บทที่ ยี่สิบสาม
ภารกิจลงโทษ
วังหลวงของแคว้นมู่ก่านแสงโคมแดงนับร้อยดวงส่องสว่างประดับทั่วโถงใหญ่บทเพลงบรรเลงด้วยพิณดังก้องกังวาน อบอวลกลิ่นสุราหอมหวานและบุปผานานาพันธุ์บรรยากาศของงานเลี้ยงต้อนรับคณะทูตเต็มไปด้วยความหรูหราและวิจิตร
ในคืนนี้ฟ่านหนิงเข้าร่วมงานโดยสวมอาภรณ์สีส้มทองปักลายบุปผาและกิ่งหลิวอย่างประณีตนางเดินตามหลังบิดาเสนาบดีฟ่านผู้เป็ผู้นำคณะทูตที่แม้จะเลยวัยกลางคนมาหลายปีแต่ยังดูสูงสง่าดั่งบัณฑิตทรงภูมิทำให้เมื่อปรากฏตัวก้าวย่างนวยนาดเดินเข้ามาก็สะกดสายตาผู้คนมากมาย รัศมีที่แผ่ออกมาราวกับแสงแดดอ่อนยามรุ่งสางงดงามจับใจในรัตติกาลที่มืดมิด
ชายกระโปรงกรอมเท้าขยับไหวเล็กน้อยกิริยาสมคุณหนูขั้นหนึ่งมุมปากประดับด้วยรอยยิ้มบางพองาม ใบหน้าก้มเล็กน้อยที่ทำให้มองด้านหน้าระยะสามก้าวแสดงถึงไม่วางตนต่ำต้อยแต่ก็ไม่อวดดีเกินไป สายตาไม่หลุกหลิกยามก้าวผ่านหมู่สตรีฝ่ายในหลายคนจึงหันมามองตามอย่างสนใจ
นั้นเพราะความทรงจำจากชาติที่แล้วเป็ครูสอนนางอย่างดีที่สุดชาติที่แล้วนางทำเสียหน้าั้แ่ประตูเมืองที่คิดตามบิดาไปดูงานต้อนรับจากองค์รัชทายาททำให้พอถึงงานเลี้ยงนางจึงถูกมองว่าเป็สตรีที่ไม่รักษากิริยาไม่รู้ความตอนนั้นถังหลันชิงได้ความดีงามไปเสียหมดได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลามจากสตรีฝ่ายใน ‘ครั้งนี้เมื่อเ้าไม่มาข้าจึงขอเก็บความดีงามทั้งหมดนั้นไว้เอง’ จะไม่มีหญิงสาวที่ไม่รู้จักกิริยามารยาทอีก ซึ่งนางรู้แล้วว่าควรแสดงกิริยาอย่างไรที่จะเข้ากับสตรีในมู่ก่านพูดจาเช่นใดถึงเหมาะสม
เมื่อองค์หญิงหลิวเหม่ย...องค์หญิงสองแห่งแคว้นมู่ก่านที่นั่งห่างจากนางไปสองโต๊ะนางสวมฉลององค์เป็ผ้าไหมสีชมพูอ่อนปักดอกเหมยท่าทางงามสง่าดังบุปผาที่เบ่งบานกลางฤดูหนาว องค์หญิงเอ่ยขึ้นเสียงอ่อนหวาน
