หลังจากการพบกันโดยบังเอิญในวันนั้นก็ผ่านมากว่าหนึ่งเดือนแล้ว และวันนี้ก็เป็อีกหนึ่งวันที่หลงเจิ้งมาเยือนร้านอวี้ไป่ไช่ แน่นอนว่าเด็กชายต้องมาซื้อผักดอง เพียงแต่ว่าผักดองที่เขาซื้อนั้นแตกต่างจากที่ขายกันในร้านตามปกติ และนั่นก็สร้างความไม่พอใจให้แก่เสี่ยวหลิงที่แวะมาเยี่ยมเยียนสหายในวันนี้เป็อย่างมาก
“เ้าเด็กนี่ชอบกลนัก เหตุใดจึงมาสั่งอาหารในร้านขายผักดองกันเล่า? เ้าก็เหมือนกันเสี่ยวอัน! จะคล้อยตามไปทำไม?” ดรุณีน้อยชี้นิ้วตวาดแหว คิ้วขมวดั์ตาเบิกโพลงประหนึ่งนางมารร้าย ทว่าสองแก้มที่พองกลมเพราะเต้าหู้ทอดนั้นกลับลบภาพความดุดันไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงเด็กสาวผู้ไม่พอใจที่ถูกแย่งสหายไปเท่านั้น
“อย่างไรเสียข้าก็ต้องกินมื้อเช้าอยู่แล้ว ทำเพิ่มให้เด็กน้อยสักที่ย่อมไม่ลำบากหรอก” เหล่าอันกล่าวยิ้มๆ พลางวางถ้วยข้าวที่เพิ่งตักมาลงตรงหน้าเสี่ยวหลิง “เ้าเองก็อย่าเอาแต่กินเต้าหู้ทอดเลย นั่งลงกินมื้อเช้าสักหน่อยจะเป็ไร”
‘เซียนอย่างเ้าหรือจะต้องทำอาหารกินทุกวัน? ลำพังกุศลที่ได้รับทุกวันก็มากเกินพอแล้วไม่ใช่หรืออย่างไร?’ เสี่ยวหลิงเถียงมาทางกระแสจิต ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็เป็สหายของนางเองที่ใจอ่อนยอมลำบากหุงหาอาหารให้เด็กไร้มารยาทผู้นี้ มีอย่างที่ไหนมาซื้อผักดองแต่เรียกร้องของให้เ้าของร้านลงมือทำอาหารจากผักดองด้วยตัวเอง แถมไม่ใช่แค่ครั้งสองครั้ง จากคำบอกเล่าของเซียงหลันเ้าเด็กน่าตายผู้นี้มารบกวนสหายของนางทุกวันตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาเลยทีเดียว
‘ถือเสียว่าข้าทำอาหารให้หลันหลันด้วยอย่างไรเล่า’ แล้วเหล่าอันก็เอาตัวรอดไปอย่างไหลลื่นอีกครั้ง ส่วนเซียงหลันผู้ถูกกล่าวถึงก็กำลังแย่งผัดผักดองกับหลงเจิ้งอย่างเอาเป็เอาตาย ั้แ่นางเริ่มหยิบจับช่วยงานได้ท่านอาเซี่ยก็มอบหมายให้นางรับผิดชอบมื้ออาหารของตัวเอง จึงเป็เวลานานหลายปีแล้วที่ท่านเหล่าไม่ได้ทำอาหารให้นางกิน เมื่อมีโอกาสได้ชิมรสมือของท่านพี่บุญธรรมที่เคารพรักเช่นนี้แล้วนางจะยอมให้เด็กที่ไหนไม่รู้มาแย่งไปได้อย่างไร
