บทที่ 31: อะไรคือสาเหตุ
บทที่ 31: อะไรคือสาเหตุเพียงประมือกันแค่เสี้ยววินาที หลินเซียวก็ค้นพบว่าชายชราคนนี้มีกำลังภายในที่แข็งแกร่ง ทว่าได้รับบาดเจ็บสาหัส ไม่อาจที่จะใช้งานมันออกได้ดั่งใจ ทั้งยังมีพลังภายในที่เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายวนเวียนอยู่ภายในสมอง ทำลายสติสัมปชัญญะของเขาในโลกปัจจุบันนี้ มีคนจำนวนเพียงน้อยนิดที่เข้าใจวิชากำลังภายใน หลินเซียวได้เรียนรู้แตกฉานในวิชายาสมุนไพรเซินหนง วิชาการฝังเข็มทุกรูปแบบ ล้วนแล้วแต่นับเป็นวิธีฝึกฝนกำลังภายในอย่างหนึ่งเหตุผลที่วิชาแพทย์ของเขาเหนือชั้นยิ่งนัก ไม่ได้เป็นเพียงเพราะวิชาฝังเข็มระดับสูง ทว่าที่สำคัญไปกว่านั้นคือพลังภายในที่แข็งแกร่งของตัวเขาที่สามารถช่วยคนไข้ในการแผ้วทางเส้นเดินกำลังภายใน เพื่อจะสามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บและช่วยเหลือชีวิตผู้คนเอาไว้แน่นอนว่า ความลับนี้ หลินเซียวย่อมไม่เปิดปากบอกผู้อื่นโดยง่ายวันนี้ เขาได้มาเจอกับชายชราในตระกูลหลี่ที่ล่วงรู้วิชากำลังภายใน มันสร้างความประหลาดใจให้เขาจริงๆหนึ่งผู้ชราหนึ่งผู้เยาว์ คนหนึ่งเบิกตาโตคนหนึ่งหรี่ตาเรียวจ้องมองกัน ไม่เปิดปากพูด ทำให้หลี่ลี่รู้สึกอึดอัดวางตัวไม่ถูก“เฮ้! พวกคุณเป็นอะไรไป?” หลี่ลี่กระพริบตาปริบๆหลินเซียวพลันแย้มยิ้มออกมา “นอกจากการกดจุดชี่แล้ว คุณก็ยังต้องฝังเข็มเงินที่จุดหย่งเฉวียนทุกๆ สามวัน เพื่อที่จะช่วยเคลียร์เส้นทางเดินเลือด ดังนั้นแล้ว แม้ว่าจะสามารถรักษาร่างกายเอาไว้ได้ ทว่าจำต้องอดทนต่อความเจ็บปวดที่ยากจะจินตนาการ ใช่ไหม?”“แกรู้ได้ยังไง?” แผ่นอกของหล่าวหลี่ขยับขึ้นลงอย่างรุนแรง ดูเหมือนกับถูกกระตุ้น สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนไปมาอย่างรวดเร็ว เดี๋ยวก็เขียวคล้ำ เดี๋ยวก็ขาวซีด“ผมรักษาคุณได้นะ!” หลินเซียวเอ่ยเสียงเรียบ“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า……” ทันใดนั้น หลี่จ้งก็แหงนศีรษะขึ้นมองฟ้าแล้วหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง อารมณ์ที่เคยเป็นปกติ พลันกลับกลายเป็นเสียสติขึ้นมา ร่างหันหลังกลับอย่างรวดเร็ว พุ่งออกไปราวกับบ้าคลั่งในเสี้ยวพริบตา หลี่จ้งก็วิ่งหายไปไร้ร่องรอย