ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานของหลงเฟิงอีกครั้งหลังจากเงาของแม่ทัพเซียวอวิ๋นจางหายไป ข้อเสนอ "ลดราคาเสบียงลงครึ่งหนึ่ง" ไม่ใช่เื่ล้อเล่น ในยุคที่การขนส่งยากลำบากและพ่อค้ากักตุนสินค้าเพื่อปั่นราคา การจะทำตามคำท้านั้นหากไม่ใช้เล่ห์เหลี่ยมชั้นสูง ก็ต้องใช้การปฏิวัติระบบการผลิตครั้งใหญ่
"อาเฟิง... เ้าบ้าไปแล้วหรือ" เถ้าแก่เฉินที่แอบฟังอยู่หลังม่านเดินออกมาด้วยใบหน้าซีดเผือด "เสบียงกองทัพคือเส้นเืใหญ่ของแคว้น หากเ้าทำพลาด ไม่ใช่แค่ร้านจะถูกปิด แต่หัวของพวกเราจะไปแขวนอยู่บนยอดกำแพงเมืองนะ!"
หลงเฟิงหยิบกระดาษแผ่นใหม่มากาง พลางขีดเขียนตัวเลขและวาดแผนผังที่เถ้าแก่ไม่เข้าใจ "เถ้าแก่ ท่านรู้ไหมว่าทำไมเสบียงถึงแพง ไม่ใช่เพราะข้าวหายาก แต่เพราะมันเสียค่าแป๊ะเจี๊ยะระหว่างทาง ค่าฝากคลังสินค้า และการจัดการที่สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุต่างหาก"
เขามองเห็นภาพรวมเหมือนการบริหารแบบเน้นประสิทธิภาพในโลกก่อน "ข้าไม่ได้จะไปบังคับให้ชาวนาขายถูกลง แต่ข้าจะตัดสิ่งที่ 'ไม่จำเป็' ออกให้หมด"
หลงเฟิงเริ่มลงมือทันที เขาไม่ได้พุ่งไปที่ตลาดค้าข้าวใหญ่ที่ถูกมาเฟียคุมอยู่ แต่พุ่งไปที่ "โรงเรือนไม้" และ "กลุ่มแรงงานกรรมกร" ท้ายเมือง เขาใช้เงินทุนก้อนสุดท้ายจ้างช่างไม้ฝีมือดีมาสร้าง "เกวียนแบบใหม่" ที่มีการติดตั้งแกนล้อแบบลื่นไหลและระบบ่ล่างที่รับน้ำหนักได้มากขึ้น
"เกวียนพวกนี้จะขนได้มากกว่าเดิมสองเท่า และใช้แรงม้าน้อยลง" หลงเฟิงอธิบายให้ช่างไม้ฟัง "และที่สำคัญ เราจะไม่ขนข้าวสาร... แต่เราจะขน 'ข้าวเปลือก' แล้วไปสีข้าวที่ค่ายทหารแทน"
การขนข้าวเปลือกช่วยลดปัญหาข้าวเน่าเสียหรือความชื้นระหว่างทาง และรำข้าวที่ได้จากการสีในค่ายยังใช้เป็อาหารม้าได้อีกด้วย นี่คือการเพิ่มมูลค่าที่คนยุคโบราณนึกไม่ถึง เขายังเริ่มเจรจากับกลุ่มเกษตรกรในพันธมิตรเดิม โดยเสนอระบบ "รับประกันราคา" หากปีนี้ผลผลิตล้นตลาด เขาก็ยังจะรับซื้อในราคาเดิม ทำให้ชาวนามีความมั่นใจและยอมขายให้เขาเพียงผู้เดียวโดยไม่สนพ่อค้าคนกลาง
ในขณะที่หลงเฟิงกำลังหมกมุ่นอยู่กับการวางระบบเสบียง หลงเทียน บุตรชายภรรยาเอกเริ่มรู้สึกว่าสถานะของตนในจวนอ๋องสั่นคลอน เมื่อชินอ๋องเริ่มกล่าวถึง "ลูกนอกสมรส" บ่อยขึ้น แม้จะเป็การด่าทอ แต่ก็แฝงไปด้วยความประหลาดใจในความสามารถ