ฝ่ายหลงเจิ้งก็มิยอมแพ้ แต่เล็กจนถึงเดี๋ยวนี้เขาไม่เคยชอบกินผัก ทว่าผักดองฝีมือผู้แซ่เ่าั้กลับต่างออกไป รสชาติเปรี้ยว เค็ม หวาน กำลังพอดี ทั้งยังมีพลังงานมากมายอัดแน่นอยู่ทำให้เขาเจริญอาหารเป็อย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้นกลิ่นอายรอบตัวของผู้แซ่เหล่าก็ชวนให้รู้สึกผ่อนคลายอย่างน่าประหลาดจนเขาอยากอยู่ด้วยนานๆ และด้วยเหตุผลทั้งหมดทั้งมวลนี้เองที่ทำให้บุตรชายคนโตของแม่ทัพหลงแทบจะมาขลุกอยู่ที่ร้านอวี้ไป่ไช่ทุกครั้งที่ว่างจากการร่ำเรียน
“พวกเ้าสองคนจะแย่งกันไปทำไม ค่อยๆ กินสิหากไม่พอข้าไปทำให้ใหม่ก็ได้” เหล่าอันหันมาเห็นหนึ่งเด็กโตกับหนึ่งเด็กเล็กห้ำหั่นกันเพราะเื่อาหารแล้วก็อดไม่ได้ที่จะสั่งสอน ตลอดหนึ่งเดือนมานี้เด็กสองคนก็เอาแต่แย่งกันกินตลอด ทั้งๆ ที่เขาก็ทำอาหารออกมาเป็จำนวนมากพอแล้วแท้ๆ
“จริงหรือขอรับ? ท่านทำให้ข้าห่อกลับไปกินที่บ้านด้วยได้ไหม?” เด็กชายแซ่หลงไม่ได้สนใจที่ถูกตำหนิแต่กลับหันมาถามด้วยดวงตาเป็ประกาย ั้แ่พวกองครักษ์คาบข่าวไปบอกบิดาว่าเขาสามารถกินผักได้แล้วสำรับกับข้าวของเขาก็ต้องมีผักสีเขียวๆ รสชาติยอดแย่ร่วมอยู่ด้วยเสียทุกครั้งไป หากเป็ไปได้เขาก็อยากกินอาหารรสมือของเถ้าแก่เหล่ามากกว่า
“นั่นมันจะไม่มากไปหน่อยหรืออย่างไร? เสี่ยวอันทำมื้อเช้าให้เ้าแล้วยังต้องทำมื้อกลางวันให้เ้าอีกหรือ?” เสี่ยวหลิงที่เพิ่งจะกลืนเต้าหู้ทอดลงคอแยกเขี้ยวขู่ นางรู้สึกชังน้ำหน้าเด็กผู้นี้เป็อย่างยิ่ง
“ข้าอยากได้มื้อกลางวันกับมื้อเย็นด้วยต่างหาก อีกอย่างข้าเป็ลูกค้าจ่ายเงินซื้อถูกต้อง เช่นนี้แล้วจะกล่าวว่าเกินไปได้อย่างไร?” หลงเจิ้งย้อนกลับอย่างมีเหตุผลเสียจนเสี่ยวหลิงถึงกับชะงักไปอึดใจหนึ่ง อย่างไรก็ตามธิดาจิ้งจอก์หรือจะยอมแพ้โดยง่าย
“เพ้ย! นี่ร้านขายผักดองมิใช่ร้านอาหารนะ”
“ข้าก็ซื้อผักดองนี่นาผิดตรงไหนกัน? จริงหรือไม่ขอรับท่านเหล่า” แน่นอนว่าหลงเจิ้งเองก็สู้สุดตัว เพื่อผักดองที่รักแล้วแม้ต้องต่อปากต่อคำเหมือนคนไร้มารยาทไปบ้างเขาก็ยินดีที่จะทำ ส่วนเหล่าองครักษ์ที่ยืนอารักขาอยู่ตรงมุมห้องก็ได้แต่กัดฟันข่มน้ำตาไม่ให้ไหลออกมา นายน้อยผู้สุขุม ฉลาดเฉลียว และน่าเกรงขามผู้นั้นหายไปอยู่ที่ใดกัน เหตุใดจึงกลายเป็เด็กปากดีคนหนึ่งไปได้?