ความรวดเร็วนั้นนับว่าน่าตื่นตา“ไอ้บ้านี่!” หลี่ลี่ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เขากุมอกแน่นด้วยความหวาดกลัวที่ยังคงหลงเหลืออยู่ เอ่ยบ่นขึ้นกับหลินเซียว “ตาแก่นี่ สามวันดีสี่วันบ้า หลังจากนี้นายต้องอยู่ห่างๆ เอาไว้ ไม่อย่างนั้นต้องลำบากแน่”“โอ้!” หลินเซียวยังคงเพ่งสายตาไปยังทิศทางที่หลี่จ้งวิ่งหายไป จิตใจค่อนข้างเหม่อลอยเล็กๆชายชราลึกลับ มีความสามารถแข็งแกร่ง ทว่าเสียสติ ทั้งอีกคนยังดูเหมือนจะเป็นคนรู้จักเก่าแก่กับแม่ของหลี่เยว่เหยา เบื้องหลังลึกลับซับซ้อนชวนงุนงงไม่น้อย“หลี่ลี่!” หลินเซียวพลันหมุนตัวกลับ เอ่ยถามขึ้น “โอวหยางเถี่ยที่หล่าวหลี่เพิ่งพูดถึง ใช่ผู้ชายที่แข็งแกร่งที่ยืนอยู่ข้างๆ หลี่เยว่หมิงรึเปล่า?”สีหน้าของหลี่ลี่แปรเปลี่ยนไป บรรยากาศพลันหนักอึ้งลงอย่างไร้สาเหตุ เขาเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มฝืดเฝือน: “อย่าไปยุ่งกับโอวหยางเถี่ย นายจะตายแบบศพไม่สวย”เขาเคยเห็นความแข็งแกร่งของหลินเซียวมาแล้ว แต่เขาก็ยังคงตัดสินโอวหยางเถี่ยด้วยคำพูดเช่นนั้น พอจะเป็นไปได้ว่าอีกฝ่ายย่อมต้องเป็นยอดฝีมือที่ยอดเยี่ยมผู้หนึ่ง“ดูเหมือนว่า…… นายน้อยจะจับตามองนายอยู่ หลังจากนี้นายต้องระวังตัวนะ เงินของตระกูลหลี่ไม่ใช่ว่าจะหามาได้ง่ายๆ!” หลี่ลี่พลันมองไปยังหลินเซียวด้วยความยินดีในความทุกข์ยากของอีกฝ่าย “นายช่วยคุณหนู แน่นอนว่าต้องกลายเป็นศัตรูของนายน้อย หลังจากนี้นายก็สำเหนียกตัวเองให้ดีล่ะ”“โอ้! ขอบใจที่เตือน!” หลินเซียวแย้มยิ้ม พลันเอ่ยปากขึ้น “ฉันหิวแล้ว นายช่วยฉันทำอาหารหน่อย”“นาย…… นายพูดว่าอะไรนะ? นี่สมองนายยังดีอยู่รึเปล่า? ให้ฉันทำอาหารให้นายเนี่ยนะ?” หลี่ลี่โกรธจนหัวเราะออกมา เอ่ยขึ้นด้วยท่าทีเหยียดหยาม “ฉัน หลี่ลี่ ทำอาหารให้แค่คุณหนูเท่านั้น นายนับ……”หลินเซียวพลันยื่นมือข้างหนึ่งออกไปด้านหน้า คว้าท่อนแขนของอีกฝ่ายไว้ แล้วดึงอีกฝ่ายอย่างกะทันหัน“อ๊า!” หลี่ลี่กรีดร้องออกมา แขนทั้งข้างเจ็บชาไร้เรี่ยวแรง ไม่อาจยกมันขึ้นมาได้ เขาเอ่ยขึ้นอย่างโกรธเกรี้ยว “นายทำอะไรของนาย?”