บทที่ 23 หนูหนีออกมา (รีไรต์)
พลังจิตของอีธานอยู่ในระดับ A แม้เป้าหมายของเขาคือว่านหยา แต่เขาจงใจที่จะไม่ระงับ ทำให้แรงกดดันที่แผ่ออกมากระทบทาสคนอื่น ๆ จนพวกเขาต้องเงียบกริบทันที
ลู่จินกู้เห็นว่าเขาดูจริงจังมาก จึงรู้ว่าต้องมีเหตุผล
มองดูว่านหยาอีกครั้ง เพียงชั่วครู่ เด็กสาวตัวน้อยก็เหงื่อท่วมตัว หน้าซีดเผือด เข่าทั้งสองสั่นเล็กน้อย ราวกับว่าเธออาจจะทนแรงกดดันไม่ไหวและคุกเข่าลงได้ทุกเมื่อ
“เฮ้อ” เธอถอนหายใจเบา ๆ มองดูว่านหยาแบบนี้แล้วรู้สึกสงสารจริง ๆ
เด็กตัวเล็กแค่นี้ ถ้าอยู่บนโลกก็ยังเป็นักเรียนมัธยมต้นเท่านั้น
“อีธาน คุณช่วยเก็บพลังจิตกลับไปก่อนเถอะ”
อีธานมองเธอแวบหนึ่ง แล้วค่อย ๆ ปล่อยการกดดันต่อว่านหยา
ว่านหยาดูราวกับเพิ่งขึ้นมาจากน้ำ ตัวเปียกโชกไปทั้งร่าง ก้มหน้าลงไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
ชั่วขณะนั้นลู่จินกู้ก็ไม่มีอารมณ์จะพูดอะไรมาก เธอพูดอย่างง่าย ๆ ว่า “บ้านแถวนี้หนึ่งหลังอยู่ได้สามคน พวกคุณแบ่งกันเองนะ พักผ่อนกันก่อน พอถึงเวลาอาหารเย็น ฉันจะอธิบายเื่งานให้พวกคุณฟังอย่างละเอียด”
ที่จริงแล้วทุกคนอยากรู้มากกว่าว่าจะต้องเจอกับอะไรในอนาคต
แต่ไม่มีใครกล้าขัดคำสั่งเธอ พวกเขาจึงเชื่อฟังแล้วจากไป เว้นแต่ว่านหยาไม่กล้าขยับ เพียงแต่ยืนก้มหน้าอยู่กับที่
“ตามฉันมา” ลู่จินกู้กล่าวอย่างเรียบง่าย
เมื่อมาถึงที่พัก เธอให้ต้าไป๋กับเสี่ยวอวิ๋นอวิ๋นดูแลว่านหยา จากนั้นจึงเชิญอีธานเข้ามานั่งในห้องแล้วถามว่าเกิดอะไรขึ้น
เธอไว้ใจกู้ตั๋ว ดังนั้นเธอจึงเชื่อว่าคนที่เขาส่งมาคงไม่พูดจาไร้สาระหรือคลุ้มคลั่งไปเองแน่ อีธานกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เธอกำลังโกหก”
“หา?” เธอไม่คิดว่าคำตอบจะเป็แบบนี้ จึงถามด้วยความสงสัย “คุณรู้ได้ยังไง?”
อีธานอธิบายอยู่ครู่หนึ่ง เพิ่งจะรู้ว่าที่แท้ทักษะจากพลังจิตของเขานั้นช่างพิเศษยิ่งเป็ ทักษะการรับรู้
พูดให้เข้าใจง่าย หากพูดถึงแค่เื่การรับรู้เพียงอย่างเดียว เขาก้าวข้ามระดับ 3S ไปแล้ว
ภารกิจของเขาคือการปกป้องลู่จินกู้ ดังนั้นเขาจึงระแวดระวังพวกทาสที่เพิ่งซื้อมาใหม่เหล่านี้ตลอดเวลา ไม่เคยลดละการตรวจสอบเลย
ในตอนที่ว่านหยาตอบชื่อ ความผันผวนทางอารมณ์เพียงเล็กน้อยนั้นก็ถูกเขาจับได้อย่างจัง
ลู่จินกู้อดไม่ได้ที่จะพูดออกมาว่า “คุณนี่มันสุดยอดไปเลย เหมือนเครื่องจับเท็จรูปร่างมนุษย์ไม่มีผิด”
อีธานไม่มีท่าทีโอ้อวดใด ๆ “คนผู้นี้ใช้ไม่ได้ คุณลู่คิดจะจัดจัดการอย่างไรครับ”
“ไม่ต้องสุภาพกับฉันขนาดนั้นก็ได้” เธอพูดออกมานอกเื่ “เรียกฉันว่าเสี่ยวจินก็พอ ฟังคุณพูดคุณลู่ครับแล้วฉันรู้สึกแปลก ๆ”