ฝ่ายเหล่าอันผู้ไม่ได้รับรู้ถึงความปวดใจของเหล่าองครักษ์ก็ได้แต่ยิ้มบางอย่างอ่อนใจเมื่อถูกกล่าวถึง ก่อนจะปฏิเสธโดยอ้อมว่า “หากทำกับข้าวทิ้งไว้นานจะเสียรสชาติ มิสู้เ้าซื้อผักดองให้คนครัวที่บ้านนำไปทำอาหารจะดีกว่าหรือ?” ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากทำกับข้าวให้หลงเจิ้งกิน แต่เขาอยากให้เด็กชายได้กินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ มากกว่าของเย็นชืดที่ทำเอาไว้นานแล้ว ทว่าคำแนะนำของเขากลับถูกปัดทิ้งอย่างไม่ไยดี
“แบบนั้นข้าก็ไม่ได้พบหน้าท่านสิ!” หลงเจิ้งขึ้นเสียง และนั่นก็ทำให้เสี่ยวหลิงชี้หน้าเขา กล่าวโทษว่า “นั่นไง! เ้ามีแผนร้ายจริงๆ ด้วย”
“แผนร้ายอันใด? ข้าเพียงแค่อยากพบหน้าท่านเหล่าอันเท่านั้น”
“เ้าจะอยากพบเขาไปทำไมกัน? เ้าต้องมีแผนร้ายแน่ๆ!”
แล้วหนึ่งจิ้งจอก์ในร่างดรุณีวัยสิบห้ากับเด็กชายอายุไม่ถึงสิบขวบก็ปะทะคารมกันอย่างดุเดือด เหล่าอันเห็นว่าป่วยการจะห้ามจึงถอนหายใจเบาๆ แล้วรับประทานอาหารในส่วนของตนไปเงียบๆ เช่นเดียวกันกับเซียงหลันผู้ที่มีรอยยิ้มกว้างประดับบนใบหน้าเหตุเพราะศัตรูตัวฉกาจที่คอยแย่งกับข้าวของนางหันไปสนใจอย่างอื่นแล้ว
๐๐๐
กว่าลูกค้าประจำกับสหายสนิทจะเลิกรบกันก็เป็ตอนที่กับข้าวบนโต๊ะใกล้จะหมดแล้ว ทันทีที่ทั้งสองรู้ตัวว่าอาหารอันโอชะถูกแย่งไปจนเกือบหมด เสี่ยวหลิงกับหลงเจิ้งก็หันมาจับมือกันโวยวายใส่เซียงหลันแทน ฝ่ายเด็กสาวที่เจริญอาหารมากกว่าปกติก็มิได้สะทกสะท้าน นางเถียงว่า “พวกเ้าเมินอาหารของท่านพี่แล้วจะมาเรียกร้องอันใดอีกเล่า?”
เท่านั้นเองหนึ่งเด็กน้อยและหนึ่งจิ้งจอก์ก็ะเิโทสะออกมาทันที เดือดร้อนเหล่าอันต้องออกโรงห้ามทัพ ด้วยเกรงว่าห้องทำงานของตนจะเละเทะไปเสียก่อน ชายหนุ่มอาสาทำกับข้าวมาเพิ่มอีกหลายอย่าง ความวุ่นวายในยามเช้าจึงจบลงได้ในที่สุด
พอถึงยามซื่อ*หลงเจิ้งก็ต้องกลับไปร่ำเรียน ก่อนกลับเด็กชายยังอ้อนขอให้เหล่าอันทำอาหารมื้อกลางวันและมื้อเย็นให้ตน จนสุดท้ายเถ้าแก่หนุ่มก็ใจอ่อนยอมรับปากว่าจะส่งกับข้าวหนึ่งอย่างไปให้คุณชายสำหรับมื้อกลางวัน และมื้อเย็น แน่นอนว่านั่นทำให้หลงเจิ้งมีความสุขมาก เด็กชายยิ้มหน้าบานออกจากร้านไปด้วยท่าทีกระฉับกระเฉง มิได้มีเค้าของความอิดออดอย่างเช่นทุกวัน
*(10.00 น. - 11.59 น.)
“ดูเ้าจะถูกใจเด็กคนนั้นมาก” เสี่ยวหลิงเอ่ยกับเหล่าอันขณะที่ทั้งสองกำลังมองรถม้าของตระกูลหลงแล่นห่างออกไป
เถ้าแก่ร้านอวี้ไป่ไช่ได้ยินอย่างนั้นระบายลมหายใจพลางยิ้มอ่อน ตอบว่า “เขามีกลิ่นอายที่อยู่ด้วยแล้วรู้สึกสบายใจ หรือเ้าไม่เห็นด้วย?”