“ได้ยินจากเสด็จพ่อมาว่าคณะทูตจะมีสตรีผู้หนึ่งเดินทางมาด้วยพวกเราตั้งตาพบคุณหนูฟ่าน วันนี้ได้พบกันอดใไม่ได้ คุณหนูฟ่านงามยิ่งนักยิ่งยามสวมอาภรณ์สีส้มทองเช่นนี้ ราวกับแสงตะวันส่องสว่างเลยเชียวเห็นแล้วก็พลอยชื่นตา” องค์หญิงสองร่ายยาวเสียงอ่อนหวานพลางชวนสตรีฝ่ายในผู้อื่นให้พยักหน้าตาม
ฟ่านหนิงยกมือประสานโค้งกายเล็กน้อยรับคำชมรอยยิ้มแต่งแต้มบนริมฝีปาก “องค์หญิงสองกล่าวเกินไปเพคะเสื้อผ้าเพียงช่วยเสริมเท่านั้นคนธรรมดาเช่นหม่อมฉันมิอาจเปรียบกับองค์หญิงที่งามดุจบุปผาแท้จริง”
คำตอบรับเอ่ยอย่างพอดีไม่ต่ำไม่สูง ทำให้เหล่าสตรีที่อยู่รอบข้างหันมามองด้วยความชื่นชม
จากนั้นชายาเอกขององค์รัชทายาท...หวังจิ่นอวี้ ที่อยู่ข้างๆ ก็เอ่ยต่อด้วยเสียงกังวาน “ความจริงเื่ความงามเกี่ยวกับคุณหนูฟ่านข้าได้ยินคำร่ำลือกันมาก่อนแล้วเป็คุณหนูงดงามอันดับหนึ่ง มิผิดคำกล่าว วันนี้เป็ดาวเด่นแห่งงานเลี้ยงเสียแล้ว”
ฟ่านหนิงเอนตัวไปทางผู้พูดน้อยๆ ก่อนจะตอบเสียงนุ่ม “หม่อมฉันเป็เพียงบุปผาธรรมดาอีกดอกที่อยู่ท่ามกลางสวนเท่านั้นวันนี้เพียงตั้งใจจะไม่ทำให้แคว้นต้าหลิงเฉิงต้องเสื่อมเสียก็เลยต้องเตรียมตัวอย่างมากหากได้รับคำชมถึงเพียงนี้ก็ช่างนับว่าเป็เกียรติสูงสุดแล้ส”
เสียงหัวเราะเบาๆ ดังแทรกขึ้นจากกลุ่มสตรีอีกคน “ดูสิ แม้แต่คำตอบก็ยังช่างมีเสน่ห์” ผู้ที่เอ่ยคือฮองเฮาแห่งมู่ก่านนั้นเองพระนางแต่งองค์ด้วยฉลองพระองค์สีม่วงเข้มลายเมฆสีทองสูงส่งสวมมงกุฎทองอัญมณีระยับ พระนางยิ้มพลางพยักหน้าชม “คุณหนูฟ่านเป็กุลสตรีที่คู่ควรแก่คำยกย่องจริงๆ”
บรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงชมเชยบทสนทนาจากนั้นจึงเป็กันเองและลื่นไหลมากขึ้น ฟ่านหนิงตอบทุกคำถามได้อย่างเหมาะสมและเล่าเื่ได้พอดีไม่เกินงามเสียงหัวเราะของเหล่าสตรีฝ่ายในจึงดังคลอเคลียไปกับเสียงดนตรีในงานเลี้ยงหากมองเผินๆ ก็คือค่ำคืนที่สมบูรณ์แบบ
ทว่าเพียงฟ่านหนิงเท่านั้นที่รู้ว่าในหูของนางไม่ได้มีแต่เสียงหัวเราะ เสียงพิณ หรือเสียงสนทนาหากยังมีเสียงกระซิบแ่เบาแทรกเข้ามาไม่หยุด
“ล้มเหลว..ล้มเหลว..ล้มเหลว..”