"ข้าจะปล่อยให้มันเด่นไปมากกว่านี้ไม่ได้" หลงเทียนกระซิบกับคนสนิท "ไปสืบดูว่ามันกำลังทำอะไรกับเสบียงกองทัพ หากมันคิดจะส่งของให้แม่ทัพเซียว... เราก็แค่ 'วางเพลิง' คลังสินค้าของมันเสีย"
แผนการชั่วร้ายเริ่มถูกร่างขึ้นในเงามืด หลงเทียนจ้างมือดีจากสำนักคุ้มภัยนอกรีตให้เตรียมลงมือในคืนที่พระจันทร์มืดมิดที่สุด
หลงเฟิงรู้ดีว่าความลับไม่มีในโลก เขาจึงสร้าง "ข่าวลวง" ขึ้นมา เขาจงใจปล่อยข่าวในหอวารีเร้นว่าคลังเสบียงใหญ่ของเขาอยู่ที่โกดังริมน้ำทางทิศตะวันออก ทั้งที่ความจริงแล้ว เขาใช้ระบบ "กระจายคลังสินค้า" โดยฝากข้าวไว้ตามบ้านของเกษตรกรพันธมิตรหลายร้อยแห่ง
"คืนนี้จะมีคนมาเยี่ยมเราแน่" หลงเฟิงกล่าวกับ 'จางซาน' อดีตทหารผ่านศึกที่เขาจ้างมาเป็หัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัย "ให้คนของเราเตรียมถังน้ำไว้ แต่ไม่ต้องจับตาย ข้า้า 'พยาน' "
เป็ไปตามคาด กลางดึกคืนนั้นกลุ่มชายชุดดำบุกเข้าเผาโกดังริมน้ำทางทิศตะวันออก เปลวไฟพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า แต่ทว่า... เมื่อประตูโกดังถูกพังเข้าไป สิ่งที่อยู่ข้างในไม่ใช่ข้าวสารมหาศาล แต่เป็เพียงกองฟางแห้งและไหเปล่าที่หลงเฟิงเตรียมไว้เร่งไฟให้ดูรุนแรง
"ติดกับแล้ว!" จางซานนำคนล้อมจับกลุ่มนักวางเพลิงได้คาสนาม
รุ่งเช้า หลงเฟิงไม่ได้ไปแจ้งความที่กรมเมืองเพราะเขารู้ว่าเป็พวกของชินอ๋อง แต่เขาเลือกที่จะนำตัวผู้วางเพลิงไปยัง ค่ายทหารของแม่ทัพเซียวอวิ๋น โดยตรง!
"เรียนท่านแม่ทัพ ข้ามีของขวัญมามอบให้" หลงเฟิงกล่าวขณะที่เหล่านักวางเพลิงคุกเข่าตัวสั่นอยูเบื้องหน้า "คนพวกนี้พยายามเผาเสบียงที่จะส่งให้กองทัพของท่าน และที่สำคัญ... พวกเขามีป้ายหยกของคนในจวนชินอ๋องติดตัวอยู่"
เซียวอวิ๋นมองดูป้ายหยกนั้นด้วยสายตาเย็นเยือก "ชินอ๋องกล้าแตะต้องเสบียงของข้าเชียวหรือ? หลงเฟิง... เ้าทำหน้าที่ได้ดีกว่าที่ข้าคิด"
"ข้าทำเพื่อความมั่นคงของกิจการข้าครับท่านแม่ทัพ" หลงเฟิงตอบอย่างถ่อมตัว "และนี่คือรายการเสบียงงวดแรกที่ข้าจัดเตรียมเสร็จสิ้น ราคาถูกกว่าที่ท่านเคยซื้อถึงหกส่วน... ไม่ใช่แค่ครึ่งเดียว"
เซียวอวิ๋นเลิกคิ้วขึ้น "หกส่วน เ้าไม่ได้โกงมาตราส่วนของข้าใช่ไหม?"
