หลังจากถูกหลินสืออี้แย่งอาภรณ์ไปอย่างหน้าตาเฉย และจากที่สังเกตท่าทีอันส่อแววมีพิรุธของนาง ทำให้หลี่ชิงอยาอดสงสัยไม่ได้ว่านางคงต้องไปก่อเื่ก่อราวอะไรมาอย่างแน่นอน
“ข้าก็ไปทำความสะอาดที่ตำหนักเย็น แล้วก็บังเอิญไปพบฝ่าบาทที่สระน้ำกลางตำหนักเข้าพอดี มันก็เลยมีเหตุที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดกันนิดหน่อย แล้วข้าก็เลย...ก็เลยหนีออกมา” หลินสืออี้เล่าความเป็มาเป็ไปด้วยเสียงที่ลากยาวอย่างผิดปกติ ดวงตากลมพลางหลุกหลิกกลอกไปมา
“มีเื่เข้าใจผิดอันใดกัน ถึงกับทำให้เ้าต้องมีสภาพเป็เช่นนี้ได้”
“ข้าเผลอไปลูบคลำพระวรกายของฝ่าาเข้านะสิ แต่มันเป็เพราะข้าต้องช่วยชีวิต เขาตกน้ำข้าก็เลยต้องถอดเสื้อผ้าออกแล้วก็เช็ดตัวให้ จริง ๆ นะ” ใบหน้ามลพยักหน้าหงึกหงัก ดวงตาใสแป๋วแหววกระพริบถี่รัว
“ว่าไงนะ” หลี่ชิงหยาถึงกับะโออกมาด้วยความใ ใบหน้าใสซื่อของหลินสืออี้ไม่ได้ช่วยให้ความผิดเบาบางลง
เป็ที่รู้กันอยู่แล้วว่า ไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้องฝ่าาแม้เพียงปลายเส้นผม คาดว่าหลินสืออี้คงไม่แคล้วต้องถูกลงโทษอย่างหนักเป็แน่
“ก็เพลานั้นข้าไม่รู้ว่าเขาคือฝ่าา”
“เ้าวอนหาเื่หัวหลุดจากบ่าแล้วไหมล่ะ”
“ข้าถึงได้รีบหนีออกมาก่อนที่จะถูกจับได้อย่างไรเล่า ฝ่าาน่าจะยังไม่รู้ว่าข้าคือผู้ใด หากข้าไม่พูด เ้าไม่พูด เมื่อไม่มีผู้ใดรู้ข้าก็คงจะรอดแล้วกระมัง”
“เื่มันคงไม่ง่ายเช่นนั้นแน่ เ้าคิดว่ามีสิ่งใดรอดพ้นจากสายพระเนตรอันเฉียบคมคู่นั้นไปได้หรือ”
หลินสืออี้ที่มีความวิตกเป็ทุนเดิมอยู่แล้วก็ยิ่งตื่นตระหนกหนักขึ้นไปกว่าเก่า นางเดินวนไปวนมาพลางกัดเล็บมืออย่างกับผู้ที่สติกระเจิดกระเจิง แววตาลุกลี้ลุกลนพาลให้ร่างกายไม่อาจอยู่นิ่ง
“ถ้าเช่นนั้น เ้าพอจะรู้วิธีออกไปจากวังหลวงบ้างหรือไม่”
“เื่นี้ก็พอจะมีวิธีอยู่ พวกเรารีบกลับไปที่เรือนพักก่อน ่ฟ้าสางจะมีพ่อค้าจากด้านนอกขนวัตถุดิบเข้ามาที่ห้องเครื่อง ข้าพอจะรู้จักคนเ่าั้อยู่บ้าง น่าจะช่วยให้เ้าได้ซ่อนตัวออกไปได้ก่อนที่พวกทหารจะสืบมาจนถึงตัวเ้า”
“ได้”
ทั้งคู่รีบกลับเข้าไปยังที่พักโดยที่ไม่ทันได้สังเกตุว่ามีสายตาคู่หนึ่งจับจ้องพวกเขาอยู่
...ยามเช้าตรู่ ในขณะที่ผู้อื่นต่างนอนหลับพักผ่อน หลินสืออี้ที่ไม่อาจข่มตาลงได้ตลอดทั้งคืนจวบจนเช้าของวันใหม่ นางจึงขยับกายลุกขึ้นไปเก็บข้าวของ เปลี่ยนอาภรณ์เป็แบบชาวบ้านธรรมดา ด้วยผ้าสีพื้นน้ำตาลอ่อน และสวมผ้าคลุมศีรษะปกปิดใบหน้า
“เ้าตามข้ามา” หลี่ชิงอยากระซิบ ในขณะที่ตนเป็ผู้นำทางพาหลินสืออี้ออกไปยังประตูขนส่งสินค้าของห้องเครื่องในวังหลวง
แอด!