ซึ่งแต่เดิมนั้นเป็เพียงข้อความหมุนวนให้รำคาญสายตาหากแต่ยิ่งนานไปก็ยิ่งเพิ่มความน่ารำคาญตอนนี้กลับเพิ่มเป็เสียงกระซิบไม่หยุดหย่อนดังแทรกคล้ายว่ามาจากทุกหนแห่งราวกับมีผีร้ายคอยหายใจรดต้นคอนางจึงพยายามเอียงศีรษะตั้งใจฟังสิ่งที่สตรีฝ่ายในเอ่ยมากยิ่งขึ้นแต่หลายครั้งก็ต้องให้อีกฝ่ายพูดซ้ำสองรอบเพราะเสียสมาธิจากเสียงเ้าระบบโง่แม้กระนั้นสีหน้าของนางยังคงรักษาไว้ให้คงยิ้มละมุน กลับกันภายในปั่นป่วนยิ่ง
จนสุดท้ายเมื่อทนต่อไปมิไหวเพราะเสียงนั้นดังขึ้นเกินกว่าเสียงกระซิบฟ่านหนิงจึงยกมือแตะนวดขมับ แสร้งทำสีหน้าอิดโรยแล้วเอ่ยขึ้นเสียงอ่อน “หม่อมฉันไม่รู้ด้วยเหตุใดจึงรู้สึกปวดศีรษะกะทันหันนักเกรงว่าจะอยู่จนงานเลี้ยงจบมิได้ ต้องขออภัยที่หากต้องขอตัวก่อน”
องค์หญิงสองที่รีบเอ่ย “คุณหนูฟ่านหากไม่สบายควรพักผ่อน อย่าฝืนเลย”
ฟ่านหนิงยกยิ้มบาง “ขอบพระทัยเพคะ เช่นนั้นหม่อมฉันขอตัวก่อน”
นางโค้งกายอำลาผู้สูงศักดิ์แต่ละคนแล้วล่าถอยออกไปแม้จะเป็การออกกลางงานเลี้ยง แต่ก็ต้องทำให้เสียมารยาทน้อยที่สุด ถ้ามีเหตุผลคำพูดและท่าทีสุภาพเรียบร้อยก็พอเป็ผลสมควรได้
เมื่อฟ่านหนิงกลับถึงเรือนที่พักนางพลันถอดอาภรณ์ชั้นนอกทิ้งบนเก้าอี้ เดินวนไปมาด้วยท่าทางหงุดหงิดเสียงกระซิบก็ยังไม่หายไป “ล้มเหลว..ล้มเหลว..” ดังซ้ำไปมาไม่ขาดสายนางล้มตัวลงบนฟูกเตียงพยายามจะนอนหนีความน่ารำคาญนี้เวลาผ่านไปครู่ใหญ่แต่กลับนอนไม่หลับสักครู่เดียว
สุดท้ายฟ่านหนิงลุกพรวดขึ้นมาหันไปตวาดใส่ความว่างเปล่า “พอที!เ้ามิคิดจะหยุดบ้างหรือไร! ข้ายังรำคาญขนาดนี้ เ้าไม่รำคาญตัวเองหรือ”
เสียงระบบตอบกลับอย่างเรียบเฉยแต่หนักแน่น “ระบบไม่มีตัวตน และแม้จะเป็ภารกิจเสริมแต่ก็ต้องให้สำเร็จหากไม่สำเร็จย่อมต้องมีการลงโทษ และระดับการลงโทษก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆขึ้นอยู่กับกลับเวลาที่ไม่สำเร็จ”
ฟ่านหนิงกัดฟันแน่น เอ่ยด้วยเสียงกดต่ำ “เช่นนี้ต้องคุยให้กระจ่างอีกทีเ้าค่อยๆ คิดตามข้าแล้วกัน ภารกิจของข้าคือทำตัวเป็บันใดให้ถังหลันชิง เพื่อให้นางข้ามและได้เชิดชูโดดเด่นเหนือใครในสายตาหานอี้เหอมิใช่หรือ? เช่นนั้นจ้าวจวิ้นหยางเกี่ยวอันใดด้วย!”