“หลังจากนี้นายต้องทำอาหารเพิ่มสำหรับอีกหนึ่งคน” หลินเซียวหัวเราะออกมาเสียงดัง หันหลังเดินกลับเข้าไปในประตู “สัญญาว่าจะทำอาหาร แล้วฉันจะช่วยปรับเส้นทางเดินเลือดลมให้นาย นายเลือกเอาเอง”ชีวิตที่น่าอนาถาของหลี่ลี่ ในที่สุดก็ได้เริ่มต้นขึ้น ไม่เพียงต้องคอยดูแลการใช้ชีวิตประจำวันของหลี่เยว่เหยา ทว่ายังต้องทำอาหารให้หลินเซียว เขากระทั่งมีใจคิดที่จะตายๆ ไปซะในยามค่ำคืน อากาศได้เย็นลงเล็กน้อย ยามที่แสงไฟยามค่ำคืนเริ่มส่องสว่าง คฤหาสน์ตระกูลหลี่ก็ครึกครื้นยิ่งขึ้น บริเวณที่หลี่เยว่หมิงอยู่ เต็มไปด้วยเสียงพูดคุยจำนวนมากดังขึ้นเป็นระยะๆ เป็นงานเลี้ยงสำหรับเหล่าลูกหลานคนรวย สนุกกันอย่างสุดเหวี่ยงหลี่เยว่เหยาผู้โดดเดี่ยวเอนตัวพิงไปกับระเบียงด้านนอกชั้นสามของคฤหาสน์ มองกลับไปยังบริเวณที่หลินเซียวอาศัยอยู่ เอ่ยพึมพำขึ้นกับตนเอง: “เขาจะทำได้สำเร็จจริงๆ เหรอ?”หลินเซียวออกจากบ้านไปอย่างเงียบงัน ขึ้นรถแท็กซี่ มุ่งหน้าไปยังบ้านตระกูลเหล่ยการตามหาจ้าวจื่อซานนั้น เป็นเรื่องยากที่จะพูด ทว่าจริงๆ แล้วไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้ สิ่งที่หลินเซียวสามารถพึ่งพาได้ คือสุนัขสัตว์เลี้ยงของเหล่ยหลิง อาเซว่สุนัขเกรย์ฮาวด์ถือเป็นพันธุ์ที่ฉลาดมาก เป็นหนึ่งในสุนัขสายพันธุ์พิเศษ เพียงแค่ให้ร่องรอยนิดหน่อยให้กับมัน แม้ว่าเป้าหมายจะอยู่สุดหล้าฟ้าเขียว มันก็ยังลากออกมาให้เขาได้ไม่รู้ว่าด้วยเหตุใด หลินเซียวรู้สึกว่าสุนัขเกรย์ฮาวด์ตัวนั้นมีบางอย่างเกี่ยวข้องกับเขา เขาเชื่อมั่นใจตัวมันอย่างไม่รู้ตัว……“อาเซว่ ทำไมถึงได้เซื่องซึมนัก ก่อนหน้านี้ฉันไม่ได้ให้เธอเข้ามาในบ้านใหญ่ เธอก็ไม่มีความสุข ตอนนี้ไม่ใช่แค่ว่าเธอได้อยู่ที่นี่ แต่ยังได้อยู่กับฉันด้วย ทำไมจู่ๆ ถึงได้ไม่ร่าเริงขึ้นมาล่ะ?”หลิงเอ๋อร์สวมใส่ชุดนอนตัวใหญ่ นั่งอยู่บนพื้นพรมในห้องนอน โอบแขนทั้งสองรอบลำคอเรียวของอาเซว่ มีท่าทีขมขื่นศีรษะของอาเซว่ห้อยตกลงต่ำ นานๆ ครั้งจึงแล่บลิ้นออกมาเลียมือเล็กบอบบางของหลิงเอ๋อร์ จากนั้นก็ไม่ขยับอีก แสดงท่าทีไร้ชีวิตชีวา“เฮ้! เธอเห่าออกมาหน่อยสิ” หลิงเอ๋อร์เท้ามือทั้งสองข้างเอาไว้ที่แก้ม โถมตัวลงไปบนหลังที่เต็มไปด้วยขนนุ่มลื่นของอาเซว่ เอ่ยออกมาด้วยท่าทีอ่อนแรง“โฮ่ง!” อาเซว่เห่าออกมาพอเป็นพิธี ดวงตาของมันทอประกายเศร้าโศกออกมาราวกับมนุษย์“เธอคิดถึงเด็กนั่นเหรอ?” หลิงเอ๋อร์ดูราวกับกำลังพูดกับตนเอง บางครั้งก็พองแก้มขึ้น บางครั้งก็ทำปากยื่น เอ่ยพึมพำกับตนเอง “ฉันไม่รู้ว่าเขาไปไหน คนตัวใหญ่ตั้งขนาดนั้น แค่พริบตาเดียวก็หาไม่เจอแล้วเหรอ?”