บทที่4
เธอผวาเข้าไปที่โต๊ะแต่งตัวซึ่งเป็เฟอร์นิเจอร์อีกชิ้นหนึ่งซึ่งทำจากไม้โอ๊คเปิดลิ้นชักออกควานมือเข้าไปภายในและในที่สุดก็ได้ผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งซึ่งขมวดปมไว้ตรงมุม เืร้อนๆฉีดพร่างไปทั้งนวลแก้มเมื่อนิ้วมือกระทบเข้ากับวัตถุแข็งๆที่ห่ออยู่ด้วยผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นและคงอยู่จนเมื่อเธอซุกผ้าเช็ดหน้าลงในกันกระเป๋าถือของตัวเอง
อีริก้าบิดตัวอยู่ไปมาบนเตียงนอนในตอนเช้าวันรุ่งขึ้น้าอยู่เช่นนั้นให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้เพื่อหลีกเลี่ยงการที่จะต้องพบปะกับพ่อ เมื่อเธอเดินเข้าไปในห้องรับประทานอาหารเช้าปรากฏว่ามีเพียงลอเรนซ์เท่านั้นที่นั่งอยู่
“เช้าวันนี้ตื่นสายจริง” เขาพูดยิ้มๆดวงตาเป็ประกายอยู่ในแว่นกรอบทอง เขามีอายุแก่กว่าฟอเรสท์เพียงแค่ 2 ปีแต่ทว่าเรือนผมที่ค่อนข้างบางทำให้เขาดูแก่เกินอายุมาก
“ฉันหลับเพลินไปหน่อย” อีริก้าเฉไฉหยิบขนมปังมาทาแยม ก่อนที่จะรินกาแฟใส่ถ้วยให้ตัวเอง
“วานซ์ทานเสร็จแล้วแต่เขาขอให้ผมรออยู่มีเื่ฝากบอกถึงคุณไว้”
“เื่อะไรล่ะ?” อีริก้ากลั้นลมหายใจอย่างไม่รู้ตัวเลย
“เื่แรกก็คือให้ผมเตือนคุณว่าอย่าลืมนัดทานอาหารค่ำวันนี้ที่บ้านของเมนเดลสันส่วนเื่ที่สองก็คือคืนนี้ให้เชิญคุณแกรงเกอร์มาทานอาหารด้วยกัน”
สีหน้าของอีริก้าบอกความแปลกอย่างแท้จริงข้อความที่พ่อสั่งไว้เป็คำสั่งที่จะต้องปฏิบัติตามอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้แต่ที่น่าแปลกก็คือ ไม่เคยมีครั้งใดที่การรับเชิญออกไปรับประทานอาหารค่ำ วานซ์จะเชิญเพื่อนชายของเธอร่วมโต๊ะด้วย
“คุณมีส่วนในการเชิญชวนครั้งนี้ของพ่อด้วยหรือเปล่าล่ะลอเรนซ์?” รอยยิ้มอย่างรู้ทันฉาบขึ้นบนเรียวปาก
“ไม่มีใครกล้าไปช่วยวานซ์ตัดสินใจหรอก” แต่แววตาที่เปล่งประกายอยู่ของลอเรนซ์บอกให้รู้ว่าเขาจะต้องเป็คนเอ่ยชื่อฟอเรสท์ขึ้นในระหว่างการสนทนา “ผมคิดว่าเวลานี้วานซ์คงพอจะรู้แล้วละมังว่าคุณกับคุณแกรงเกอร์มีความสัมพันธ์ที่จะเป็จริงต่อกัน”
มันเป็การตั้งข้อสังเกตที่คล้ายๆจะล้วงถามเข้าไปในความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างเธอกับฟอเรสท์ แต่อีริก้ารู้ว่าคำตอบของเธอจะต้องล่วงรู้ไปถึงหูพ่อจนได้มันเป็วิธีทางอ้อมอีกวิธีหนึ่งที่พ่อให้เมื่อจะเข้ามาข้องเกี่ยวในชีวิตส่วนตัวของเธอโดยไม่จำเป็ต้องออกปากสอบถามด้วยตัวเอง
“ก็รู้สึกว่ายังเร็วไปหน่อยที่จะมั่นใจได้แต่มันก็เป็เื่จริงจังอยู่หรอก”แต่ที่อีริก้าบอกตัวเองก็คือเื่นี้เป็เื่จริงอย่างยิ่ง แต่ยังไม่้าจะยอมรับออกมาในเวลานี้จนกว่าเธอจะสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดอยู่ให้เสร็จสิ้นลงเสียก่อน “เดี๋ยวพอฉันออกไปร้านแล้วก็จะโทรศัพท์ไปบอกฟอเรสท์เขาให้รู้ตัวไว้ยังไม่รู้ว่าเย็นนี้เขาจะว่างหรือเปล่า”
“แล้วธุรกิจของคุณเป็ยังไงบ้างล่ะ?”