ระบบนิ่งไปครู่หนึ่งคล้ายว่าคิดตามก่อนจะเอ่ย “เนื่องจากเป็การประเมินโดยรวม ณ ปัจจุบันขณะนี้มีเหตุการณ์ในเมืองหลวงหลงซวนระหว่างตัวเอกทั้งสองดำเนินไปอยู่นอกเส้นหลักเดิมทำให้เส้นเื่รวนจึงจำเป็ต้องปรับภารกิจใหม่เช่นนี้”
“ก็นั่นเป็เื่ของพวกเขามิใช่เื่ของข้า!” ฟ่านหนิงสะบัดแขนพลางเดินวนอย่างเดือดดาล
“แต่หากไม่สำเร็จผลลัพธ์อาจนำไปสู่บทลงโทษที่แรงกว่านี้”ระบบตอบราวกับมิรับรู้ความไม่พอใจ
ฟ่านหนิงถอนหายใจหนักจนอกกระเพื่อม ในใจรู้สึกจนปัญญาเพราะหากปล่อยต่อไปนางคงไม่ได้นอนหลับจนว่าร่างกายจะล้าจนสลับไปเองเป็แน่สุดท้ายทำได้เพียงกัดฟันตัดสินใจ “ดียิ่งนัก! เช่นนั้นข้าจะทำให้สมใจเ้าสักหน”
แล้วนางก็ออกจากห้องนอนเอ่ยเรียกสาวใช้ประจำตัวลั่นจางไป๋ซินที่ยืนอยู่ด้านนอกรีบเข้ามารับคำสั่ง “ไป๋ซินมาช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้าจัดผมให้ข้าใหม่เดี๋ยวนี้แล้วเ้าจงไปแอบแจ้งซื่อจื่อว่าข้ามีเื่ต้องสนทนาด้วย”
จางไป๋ซินเบิกตากว้างเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นแววตาที่เด็ดขาดของคุณหนูใหญ่ก็มิกล้าซักถามหรือขัด เพียงโค้งกายรับคำสั่งแล้วรีบไปจัดเตรียมทันที
ค่ำคืนในจวนคณะทูตเงียบสงบลมกลางราตรีพัดต้นสนใบปลิวดังเสียดหู กิ่งเรียวยาวโยกไหวราวกับกำลังร่ายรำฟ่านหนิงยืนชิดต้นสนใหญ่มือถือโคมหนึ่งดวงอยู่ท้ายเรือน สีหน้าที่พยายามกดข่มความรำคาญเสียงของระบบให้นิ่งเรียบที่สุดแสงจันทร์สาดกระทบชุดคลุมสีอ่อนที่นางสวมทับผ้าไหมทำให้เงาร่างของนางทอดลงบนพื้นกรวดดูชวนให้ลุ่มหลง
ไม่นานนักจางไป๋ซินก็พาจ้าวจวิ้นหยางเดินตรงมาก่อนจะย่อตัวคำนับแล้วถอยออกไปยืนเฝ้ารอบนอก ปล่อยให้เ้านายได้สนทนากันโดยลำพังจ้าวจวิ้นหยางเมื่อเห็นฟ่านหนิงยืนรออยู่จริงก็แสดงแววตาประหลาดใจออกมาตอนแรกเขาคิดว่าจะไม่มาเพราะคิดว่านางคงจะแกล้งอะไรเขาสักอย่างถึงส่งคนมาเรียกกลางดึกแต่สุดท้ายเขาก็อยากรู้ว่านางจะทำอะไร ห้ามใจให้มาเองไม่ได้
ยิ่งพอมาเห็นเองว่าหญิงสาวมีสีหน้าเรียบนิ่งจริงจังเขาเลยคิดว่านางคงมีเื่จริงๆเขาเดินเข้าใกล้ปรับสีหน้าให้เคร่งขรึมจริงจังตามไปด้วย ผิดจากปกติที่เขามักจะแสดงท่าทางพินิจตรวจสอบอยู่เสมอ
“คุณหนูใหญ่นัดข้ามากลางดึกเช่นนี้มีเื่อันใดถึงต้องให้ข้ามาพบด้วยตนเอง”เขาเอ่ยเสียงเข้ม ดวงตาจับจ้องอย่างใคร่รู้
ฟ่านหนิงเห็นท่าทีจริงจังของเขาแล้วกลับรู้สึกพอใจขึ้นเล็กน้อยริมฝีปากนางกระตุกยิ้มมุมปาก ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างสุขุม “เื่นี้ข้าคิดจะพูดนานแล้วตลอดที่เดินทางแต่ไม่มีโอกาส โดยความจริงข้าคิดว่าสายลับจากแคว้นเฮยตูยังคงมีเหลืออยู่ยิ่งมาถึงเมืองหลวงของมู่ก่านก็ยิ่งอดคิดไม่ได้ หากสถานการณ์เลวร้ายเกิดขึ้นที่นี่เกรงว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองแคว้นคงสั่นคลอนได้ง่ายกว่าระหว่างเดินทางจึงอยากถามว่าซื่อจื่อได้เตรียมการรับมือใดๆ ไว้หรือไม่?”