"ท่านตรวจเช็คได้ทุกถัง ข้าใช้ระบบการจัดการแบบใหม่ที่เรียกว่า 'การลดขั้นตอนส่วนเกิน' ข้าไม่ได้ลดคุณภาพของ แต่ข้าลดความโง่เขลาของการบริหารงานแบบเก่าต่างหาก"
แม่ทัพเซียวอวิ๋นหัวเราะออกมาเป็ครั้งแรก เสียงหัวเราะของเขาน่าเกรงขามจนทหารรอบข้างต้องก้มหัว "หลงเฟิง เ้าช่างเป็มนุษย์ที่ประหลาดนัก จากนี้ไป ข้าจะประกาศว่าร้านรวงข้าวทองและหอวารีเร้นอยู่ภายใต้การคุ้มครองของกองทัพเหนือ ใครที่กล้าแตะต้องเ้า ก็เท่ากับประกาศากับข้า!"
นี่คือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่กว่าเงินทอง หลงเฟิงได้รับอำนาจคุ้มครองเด็ดขาดที่แม้แต่ชินอ๋องยังต้องยั้งมือ เมื่อหลงเฟิงเดินออกจากค่ายทหาร เขามองไปที่ท้องฟ้าอันกว้างไกล ความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักหายไปเป็ปลิดทิ้ง เขารู้ว่าตอนนี้เขามีเกราะคุ้มกันที่แข็งแกร่งที่สุดในแผ่นดินแล้ว
"เส้นทางยังอีกไกล..." หลงเฟิงยิ้มกับตัวเอง "ดูท่าข้าต้องรีบขยายกิจการให้ครอบคลุมทั้งแคว้นเสียแล้วสิ ชีวิตพนักงานออฟฟิศมันจบไปแล้วจริงๆ"
บรรยากาศภายในจวนชินอ๋องวันนี้หนักอึ้งราวกับมีเมฆดำปกคลุม แจกันหยกขาวเนื้อดีถูกปาลงบนพื้นหินอ่อนจนแตกละเอียดเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อย เศษหยกกระเด็นไปโดนหน้าแข้งของ หลงเทียน จนมีเืซึมออกมา แต่ชายหนุ่มกลับไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวหรือส่งเสียงร้อง
ชินอ๋อง หอบหายใจด้วยความโกรธเกรี้ยว ดวงตาที่เคยเยือกเย็นบัดนี้แดงก่ำด้วยโทสะ "โง่เขลา ข้าเลี้ยงเ้ามาให้เป็ผู้สืบทอด แต่เ้ากลับทำงานพลาดง่ายๆ แถมยังทิ้งหลักฐานมัดตัวไปถึงมือแม่ทัพเซียว เ้าหาเื่ให้ข้าต้องถูกตรวจสอบจากทางราชสำนักรู้หรือไม่!"
