผ่านดวงตาแห่งกรรม
เขาเห็นเส้นกรรมมากมายพันเกี่ยวกันราวใยแมงมุม
หมู่บ้าน
ภูเขา
วิญญาณ
หอเฝ้าราตรี
ทุกสิ่งเชื่อมโยงกัน
แต่สิ่งที่ทำให้เขาสะดุ้ง
คือเส้นกรรมสีทองเส้นนั้น
มันยังคงเชื่อมโยงระหว่างเขา
กับบางสิ่งใต้ภูเขา
และทุกวัน
มันยิ่งชัดเจนขึ้น
ราวกับกำลังตื่นขึ้นพร้อมกัน
ไม่นานนัก
มู่ชิงเหยารีบมาหาซูอู๋เซวียน
สีหน้าของนางเคร่งเครียดกว่าปกติ
"ท่านรองเจ้าหอ"
"ข้าพบบางอย่าง"
เมื่อเห็นท่าทางเช่นนั้น
ทุกคนรีบกลับมายังห้องประชุม
มู่ชิงเหยาวางคัมภีร์สีดำลงบนโต๊ะ
ก่อนเปิดไปยังหน้าหนึ่ง
บนหน้ากระดาษ
มีภาพวาดเก่าแก่
เป็นภาพชายผู้หนึ่ง
ถือโคมโบราณ
ยืนอยู่หน้าประตูขนาดมหึมา
ด้านหลังเป็นเมืองสีดำ
ทันทีที่เห็นภาพนั้น
หลินเซวียนรู้สึกเย็นวาบทั่วร่าง
เพราะภาพนี้
เหมือนกับภาพที่เขาเห็นในนิมิตแทบทุกประการ
ซูอู๋เซวียนอ่านบันทึกต่อ
ก่อนสายตาของเขาจะหยุดอยู่ที่ข้อความบรรทัดหนึ่ง
และเป็นครั้งแรก
ที่สีหน้าของรองเจ้าหอเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
"ผู้เฝ้าผนึกมิใช่ผู้คุมขัง"
"แต่เป็นผู้เฝ้าประตู"
ภายในห้องเงียบสนิท
ไม่มีใครพูดอะไร
เฉินเยี่ยนชิวขมวดคิ้ว
"ประตู?"
มู่ชิงเหยาพยักหน้า
"และยังมีอีก"
นางพลิกไปยังหน้าถัดไป
แต่หน้ากระดาษส่วนใหญ่กลับถูกฉีกออก
เหลือเพียงข้อความไม่กี่คำ
"เมื่อเก้าตะเกียง..."
"ผู้เฝ้ามอง..."
"ประตูสุดท้าย..."
ข้อความขาดหายไปทั้งหมด
ราวกับมีใครบางคนจงใจลบมันออก
ทันใดนั้นเอง
หลินเซวียนกลับรู้สึกปวดตารุนแรง
ดวงตาแห่งกรรมเปิดขึ้นเองโดยไม่รู้ตัว
ภาพหนึ่งปรากฏขึ้นในสายตา
เขาเห็นชายชราคนหนึ่ง
นั่งอยู่ภายในวิหารรกร้าง
ห่างไกลนับหมื่นลี้
อีกฝ่ายกำลังจ้องมองมาทางเขา
ราวกับมองทะลุผ่านกาลเวลา
ผ่านระยะทาง
และผ่านชะตากรรม
จากนั้น
ชายชราคนนั้นเอ่ยคำพูดเบา ๆ
แต่กลับดังชัดเจนในจิตใจของหลินเซวียน
"ในที่สุด..."
"เจ้าก็เริ่มมองเห็น"
ภาพทั้งหมดสลายหายไป
หลินเซวียนสะดุ้งลุกขึ้น
หายใจถี่
เหงื่อเย็นไหลเต็มแผ่นหลัง
แต่ก่อนที่เขาจะทันกล่าวสิ่งใด
เสียงสัญญาณเตือนภัยของหอเฝ้าราตรีก็ดังขึ้นอีกครั้ง
กังวานไปทั่วทั้งหมู่บ้าน
ทุกคนหน้าเปลี่ยนสีทันที
เจ้าหน้าที่ผู้หนึ่งวิ่งเข้ามาอย่างรีบร้อน
ใบหน้าซีดเผือด
"ท่านรองเจ้าหอ!"
"เกิดเรื่องแล้ว!"
"บริเวณผนึก..."
"มีคนเข้าไปข้างใน!"
ทั้งห้องพลันตกอยู่ในความเงียบ
เพราะนับตั้งแต่ค้นพบผนึก
ไม่มีผู้ใดสามารถเข้าใกล้ประตูได้โดยไม่ถูกขัดขวาง
แต่ตอนนี้
กลับมีคนบางคน
ทะลุผ่านแนวป้องกันทั้งหมดเข้าไปได้
ซูอู๋เซวียนลุกขึ้นทันที
สายตาเย็นเฉียบ
"ใคร"
เจ้าหน้าที่กลืนน้ำลาย
ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"คนชุดดำ..."
"พวกนั้นเข้าไปถึงหน้าประตูแล้ว"
"ในขณะที่หอเฝ้าราตรีพยายามปกป้องผนึก..."
"ใครบางคนกลับกำลังพยายามเปิดมัน"