อีธานเม้มริมฝีปาก ดูเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็อดกลั้นเอาไว้
เธอก็ไม่ติดใจในเื่นี้ หันไปพูดเื่อื่นว่า “ส่วนว่านหยา...ฉันจะลองคุยกับเธอก่อน”
เห็นได้ชัดว่าเขามีสีหน้าไม่ค่อยเห็นด้วยนัก แต่เื่ที่ลู่จินกู้ตัดสินใจแล้ว ก็จะไม่ยอมให้ใครขัดโดยง่ายเช่นกัน
ในที่สุดว่านหยาถูกเรียกตัวเข้ามา เธอมีท่าทางเครียดอย่างเห็นได้ชัด เหลือบมองทั้งสองคนอย่างรวดเร็ว ราวกับ้าจับสังเกตสีหน้า
ทว่าอีธานนั้นมีสีหน้าเรียบเฉย ส่วนลู่จินกู้ก็ไม่ใช่เด็กสาวไร้เดียงสา นาทีนี้เธอไร้ซึ่งความรู้สึกบนใบหน้า ทำให้คาดเดาความคิดในใจได้ยาก
ว่านหยายิ่งตึงเครียด เธอขย้ำชายเสื้อตัวเองโดยไม่รู้ตัว ก้มหน้ายืนนิ่งไม่พูดอะไรออกมา
“เมื่อครู่ทำไมถึงโกหก” ลู่จินกู้ถามตรงไปตรงมา
“หนู... หนู…” เด็กสาวดูเหมือนจะปฏิเสธ แต่พอถูกอีธานมองเพียงแวบเดียวก็ชะงักค้าง ดูท่าจะเป็เด็กฉลาด คิดออกในทันทีว่าจุดสำคัญอยู่ตรงไหน
“ใช่แล้ว อีธานมีวิธีพิเศษในการจับโกหก เพราะงั้นตอนนี้เธอควรพูดความจริงออกมาจะดีกว่า” เธอยิ้มเล็กน้อย “ถ้ายังไงก็ไม่ยอมพูดความจริง ฉันก็ไม่อยากเก็บคนที่คิดไม่ซื่อเอาไว้ คงต้องลบความทรงจำของเธอแล้วส่งเธอกลับไป”
สายตาของอีธานตะลึงมองมาที่เธอ ว่านหยาเองก็เบิกตากว้าง พูดติดอ่าง “ละ…ลบความสะ…ลบความทรงจำเหรอ?”
“ใช่แล้ว อย่าคิดว่าฉันขู่เธอ ลองดูที่นี่สิ เธอเคยเห็นที่แบบนี้ที่ไหนอีกในสหพันธ์” ลู่จินกู้หลอกล่อด้วยสีหน้าจริงจัง ทำให้น่าเชื่อถืออย่างยิ่ง
ในเมื่อสามารถสร้างสถานที่ที่เต็มไปด้วยดอกไม้และต้นไม้อันเขียวขจีได้เพียงแห่งเดียวในสหพันธ์ดวงดาว การมีวิธีลบความทรงจำของคนก็น่าจะไม่ใช่เื่แปลก
ดวงตากลมโตของว่านหยาฉายแววน้ำตา เธอก้มลงคุกเข่าร้องไห้พลางกล่าวว่า “หนูจะพูด หนูจะพูด โปรดอย่าลบความทรงจำของหนูเลยค่ะ หนูมีเื่ที่ไม่สามารถลืมได้เด็ดขาด และอย่าส่งหนูกลับไป”
“ตราบใดที่เธอยังซื่อสัตย์ ฉันก็ไม่ทำอะไรหรอก” ลู่จินกู้พูด
ว่านหยามองไปที่อีธานอย่างหวาดกลัว แต่เธอก็รู้ดีว่าอีธานไม่มีทางจากไปได้ หากยังไม่รู้ว่าคำพูดของเธอเป็เื่โกหกหรือความจริง
ดังนั้นเธอจึงกัดฟันแน่น กล่าวด้วยน้ำเสียงเบาว่า “ที่จริงแล้ว หนูชื่อว่านฉีหยาค่ะ” ลู่จินกู้สังเกตเห็นว่า เด็กสาวกำลังสังเกตสีหน้าของเธอกับอีธาน
จู่ ๆ ก็คิดขึ้นมาได้ หรือว่าชื่อนี้มีความพิเศษอะไรบางอย่าง?
การฝึกฝนพิเศษของกู้ตั๋วไม่สามารถครอบคลุมได้ทั้งหมด เธอจึงไม่รู้เลยว่าปัญหาอยู่ที่ไหน
ลู่จินกู้จึงหันไปมองที่อีธาน เขารู้ทันทีว่าเธอ้าอะไร จึงพูดแทนเธอว่า “ว่านฉี? ชนเผ่าว่านฉี ชนเผ่าพื้นเมืองบนดาว 7444 งั้นเหรอ?”