"ท่านพ่อ... ข้าเพียงแต่้าสั่งสอนมัน ข้าไม่คิดว่ามันจะเล่ห์เหลี่ยมจัดเช่นนี้" หลงเทียนคุกเข่าก้มหน้าต่ำ น้ำเสียงสั่นเครือ
"มันไม่ใช่คนที่เ้าจะเขี่ยทิ้งได้ง่ายๆ อีกต่อไป" ชินอ๋องทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้แกะสลัก "มันมีป้ายอาญาสิทธิ์ขององค์ชายใหญ่ และตอนนี้ยังมีกองทัพเหนือหนุนหลัง หากข้าลงมือโดยพลการ จะเป็การเปิดช่องให้ศัตรูทางการเมืองรุมกินโต๊ะข้าได้"
ชินอ๋องนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแสยะยิ้มที่ชวนขนลุก "ในเมื่อกฎหมายและกำลังทำอะไรมันไม่ได้ เราก็ต้องใช้ 'ความกตัญญู' บีบมัน... ส่งคนไปสืบดูว่าแม่นมของมันที่เคยเลี้ยงดูมันมาอยู่ที่ไหน หากข้าจำไม่ผิด นางถูกส่งไปทำงานหนักที่โรงซักล้างชายป่ามิใช่หรือ"
หลงเทียนเงยหน้าขึ้น ดวงตาฉายแววชั่วร้ายออกมาทันที "ท่านพ่อฉลาดยิ่งนัก หลงเฟิงเป็คนจิตใจอ่อนไหวมาแต่ไหนแต่ไร หากนางอยู่ในมือเรา มันย่อมต้องคลานกลับมาคุกเข่าอ้อนวอนท่านที่จวน"
ในขณะที่แผนชั่วร้ายกำลังก่อตัว ที่ร้านรวงข้าวทอง หลงเฟิงไม่ได้นิ่งนอนใจ เขารู้ดีว่าชัยชนะเหนือแม่ทัพเซียวเป็เพียงการยื้อเวลาเท่านั้น เขาเริ่มใช้ทักษะการบริหารคน ที่เคยเรียนรู้มาสร้าง "ความจงรักภักดี" ให้กับลูกจ้าง
เขาสั่งจัดตั้ง "กองทุนสวัสดิการ" สำหรับพนักงาน ใครเจ็บป่วยร้านจ่ายค่าหมอ ใครมีลูกหลานอยากเรียนหนังสือร้านมีทุนให้ และที่สำคัญที่สุด เขาจัดระบบการทำงานเป็ "กะ" เพื่อไม่ให้พนักงานทำงานหนักเกินไปเหมือนตัวเขาในชาติก่อน
"จำไว้" หลงเฟิงกล่าวต่อหน้าลูกจ้างกว่าห้าสิบชีวิต "ร้านรวงข้าวทองไม่ใช่ของข้าคนเดียว แต่มันคือหม้อข้าวของพวกเราทุกคน หากใครคิดทรยศ ก็เท่ากับทำลายหม้อข้าวของตัวเองและครอบครัว"
สายตาที่พนักงานมองมายังหลงเฟิงเปลี่ยนจากความเกรงกลัวเป็ความเลื่อมใส บรรยากาศในการทำงานที่เต็มไปด้วยความสุขส่งผลให้รสชาติอาหารและบริการยอดเยี่ยมขึ้นไปอีกขั้น จนแเื่ต่างพากันบอกต่อว่าร้านนี้มี "ิญญา" ของความเป็กันเองอย่างประหลาด
ยามเย็น ขณะที่หลงเฟิงกำลังตรวจสอบแบบแปลกโกดังข้าวแห่งใหม่ ชายชราท่าทางรุ่ยร่ายคนหนึ่งได้นำจดหมายเก่าๆ มามอบให้ที่หน้าประตูร้าน ก่อนจะรีบวิ่งหนีหายไปในความมืด
หลงเฟิงขมวดคิ้ว มือเรียวยาวเปิดจดหมายออกดู ทันทีที่เห็นลายมือที่คุ้นเคย หัวใจของเขาก็เต้นผิดจังหวะ