เมื่อเขาเปิดประตูไม้ด้านหลังห้องเครื่องออกก็พบเข้ากับขบวนรถเข็นลากเลื่อนที่จอดรออยู่ด้านนอกติดกับรั้ววัง และก็ยังมีรถม้าที่ขนวัตถุดิบเพื่อใช้ทำอาหารจอดเรียงรายกันอยู่หลายคัน
“เ้าออกไปข้างนอกแล้วมีที่อยู่หรือไม่” หลี่ชิงอยาเอ่ยถามผู้เป็สหายครั้งสุดท้ายก่อนจะต้องจากกัน
หลินสืออี้ได้แต่ยืนน้ำตารื่น ส่ายศีรษะอย่างสิ้นหวังหากรู้ว่าเื่มันจะกลายเป็เช่นนี้ นางจะไม่มีทางหลับระหว่างเขียนนิยายอีกเด็ดขาด หรือไม่ก็อาจเลิกเขียนนิยายเื่นี้แล้วไปเขียนเื่อื่นแทน
ยังไม่ทันจะหายโศกเศร้าถึงเื่ที่นางไม่มีที่ไปได้นาน เคราะห์ซ้ำกรรมซัดก็เกิดขึ้นซ้ำเติมหนักกว่าเก่า
กึก กึก กึก กึก พรึบ!
เสียงฝีเท้าของคนจำนวนนับสิบที่พากันวิ่งกรูเข้ามาถึงตัวของหลินสืออี้และหลี่ชิงอยา รวดเร็วเสียจนทั้งสองนั้นยังไม่ทันจะได้ตั้งตัว
“ใต้เท้า พวกเขาอยู่ทางโน้นขอรับ” ชายในชุดนอนผ้าป่านสีขาวชี้นิ้วตรงมายังผู้ที่กำลังจะเดินทางออกจากประตู
“ฮุ่ยจิ่นเฉิง เขารู้ได้อย่างไรว่าข้ากำลังจะหนี” หลินสืออี้จำท่าทีของผู้ที่พาทหารมานำจับตัวนางได้ทันที หลังจากที่เห็นใบหน้าสีเข้มที่บิดเบี้ยวอย่างกับผู้ที่รับบทเป็ตัวอิจฉา
ทั้งที่คิดว่าเตรียมการหลบหนีมาอย่างดีแล้ว แต่ไม่คิดว่าจะมีผู้ที่ล่วงรู้แผนการของนางเข้าจนได้ คงเพราะนางประมาทสายตาสอดรู้สอดเห็นของฮุ่ยจิ่นเฉิงมากเกินไป
“เ้ารีบออกไปก่อน” หลีชิงอยาดันตัวหลินสืออี้ให้วิ่งออกประตูไป ส่วนตัวเขาก็พยายามยืนกางแขนขวางทหารองครักษ์เอาไว้
เหล่าทหารองครักษ์ซึ่งมีจิ้งเทียนอี้เป็ผู้นำนั้น ปรี่เข้ามาถึงตัวอย่างรวดเร็ว และจัดการบังคับให้หลี่ชิงอยาเอามือไขว้หลัง ก่อนจะเตะเข้าที่ขาพับทำให้เขาต้องล้มตัวคุกเข่าลงกับพื้น
“จับตัวพวกมันไว้ อย่าให้หนีรอดออกไปได้” หัวหน้าองครักษ์ออกคำสั่ง เมื่อเห็นว่ามีผู้พยายามกระเสือกกระสนหลบหนี เขาก็เผยรอยยิ้มที่มุมปากออกมา
จิ้งเทียนอี้ใช้วิชาตัวเบาชั้นเลิศ ะโขึ้นไปเตะที่ขอบกำแพงหนึ่งครั้ง จากนั้นก็เหอะข้ามศีรษะของหลินสืออี้ ก่อนจะแตะปลายเท้าลงที่พื้นอย่างนุ่มนวล จากนั้นก็ชี้ปลายดาบคมกริบไปยังใบหน้าเรียวเล็กนั้น เพื่อเป็การข่มขู่ให้นางต้องหยุดการเคลื่อนไหว