หลิงเอ๋อร์กลับไปยังหมู่บ้านหลินเพื่อตามหาหลินเซียวสองครั้ง ทั้งสองครั้งล้วนกลับมามือเปล่า เมื่อถามเหล่าชาวบ้าน ก็ไม่มีใครรู้ว่าหลินเซียวไปไหน“เฮ้อ!” หลิงเอ๋อร์ถอนหายใจออกมา เท้าทั้งสองแกว่งไปมา ท่าทีเบื่อหน่ายอย่างมากโฮ่ง!ทันใดนั้น อาเซว่ก็กระเด้งตัวลุกขึ้น ร่างกายแข็งเกร็งท่าทีจริงจัง หูแหลมยาวทั้งสองตั้งสูง ดวงตาโตทั้งสองข้างทอประกาย จับจ้องไปยังบานประตูระเบียงที่เปิดกว้างบริเวณนั้นมีต้นบ๊วยอยู่ต้นหนึ่ง เส้นทางคดเคี้ยวนำพาไปสู่เส้นทางอันเต็มไปด้วยเงา มุ่งตรงออกไปด้านนอกคฤหาสน์“เป็นอะไรไปอาเซว่?” หลิงเอ๋อร์กระพริบดวงตาโตที่เต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์ของเธอ เอ่ยถามขึ้นอย่างไม่แน่ใจ“โฮ่ง~~~” อาเซว่คำรามเสียงต่ำ จากนั้นจึงพุ่งออกไปราวกับลูกศรที่พุ่งออกจากคันธนู กระโดดลงไปจากระเบียง ร่างราวกับสายลมที่พัดพาออกไปตึกที่มีความสูงสามชั้นนั้นพูดว่าสูงก็ไม่สูง เตี้ยก็ไม่เตี้ย อาเซว่กระโดดลงไป ไม่ได้ส่งผลใดๆ ต่อมัน มันตะกุยเท้าทั้งสี่ ท่าทีราวกับโผบิน ในเสี้ยวพริบตาก็พุ่งเข้าไปยังเส้นทางเล็กๆ นั้น“อาเซว่?” หลิงเอ๋อร์รีบพุ่งตัวไปยังระเบียง มองออกไปอย่างกระวนกระวาย เห็นเพียงเงาสีขาวราวกับสายฟ้า มุ่งหน้าเข้าไปภายในป่า“เกิดอะไรขึ้น? เธอไปไหน?”หลิงเอ๋อร์รีบหมุนตัวกลับ วิ่งออกไปยังบันได ตรงไปยังเส้นทางเล็กๆ ระหว่างต้นบ๊วย ทว่าก็พลันยื่นนิ่งแข็งทื่อไป รู้สึกราวกับกำลังฝันอยู่อาเซว่โถมตัวเองเข้าไปในอ้อมกอดของชายคนหนึ่ง ท่าทีใกล้ชิดสนิทสนมนั้น ยังสนิทสนมมากกว่ากับเหล่ยหลิง แม้ว่าจะเป็นเพียงเวลาเล็กๆ หลิงเอ๋อร์ก็รู้สึกราวกับว่าเธอกำลังจะอิจฉา“เจ้าหมอนี่ ทำไมตอนที่อาเซว่ไปเจอเขา ถึงได้เหมือนกับวิญญาณหลุดลอย นี่มันไร้เหตุผลเกินไปแล้ว!” ดวงตาของหลิงเอ๋อร์กระตุก ปากพูดอย่างไม่พอใจ ร่างกายเองก็ซื่อตรงอย่างมาก เดินหน้าไปทีล่ะก้าว ทว่าหัวใจกลับเต้นเร็วขึ้นอย่างคาดไม่ถึง“เฮ้! หลินเซียว ทำไมถึงได้แอบเข้ามาที่นี่?” หลิงเอ๋อร์ยื่นปากเล็กๆ ของเธอออกมา แสร้งทำเป็นไม่สนใจ ทว่าความจริงแล้วในใจเต็มไปด้วยความสุขเธอเพิ่งจะพูดถึงเขาไปเมื่อครู่ แล้วเขาก็ปรากฏตัวขึ้นมาทันที นี่นับว่าเป็นสวรรค์จัดสรรค์หรือไม่?