"คุณชายเล็ก... หากท่านยังจำแม่นมจางได้ โปรดมาพบนางที่ศาลเ้าเก่านอกเมืองในยามสาม นางกำลังป่วยหนักและ้าพบท่านเป็ครั้งสุดท้าย"
"แม่นมจาง..." หลงเฟิงพึมพำ ความทรงจำของเ้าของร่างเดิมพุ่งพล่านขึ้นมาทันที นางคือคนเดียวในจวนอ๋องที่เคยแบ่งข้าวก้นบาตรให้เขากินในยามที่เขาถูกทิ้งให้อดอยาก นางเปรียบเสมือนมารดาแท้ๆ ที่หล่อเลี้ยงชีวิตเขาไว้
"คุณชาย มีอะไรหรือเปล่าครับ" จางซาน หัวหน้าหน่วยความปลอดภัยเดินเข้ามาถามเมื่อเห็นสีหน้าของหลงเฟิงซีดลง
หลงเฟิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ทักษะนักวิเคราะห์ในตัวเขากำลังส่งสัญญาณเตือนภัย "กับดัก... นี่คือกับดักที่เขียนด้วยลายมือของคนที่ข้ารักที่สุด"
เขาเริ่มวิเคราะห์ตามหลักตรรกะความเป็ไปได้ แม่นมจางถูกส่งไปอยู่โรงซักล้างที่ห่างไกล จะมาถึงศาลเ้านอกเมืองได้อย่างไรโดยไม่มีใครช่วย
ลายมือนี้สั่นเครือเหมือนถูกบังคับให้เขียน เวลาที่นัดหมายคือยามสามหรือ่ตีหนึ่ง ซึ่งเป็เวลาที่มืดและเปลี่ยวที่สุด
"จางซาน เตรียมคนของเราให้พร้อม" หลงเฟิงพับจดหมายเก็บเข้าอกเสื้อ ดวงตาที่เคยอ่อนโยนกลับกลายเป็เย็นเยียบ "ในเมื่อพวกเขาอยากเล่นเกมล่าพยัคฆ์ ข้าก็จะจัด 'ละครฉากใหญ่' ให้พวกเขาดู"
เมื่อถึงยามสาม ท่ามกลางสายหมอกที่ลงจัด ศาลเ้าเก่าแก่ท้ายเมืองดูน่าสยดสยองราวกับสุสาน รถม้าธรรมดาคันหนึ่งแล่นมาจอดนิ่งสนิท หลงเฟิงในชุดผ้าคลุมสีดำก้าวลงจากรถเพียงลำพัง เขาก้าวเดินเข้าไปในศาลเ้าที่เงียบสงัด
"แม่นม... ท่านอยู่ที่นี่หรือไม่" เขาะโถาม เสียงก้องกังวานไปตามโถงร้าง
ทันใดนั้น เสียงหัวเราะแหลมสูงก็ดังขึ้นจาก้าขื่อไม้ พร้อมกับการปรากฏตัวของกลุ่มชายชุดดำกว่ายี่สิบคนล้อมรอบตัวเขาไว้ และที่ใจกลางศาลเ้า หลงเทียนเดินออกมาด้วยสีหน้าผู้ชนะ ในมือเขาถือดาบเล่มงาม
"เ้ามันโง่ไม่เปลี่ยน หลงเฟิง" หลงเทียนหัวเราะ "เพียงแค่เศษกระดาษแผ่นเดียว เ้าก็คลานมาหาความตายถึงที่นี่"
หลงเฟิงยังคงยืนนิ่ง ไม่แสดงท่าทีหวาดกลัว "แม่นมอยู่ที่ไหน"
"นางน่ะหรือ? อยู่ในกรงขังที่โรงซักล้างตามเดิมนั่นแหละ จดหมายนั่นข้าให้คนปลอมลายมือขึ้นมาเอง" หลงเทียนก้าวเข้ามาใกล้ "วันนี้แม่ทัพเซียวหรือองค์ชายใหญ่ก็ช่วยเ้าไม่ได้ เพราะเ้าเป็คนออกมาหาที่ตายเองภายนอกเขตคุ้มครอง"
"ข้ารู้... ข้าถึงได้ไม่ได้มาคนเดียว" หลงเฟิงยกยิ้มมุมปาก
ทันใดนั้น เสียงพลุสัญญาณก็ดังพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า