“คิดจะไปไหนงั้นรึ”
หลินสืออี้ได้แต่ยืนนิ่งไม่กล้าขยับ ยอมจำนนแต่โดยดี ทั้งที่นางคิดแผนเตรียมการหลบหนีว่ารวดเร็วแล้วแท้ ๆ แต่เซี่ยชิงอวินก็ดันสืบจนรู้ตัวได้เร็วกว่านางหนึ่งก้าวอยู่ดี
“เอาตัวพวกมันไปขังไว้ รอการตัดสิน”
หลังจากทั้งสองถูกจับไปขังไว้ที่คุกมืด อันมีเพียงแสงสว่างหลิบหลี่ที่ส่องผ่านช่องลูกกรงเหล็กขนาดเล็ก ซึ่งอยู่เหนือศีรษะขึ้นไปบนผนังอิฐที่สูงท่วมหัว
แสงที่ส่องเข้ามาบ่งบอก่เวลาที่พระอาทิตย์ได้โผล่พ้นพื้นดินขึ้นมาแล้ว
“ขอโทษด้วย ข้าทำให้เ้าต้องเดือดร้อน” หลินสืออี้ที่นั่งหมดอาลัยตายอยากกล่าวขึ้น
“ช่างเถอะ ข้าตั้งใจจะช่วยเ้า อย่าได้คิดมากไปเลย” หลี่ชิงอยาไม่ได้มีอาการตื่นกลัวแต่อย่างใด เขาเพียงแต่หลับตาลง แผ่นหลังพิงกำแพง กล่าวตอบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ
ทว่ามันช่างเป็น้ำเสียงที่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกถึงความอบอุ่น ในยามที่เกิดความลำบากเช่นนี้ อย่างน้อยก็มีเขาคนนึงที่สามารถเป็ที่พึ่งพิงได้
เมื่อถึงเวลาจวนตัวอย่างเช่นตอนนี้ หลินสืออี้ก็คล้ายจะตระหนักได้ว่า
‘การผ่านมิติเวลาเพื่อกลับบ้าน คงจะเป็การที่นางต้องตายจากนิยายเื่นี้ไปเสียก่อนกระมัง’
ในขณะที่พักสายตาด้วยท้อแท้กับหนทางอยู่ครู่ใหญ่ หูนางก็ไปสะดุดเข้ากับเสียงหนึ่งที่ดังขึ้น
“จุดมุ่งหมายของเ้า แท้จริงแล้วคือสิ่งใด”
น้ำเสียงแหบพร่าคล้ายดั่งเสียงของชายชราดังแทรกผ่านเข้ามาตามช่องว่างของแผ่นไม้ยาวแนวนอนที่ที่ตีกั้นระหว่างห้องขัง รอยต่อไม้ที่เปิดเป็ช่องทางเล็ก ๆ พอให้สามารถมองเห็นอีกฝั่งของห้องขังที่อยู่ด้านขวามือ
นางหันไปทางหลี่ชิงหยาก็เห็นว่าเขากำลังหลับสนิท จึงหันกลับไปมองยังจุดที่มาของต้นเสียงนั้น แล้วก็ค่อย ๆ คลานเข้าไปใกล้
“ท่านคือผู้ใดกัน แล้วที่ท่านพูดเมื่อครู่มันหมายความว่าอย่างไร หรือว่าท่านรู้ว่าข้าเป็ใครอย่างนั้นหรือ” หลินสืออี้พยายามมองไปยังใบหน้าของผู้ที่ตนเข้าใจว่าเป็ชายชราผู้หนึ่ง เขาสวมชุดคลุมปิดบังใบหน้ามิดชิด นั่งชันเข่าซ่อนตัวอยู่ในมุมมืด
“หึ! รู้แล้วอย่างไร ไม่รู้แล้วอย่างไร” ชายผู้นั้นส่งเสียงหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ
“หาก้ารู้สิ่งใด ไยเ้าไม่หาคำตอบจากผู้ที่นำทางเ้ามายังโลกนี้เล่า”
“ความหมายของท่านก็คือ...” สมองเล็ก ๆ หยุดประมวลความคิด จากนั้นก็มีบางสิ่งผุดขึ้นมาภายในใจ
“ความหมายของท่านก็คือ ให้ข้าเผชิญหน้ากับเซี่ยชิงอวิน”
ศีรษะที่อยู่ภายใต้ชุดคลุมขยับขึ้นลงเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวตอบกลับ
“ก็ดีกว่าการที่เ้าคอยหลบหลีกเขาไปมา การยืนหยัดซึ่งหน้าย่อมดีกว่ามิใช่หรือ” ชายลึกลับขยับกายเคลื่อนตัวออกมาอยู่ภายใต้แสงเทียนที่ส่องสว่าง เผยให้เห็นเสี้ยวหนึ่งของประกายแววตาที่วูบไหว
“โชคชะตาจะเปลี่ยนไปมากน้อยเพียงใด ล้วนเป็เ้าที่ต้องกำหนดมันขึ้นมา ด้วยตัวของเ้าเอง”
หลินสืออี้นิ่งเงียบคิดทบทวนคำพูดของชายปริศนาผู้นี้ หากมันเป็วิธีที่จะได้กลับบ้าน นางก็ควรจะตามติดตัวละครหลักเอาไว้ เดินหน้าตามรอยนิยายต่อไป ไม่แน่ว่าบางทีการเข้ามาอยู่ในนิยายครั้งนี้ อาจเป็โอกาสที่จะทำให้นางได้เข้ามาช่วยเปลี่ยนชะตาของเซี่ยชิงอวิน ไม่ให้เขาต้องมีจุดจบซ้ำรอยเดิม
“ขอบคุณท่านเทพผู้เฒ่าที่ชี้แนะ” หลินสืออี้น้อมศีรษะประสานมือเพื่อเป็การขอบคุณ
แต่เมื่อนางเงยหน้าขึ้น ผู้สวมชุดคลุมสีดำสนิทก็ได้เดินออกจากประตูคุกไปไกลแล้ว ทว่าน่าแปลกที่ไม่มีผู้คุมนักโทษคนใดสนใจในตัวชายผู้นี้เลยแม้แต่คนเดียว
‘ข้าได้พบกับเทพแห่งโลกนิยายตัวจริงเสียงจริงหรือ’
แต่ก่อนที่คนผู้นั้นจะเดินออกจากคุกไป เขาก็หยุดนิ่งแล้วหันกลับมามองหลินสืออี้อีกครั้ง ใบหน้าด้านข้างภายใต้ผ้าคลุมที่แย้มเพียงเล็กน้อยทำให้นางเห็นเสี้ยวใบหน้าของคนผู้นั้น ซึ่งมันเป็ใบหน้าของบุรุษหนุ่มหาใช่ชายชราดั่งที่คิดไว้
‘เทพเ้าก็โกหกเป็ด้วยหรือ แล้วใยต้องแสร้งเป็คนชราด้วย ประหลาดคนเสียจริง’
++.....+.....+.....+.....++
???? หลังฉาก ????
หลินสืออี้ : ขอทุบเทพเ้าสักที ข้าน่าจะควรจะอยู่ในร่าง องค์หญิงหรืออะไรทำนองงนี้สิ (หึ โกรธแล้ว ????)
ท่านเทพ : ขนาดข้ายังต้องอยู่ในคุกเลย นับประสาอะไรกับเ้า ( เศร้า ????)
???? พื้นที่เม้ามอย ????
น้องไม่คิดหนีแล้วนะ ต้องไปอยู่ข้างตัวร้ายแล้ว ภารกิจเกาะติดชีวิตตัวร้าย ????
ฝากติดตาม กดใจ เป็กำลังใจให้ไรท์หน่อยนะคะ