“ใช่ค่ะ” ว่านหยาตอบเสียงเบา “หนูหนีออกมาจากดาว 7444 มีคนตามล่าหนูตลอด หนูจึงโกหกว่าชื่อว่านหยา”
อีธานขมวดคิ้ว สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย
“อีธาน นายกำลังคิดอะไรอยู่?” ลู่จินกู้อดถามไม่ได้
“ดาว 7444 กลายเป็ดาวร้างมาสิบปีแล้ว ชนเผ่าว่านฉีคนสุดท้ายที่ไม่ยอมทิ้งบ้านเกิด ก็ประกาศว่าเสียชีวิตในปีเดียวกัน เธอไม่น่าจะหนีออกมาจากดาว 7444 ได้ แต่...ผมไม่พบร่องรอยการโกหก”
ว่านหยาร้อนใจรีบพูด “หนูไม่ได้โกหก เื่ดาวร้างเป็เื่โกหก พวกเราไม่ได้สูญพันธุ์ พวกเรายังดิ้นรนเอาชีวิตรอดอยู่บนดาว 7444 ทุกคนพยายามอย่างเต็มที่ที่จะส่งหนูและคนอื่น ๆ ออกมา เพียงเพื่อที่จะส่งเสียงของชนเผ่าว่านฉีออกไป แต่คนเลวพวกนั้นจับได้ พวกเขาตามล่าพวกเราตลอด หนูจึงต้องขายตัวเองเพื่อหนี... ฮือ ๆ... หนูไม่ได้ตั้งใจโกหก ขอร้องอย่าส่งหนูกลับไป”
ในที่สุดน้ำตาที่เธอกัดฟันกลั้นเอาไว้ก็ไหลรินอาบแก้ม ลู่จินกู้รู้สึกได้ว่าเธอกลัวจริง ๆ “ถ้าถูกส่งกลับไป พวกนั้นต้องถามเหตุผลที่ส่งคืนสินค้าแน่ ถ้าคนที่จับหนูมาเก่งกาจมากหน่อย อาจจะตามรอยมาถึงนี่ก็ได้ค่ะ”
แต่คำพูดของว่านฉีหยา ก็น่าแปลกอยู่บ้าง
“ดาวร้าง... จะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้จริง ๆ เหรอ?” ลู่จินกู้ขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยถาม “เธอบอกว่ามีคนเลวจับตัวเธอมา พวกนั้นเป็ใคร?”
ว่านฉีหยาส่ายหน้า “หนูไม่รู้ หนูเกิดตอนที่ดาว 7444 กำลังจะกลายเป็ดาวร้าง ผู้รู้ในเผ่าััได้ถึงความผิดปกติ จึงปกปิดตัวตนของหนูกับเพื่อน ๆ ไว้ พวกเราไม่เคยออกไปไหนเลย เพราะกลัวว่าจะถูกพบเข้า…”
เธอร้องไห้จนสะอื้น “ไม่รู้... ฮึก... ว่าคนที่หนีออกมาได้... ฮึก... เป็ยังไงบ้าง…”
ลู่จินกู้แลกสายตากับอีธาน สีหน้าเขาเคร่งขรึมพลางพูดขึ้น “เื่นี้เื้ัต้องมีแผนการร้ายอะไรบางอย่าง ฉันต้องรีบไปแจ้งหัวหน้า”
ลู่จินกู้ก็คิดแบบนั้น ถ้าดาวร้างเป็เื่โกหก
งั้นใครเป็คนกุเื่นี้ขึ้นมา? แล้วมีจุดประสงค์อะไร?
ไม่อยากจะคิดเลยว่าบนดาวเคราะห์หมายเลข 7400 เป็ต้นไป จะมีเผ่าพันธุ์แบบเดียวกับเผ่าของว่านฉีหยาอยู่อีกเท่าไหร่
“ตามนั้น คุณไปเถอะ” ลู่จินกู้ยอมรับความคิดของอีธาน
แต่ว่าว่านฉีหยากลับใสุดขีด “ไม่ได้ บอกไม่ได้ หนู...”
เพราะหวาดกลัวจนเกินไป เด็กสาวตัวสั่นจนพูดไม่ออก
ลู่จินกู้มองดูก็รู้สึกสงสาร จึงอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือออกไปโอบกอดเธอ ความอบอุ่นที่โถมเข้ามาอย่างกะทันหัน ทำให้ว่านฉีหยาแข็งค้างไปทั้งตัว
“อย่ากลัวไปเลย” ลู่จินกู้ลูบหลังเธอเบา ๆ “ไม่ต้องกลัวนะ ฟังฉันพูดก่อน ชนเผ่าของเธออาจกำลังเผชิญกับแผนร้าย ้าความช่วยเหลือจากคนอื่น และกู้ตั๋วอาจเป็คนที่ช่วยเธอได้”
เด็กสาวที่ตัวสั่นเทิ้มชะงักไปครู่หนึ่ง
“กู้ตั๋ว? คือคนของตระกูลกู้ที่เก่งกาจมากคนนั้นเหรอ?”