จากเงามืดหลังพุ่มไม้และบนหลังคาศาลเ้า กลุ่มทหารในชุดเกราะของกองทัพเหนือที่หลงเฟิง "ยืมตัว" มาจากแม่ทัพเซียวโดยแลกกับสูตรถนอมอาหารสำหรับเดินป่า พุ่งออกมาปิดล้อมพวกของหลงเทียนทันที
"นี่มันอะไรกัน! เ้าพวกทหารเหนือมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร" หลงเทียนหน้าซีดเผือด
"ข้าเขียนรายงานส่งไปที่ค่ายทหารเหนือั้แ่ตอนหัวค่ำแล้วว่ามี 'โจรป่า' ซุ่มวางแผนปล้นขบวนเสบียงที่ข้ากำลังจะจัดส่ง" หลงเฟิงเดินเข้าไปหาหลงเทียนที่กำลังสั่นเทิ้ม "เ้าไม่ได้กำลังคุยกับหลงเฟิงที่อ่อนแอคนเดิม แต่เ้ากำลังคุยกับคนที่ใช้ 'ทรัพยากร' ทุกอย่างที่มีเพื่อกำจัดศัตรู"
การปะทะกันเกิดขึ้นเพียงครู่เดียว กลุ่มนักฆ่าที่หลงเทียนจ้างมาไม่อาจสู้ทหารอาชีพที่ผ่านศึกามาได้ หลงเทียนถูกจับกดลงกับพื้นดินอย่างหมดสภาพ
"เ้าจะฆ่าข้าหรือ!" หลงเทียนะโ "ข้าเป็พี่ชายเ้านะ!"
"ฆ่าเ้าไปมือข้าก็เปื้อนเปล่าๆ" หลงเฟิงก้มลงมองพี่ชายด้วยสายตาเวทนา "ข้าจะส่งตัวเ้าและลูกน้องไปให้กรมเมือง... แต่ไม่ใช่ในฐานะคุณชายจวนอ๋อง แต่ในฐานะ 'หัวหน้ากลุ่มโจร' ที่พยายามลักพาตัวที่ปรึกษาของกองทัพเหนือ ข้าอยากรู้นักว่าท่านพ่อจะออกหน้าช่วยเ้าอย่างไรในเมื่อป้ายหยกของเ้าตกอยู่ในมือข้าแล้ว"
หลงเฟิงเก็บป้ายหยกที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาอย่างใจเย็น เขาไม่ได้สะใจกับชัยชนะ แต่เขากำลังกังวลถึงความปลอดภัยของแม่นมจาง
"จางซาน" หลงเฟิงหันไปสั่งการ "พาคนไปที่โรงซักล้างชายป่าทันที พาแม่นมจางออกมาให้ได้ ใครขวางทางให้โชว์ตราของแม่ทัพเซียว หากยังไม่ยอม... ก็ให้จัดการขั้นเด็ดขาด"
ค่ำคืนนั้นสิ้นสุดลงด้วยความปราชัยยับเยินของหลงเทียน ข่าวเื่ "คุณชายรองจวนอ๋องเป็หัวหน้าโจร" แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงในเช้าวันต่อมา ชินอ๋องต้องเอาหน้าแทรกแผ่นดินหนี และถูกฮ่องเต้เรียกตัวเข้าวังเพื่อสอบสวนเื่ความประพฤติของบุตรชาย
หลงเฟิงยืนอยู่ที่ระเบียงหอวารีเร้น มองดูแสงแรกของวันใหม่ที่เริ่มสาดส่อง เขารู้ว่านี่เป็เพียงการตัดกิ่งก้านของต้นไม้พิษ แต่ตราบใดที่ "รากแก้ว" อย่างชินอ๋องยังอยู่ เขายังไม่อาจนิ่งนอนใจได้
"ชีวิตในที่ทำงานเดิมสอนว่า... ถ้ากำจัดหัวหน้าแผนกไม่ได้ ก็ต้องไต่เต้าให้สูงกว่าเขา" หลงเฟิงจิบชาหอมหมื่นลี้ "และตอนนี้ข้าก็เริ่มเห็นทางที่สูงกว่านั้นแล้ว"
ยาวไปเลยพิมพ์นิ้วไหม้555
ขอให้อ่านกันอย่างสนุกน้าา