เมื่อถ้อยคำหลุดออกมาจากปากหญิงสาวสีหน้าของจ้าวจวิ้นหยางที่หนักแน่นเคร่งเครียดอยู่เดิมค่อยๆ ผ่อนคลายลงเขามิได้ตอบตรงๆ หากตอบกลับด้วยคำถามย้อนเจือรอยยิ้มเล็กน้อย “แล้วเ้าคิดว่าข้า...เตรียมรับมือหรือไม่เล่า?”
ฟ่านหนิงสบตาเขาโดยไม่หลบเลี่ยงสีหน้ายังคงนิ่งเรียบน้ำเสียงไม่หวั่นไหว “เช่นนั้นก็ขึ้นอยู่กับซื่อจื่อจะรับมือเช่นไรก็แล้วแต่ท่านเถิด ข้าเพียงทำหน้าที่ของข้ากล่าวสิ่งที่ควรกล่าวแล้วก็สิ้นหน้าที่”
คำตอบเรียบง่ายแต่ชัดเจนทำให้จ้าวจวิ้นหยางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยราวกับกำลังชั่งใจในคำพูดของนาง ทว่าในขณะนั้นเองฟ่านหนิงเหลือบขึ้นเห็นแท่งสถานะของภารกิจที่เคยแดงฉานค่อยๆ จางลงกลายเป็สีส้มแดงเสียงพร่ำว่า “ล้มเหลว..ล้มเหลว” ที่ตามหลอกหลอนก็หายไปเสียสิ้นหัวใจที่ตึงเครียดมาตลอดพลันโล่งขึ้นทันใด รอยยิ้มบางค่อยๆปรากฏบนใบหน้าของนางโดยไม่ทันรู้ตัว
จ้าวจวิ้นหยางที่เฝ้ามองอยู่เห็นหญิงสาวผู้เคร่งขรึมจริงจังเมื่อครู่กลับยิ้มออกมาอย่างสดใสดวงตาทั้งคู่พลันเปล่งประกายวิบวับ แววสับสนจึงผุดขึ้นในใจเขา ‘นี่ข้าพูดสิ่งใดขำขันไปหรือว่านางมีเื่ใดซ่อนเร้น’
ฟ่านหนิงเมื่อได้สิ่งที่้าแล้วไม่้าอยู่ต่อจึงเอ่ยขอตัว“หากเช่นนั้นก็หมดเื่แล้ว ข้าขอลากลับไปพักผ่อนก่อน”
แต่ยังไม่ทันก้าวเท้าออก จ้าวจวิ้นหยางกลับยื่นมือขวางไว้พลางเอ่ยเสียงทุ้มจริงจัง “นี่เ้าเรียกข้ามาพบเพียงเพื่อบอกเท่านี้?”