“จะปฏิเสธก็คงพูดได้ไม่เต็มปากนักหรอก” เสี่ยวหลิงถอนหายใจยาว บ่นว่า “ใครใช้ให้เ้าเด็กนั่นเป็ผู้ถือครองจิติญญาเซียนกันเล่า?”
ถูกแล้ว คุณชายหลงเจิ้งผู้นั้นคืุ์ที่มีจิติญญาของเซียน เื่นี้เหล่าอันเริ่มจับััได้ั้แ่ครั้งแรกที่พบกัน แต่ก็เพิ่งมั่นใจเมื่อไม่นานมานี้เอง อย่างไรก็ตามเขาก็ไม่แน่ใจนักว่าเด็กชายจะเป็คนที่เขากำลังเฝ้ารออยู่หรือไม่
“เ้าคิดว่าดวงจิตที่อยู่ในร่างหลงเจิ้งผู้นั้นจะเป็ท่านอิ๋งเทียนหรือเปล่า?”
“ใครจะรู้เล่า?” เสี่ยวหลิงตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก แล้วพูดต่อไปว่า “ธรรมดาแล้วเมื่อโอรส์ลงมาเผชิญด่านเคราะห์เซียนมากมายจะถูกส่งลงมาช่วยเหลือ หากมิใช่ครอบครัวหรือสหายสนิทก็คงไม่มีทางแยกแยะได้หรอกว่าจิตเซียนในร่างมนุษย์ผู้หนึ่งเป็จิตของเซียนท่านใด”
“เ้าเองก็สนิทกับผู้าุโอิ๋งมิใช่หรือ? เหตุใดจึงแยกแยะไม่ได้เล่า?”
“เ้าใช้เวลาอยู่กับท่านอาอิ๋งมากกว่าข้าเสียอีก หากเ้าแยกแยะไม่ได้แล้วข้าจะแยกแยะได้อย่างไรกันเล่า?”
“แล้ว...เ้าไม่คิดว่าเขามีส่วนคล้ายผู้าุโอิ๋งบ้างหรือ?” เหล่าอันยังคาใจ เพราะยิ่งรู้จักเด็กชายแซ่หลงมากขึ้นเท่าไร เขาก็ยิ่งรู้สึกคุ้นเคยมากขึ้นเท่านั้น
“คล้ายกัน?” เสี่ยวหลิงนิ่วหน้าอย่างไม่เห็นด้วย แล้วกล่าวต่อไปว่า “ท่านอาอิ๋งทั้งฉลาด สุขุม และเก่งเกจถึงเพียงนั้น ไม่เห็นเหมือนเ้าเด็กที่เอาแต่โวยวายเถียงผู้ใหญ่คันนั้นเลยสักนิด ที่จะเหมือนกันก็คงจะมีแต่เื่ที่ชอบกินอาหารฝีมือเ้ากระมัง?”
“นั่นสินะ...” เหล่าอันพึมพำกับตัวเอง เซียนหนุ่มนึกย้อนไปถึงยามที่หลงเจิ้งได้ลิ้มลองอาหารฝีมือเขาเป็ครั้งแรก สีหน้าเรียบเฉยแต่ั์ตาเป็ประกายวาววับนั้นช่างดูคุ้นตาจนใจของเขาหวั่นไหว ท่าทางการจับถ้วยข้าวและตะเกียบ ลำดับการคีบอาหาร ตลอดจนท่าทางการเคี้ยวก็ล้วนดูคุ้นตาไปหมด หากกล่าวว่าหลงเจิ้งผู้นี้คือท่านแม่ทัพัดำอิ๋งเทียนเขาก็จะเชื่ออย่างไม่คิดสงสัยเลย
‘แต่ถึงจะรู้ว่าเขาเป็ดวงจิตของท่านอิ๋งเทียนจริงหรือไม่ สุดท้ายเขาก็จดจำอะไรไม่ได้อยู่ดีนี่นะ’ เหล่าอันคิดพลางถอนหายใจยาวพลางบอกตัวเองว่าการไม่รู้ต่อไปอย่างนี้ก็อาจจะดีแล้ว
๐๐๐