ฟ่านหนิงเลิกคิ้วตอบสั้นๆ “ก็เพียงเท่านี้”เพราะนางจะหาวิธีแก้เสียงน่ารำคาญของระบบก็เท่านั้นขอให้ค่ำคืนนี้ได้หลับก็พอไม่ขอให้ภารกิจสำเร็ว
“เพียงเท่านี้ให้บ่าวของเ้าคนนั้นมาบอกก็ได้เหตุใดต้องเป็ตัวเองมาด้วยเล่า”เขายิ้มมุมปากเล็กน้อยดวงตาทอประกายคมอย่างไม่ลดความสงสัย
ฟ่านหนิงเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยสายตาท้าทายกลับ “ไม่ได้ ข้าอยากบอกกับซื่อจื่อด้วยตนเอง ข้าพอใจจะทำเช่นนี้ท่านจะทำไม?”
ดวงตาทั้งคู่สบกันเงียบงันอยู่ชั่วครู่ก่อนที่เขาจะหัวเราะหึในลำคอ“กล้าหาญยิ่งนัก คำพูดตรงไปตรงมาเช่นเดิม” แต่ร่างสูงก็ยังไม่ยอมถอยและไม่ลดแขนที่กางออกขว้างทางให้หญิงสาวผ่านไป “เช่นนั้นเ้ามิกลัวว่าคนจะกล่าวหาว่าเ้าสนิทสนมกับข้าจนเกินไปหรือ” เขายื่นหน้าเข้ามาเล็กน้อย เอ่ยด้วยน้ำเสียงกึ่งหยอกกึ่งทดสอบ“มาพบกันในที่เปลี่ยว”
ฟ่านหนิงหัวเราะเบาๆ “หากกลัวเช่นนั้นข้าคงมิกล้ามานัดพบั้แ่แรก หรือว่าซื่อจื่ออยากให้ข้ากลัว”
ประโยคโต้กลับของนางทำให้จ้าวจวิ้นหยางนิ่งไปเล็กน้อยดวงตาคมกริบสะท้อนแววชื่นชมผสมสับสนอยู่ในทีเขามิอาจบอกได้ว่าที่หญิงสาวเอ่ยเช่นนั้นเป็เพียงการแสร้งทำหรือเป็ความตั้งใจจริง
ในเวลาเดียวกันการต่อล้อต่อเถียงครั้งนี้ก็ทำให้แท่งสถานะภารกิจของฟ่านหนิงค่อยๆขยับขึ้นสูงอีกเล็กน้อย ภายในใจนางพลันยิ่งพอใจรอยยิ้มสดใสที่มุมปากขยายกว้างกว่าเดิม ดวงตาระยับเหมือนกำลังเล่นสนุก
สุดท้ายเป็ชายหนุ่มที่ทนความสงสัยในสีหน้าของหญิงสาวเช่นนั้นไม่ไหว“เ้ายิ้มอะไร?”จ้าวจวิ้นหยางเอ่ยถามเมื่อนางยังคงระบายยิ้มบนหน้า
“มิได้ยิ้มเพราะเห็นซื่อจิ่อเป็แน่” ฟ่านหนิงว่าจบก็ยังแต่งแต้มบนใบหน้าด้วยรอยยิ้มบาง
เขามองภาพตรงหน้าแล้วพลันเกิดความรู้สึกแปลกประหลาดในใจ คืนนี้นางแปลกไปแต่เขาก็คล้ายจะพอใจอยู่เนืองๆจ้าวจวิ้นหยางจึงลดแขนลงมาเก็บข้างตัว
ด้านฟ่านหนิงหาได้รู้ความคิดของเขาไม่หลังจากที่สถานะของภารกิจกำลังดีขึ้นเรื่อยๆ นางเพียงคิดในใจว่า ‘บทสนทนากวนประสาทเช่นนี้ก็นับเป็การสานสัมพันธ์ได้หรือซื่อจื่อหลินฝูโหวผู้นี้แปลกยิ่งกว่าที่เคยคิดไว้เสียอีก’แล้วนางก็ยกชายกระโปรงเล็กน้อยหันเดินกลับเรือนไปตามเดิม
ปล่อยให้จ้าวจวิ้นหยางยืนงุนงงอยู่ใต้ต้นสน ลมกลางคืนพัดกลิ่นบุปผาลอยคลุ้งและความรู้สึกยุบยิบในอก
….
สองวันผ่านไปอย่างรวดเร็วหลังจากที่ฟ่านหนิงได้พักผ่อนอยู่ในจวนคณะทูตวันนี้ถึงกำหนดการที่จะต้องออกไปชมเมืองหลวงของแคว้นมู่ก่านตามที่ทางกรมพิธีได้จัดไว้ให้
ภายในยามเช้าที่ฟ้าใส แสงแดดพออุ่นไม่ร้อนจัดเพราะเลยเข้าท้ายฤดูร้อนของปีแล้วแสงอาทิตย์ส่องต้องระเบียงหินอ่อนจนเกิดประกายระยิบระยับนกพากันส่งเสียงเจื้อยแจ้วตามพุ่มไม้ในสวนของจวน
ฟ่านหนิงยืนอยู่หน้ากระจกทองสัมฤทธิ์ในห้องนางเลือกสวมอาภรณ์สีเหลืองปักลายทองระยับมีผ้าคลุมไหล่บางสีขาวนวลไข่ไก่ทิ้งชายยาวคลอเคลียปลายกระโปรงเส้นผมรวบครึ่งศีรษะด้วยปิ่นแกะสลักรูปผีเสื้ออาภรณ์วันนี้ทำให้นางดูอ่อนหวานกว่าปกติที่พักหลังนางไม่ค่อยได้ใส่
หลังสำรวจเครื่องแต่งกายเสร็จพร้อมเดินทางแต่นางกลับถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ดวงตาเต็มไปด้วยความกังวลใจ สิ่งนั้นเกิดจากที่นางจำได้ดีว่าวันนี้ในชาติที่แล้วเกิดอะไรขึ้น
วันนี้คือวันที่มีเหตุร้ายเกิดขึ้นแต่ครั้งนั้นมีถังหลันชิงร่วมออกไปเที่ยวชมเมืองกับนางด้วยพร้อมองค์หญิงสองและองค์หญิงสี่ ด้วยที่องค์ชายสามเป็ผู้รับหน้าที่คุ้มกันแต่ระหว่างที่กำลังเพลิดเพลินกับบรรยากาศในตลาดหลวง กลับมีสายลับจากแคว้นเฮยตูที่ยังจับกุมไม่หมดลอบเข้ามาก่อกวนพยายามทำร้ายคนจากคณะทูตซึ่งก็คือนางกับถังหลันชิง เหตุการณ์วันนั้นวุ่นวายใหญ่โตหากมิใช่เพราะหานอี้เหอเร่งมาช่วยทันการณ์ อาจเกิดเื่ร้ายแรงกว่านี้ก็เป็ได้
และความกังวลของวันนี้คือชาตินี้หานอี้เหอไม่ได้อยู่ที่นี่นั่นทำให้ฟ่านหนิงยิ่งหวั่นใจ
ั้แ่ก่อนออกเดินทางนางจึงหวาดระแวงวันนี้ที่สุดจึงแอบนำคนคุ้มมาเองจากต้าหลิงเฉิงซึ่งก็คือจางไป๋ซินและเฟิงซวนที่มีฝีมือการต่อสู้ดีติดตามมาด้วยเพิ่มเกราะคุ้มกันในยามจำเป็
--------------------------------------------------------------------
อริของน้องหนิงเบอร์หนึ่งระบบ ส่วนอันดับคือพระรองคนนั้น...น้องบอกรำคาญ!!! หรือจะเป็เบอร์หนึ่งกันนะ ฮ่าๆๆ
ติดตามกันต่อว่าคณะทูตจะเจออะไรบ้าง น่าจะหนัก อุ๊บบบบ
// ฝากกดไลค์ส่งใจให้เชิงเชิงด้วยนะคะ ฝากคอมเมนท์ฝากคำถามได้นะคะ จะรีบมาตอบให้ค่า//