“ฉันคิดว่ามันก็คงจะทำให้พ่อแปลกใจอยู่ได้หรอกถ้าได้รับรายงานประจำเดือนของฉัน”
เธอยกถ้วยกาแฟขึ้นจิบสีหน้าเต็มไปด้วยความพอใจเป็เวลาปีกว่ามาแล้วที่อีริก้าได้พูดจาให้พ่อเห็นว่าเธออยากจะออกไปทำงานนอกบ้านอย่างน้อยมันก็ยังเป็เหตุผลอันดีที่จะได้ตื่นนอนแต่เช้าและมันก็เกี่ยวกับศักดิ์ศรีของพ่ออีก ถ้าจะปล่อยให้เธอไปทำงานกับคนอื่นในเมื่อเธอเป็ลูกสาวของวานซ์เวคฟิลด์ซึ่งอีริก้าก็รู้ว่าพ่อไม่แน่ใจเลยว่าเธอจะเอาจริงเอาจังในเื่กิจการงานที่ทำแค่ไหนดังนั้น เพียงเพื่อสนองความสำราญใจของเธอเขาจึงได้ออกทุนให้เธอเปิดร้านขายของเครื่องประดับจิปาถะสวยๆ งามๆซึ่งเป็ร้านเล็กๆ เลียบริมฝั่งแม่น้ำ
นอกเหนือจากลักษณะนิสัยประการอื่นๆแล้วอีริก้าก็ยังได้รับมรดกทางสายเืคือเป็คนที่มีไหวพริบปฏิภาณที่ฉับไวอีกด้วยดังนั้นในปลายปีแรกของการเปิดกิจการ ร้านของเธอก็กลายเป็ที่กล่าวขวัญถึงและบัดนี้ด้วยรสนิยมที่ไม่มีที่ติทั้งในเื่ของแฟชั่นและการบริหารงานอย่างฉลาดร้านของเธอก็เริ่มมีผลกำไรมาแสดงให้เห็นเนื่องจากว่าเธอมีหน้าที่ที่จะต้องรับผิดชอบไม่ว่ามันจะเป็ผลสำเร็จหรือจะต้องล้มลงดังนั้น อีริก้าจึงมีความยินดียิ่งนักที่จะแสดงตัวเลขของผลกำไรให้เขาเห็น
ทันทีที่ลอเรนซ์ลุกขึ้นจากโต๊ะรับประทานอาหารความคิดเกี่ยวกับเื่ร้านก็จางหายไปจากสมองทันทีสิ่งที่ทำให้อีริก้าเร่งรีบขึ้นมาทั้งๆที่ดื่มกาแฟเข้าไปได้เพียงแค่ครึ่งถ้วยก็คือเธอ้าจะรีบไปให้ถึงร้านโดยเร็วที่สุดเพื่อที่จะได้โทรศัพท์ ไปหาจูลสแบล๊คเวลล์ อย่างเป็การส่วนตัว ไม่ต้องเสี่ยงกับการที่พ่อหรือลอเรนซ์ มาแอบได้ยินเข้า
ร้านเครื่องประดับและเสื้อผ้าที่พ่อตั้งให้นั้นมีชื่อว่า“อีริก้า’ ส” เปิดอยู่แล้วตอนที่อีริก้าไปถึงขณะที่ล็อกกุญแจประตูรถสปอร์ตอยู่นั้นเธอได้แต่อธิษฐานขอบคุณอยู่ในใจที่สามารถหาพนักงานซึ่งสามารถไว้เนื้อเชื่อใจได้เช่น ดอนน่า เคมเปอร์ ผู้หญิงในวัยต้น 30 เรือนผมเป็สีบลอนด์เป็แม่หม้ายหย่าขาดจากสามี และมีลูกสาวอยู่ในวัยกำลังเรียนอีก 2 คนเมื่อมีดอนน่ากับลูกสาวในวัยสิบที่ชื่อแมรี่มาช่วยงานหลังจากที่โรงเรียนเลิกแล้วอีริก้าก็พบว่า ร้านสามารถที่จะเปิดกิจการไปได้ โดยไม่จำเป็ต้องมีเธอคอยอยู่บริหารเท่าไรนัก
ตอนที่เธอเดินเข้าไปในร้านนั้นมีลูกค้าอยู่เพียงคนเดียวเมื่อทักทายลูกค้าคนนั้นด้วยรอยยิ้มแล้ว จึงได้หันไปทักทายดอนน่า
“ของที่สั่งจากโลแกน’ สมาถึงแล้วนะคะ” ดอนน่ารายงาน
อีริก้าผงกศีรษะรับทันที
“ฉันมีเื่ที่จะต้องติดต่อทางโทรศัพท์เสร็จแล้วจะออกมาช่วยนะ”
ดอนน่ายิ้มอย่างเข้าใจ
“เรารอกันมาได้ตั้งนานนี่คะกว่าที่ของที่สั่งไปจะมาถึงเพราะฉะนั้น ถ้าจะรออีกสัก 2-3 นาทีก็คงจะไม่เป็ไรหรอก”
และแล้วลูกค้าก็้าคำแนะนำจากดอนน่า อีริก้าจึงเดินเลยเข้าไปในห้องทำงานเล็กๆที่อยู่ด้านในหลังจากที่หมุนโทรศัพท์ตามหมายเลขของจูลสแล้วเธอก็ใช้เวลาที่รออยู่เลือกจดหมายและเอกสารที่วางเรียงซ้อนกันอยู่บนโต๊ะตรงหน้าเพื่อจะให้ผ่อนแรงเต้นของหัวใจลงด้วยซึ่งต้องใช้เวลาอยู่นานพอสมควรกว่าที่เลขานุการของเขาจะติดต่อจูลสให้เธอได้น้ำเสียงของเขาแสดงความดีใจและแปลกใจอยู่ที่อีริก้าโทรศัพท์ไปหาคำพูดที่เปิดเผยนั้นทำให้อีริก้ารู้สึกเสียใจอยู่ที่ควรจะโทรมาหาเขาเสียก่อนหน้านี้ไม่ใช่มาตามหาเขาเมื่อเวลาที่เกิดปัญหาขึ้น เช่นที่เป็อยู่ในเวลานี้
“หนูโทรศัพท์มาหาเพื่อจะถามน่ะค่ะว่าตอนเที่ยงวันนี้ อาพอจะมีเวลาว่างไหมคะ อาจูลส?” อีริก้าให้เหตุผลเมื่อตอบคำถามของเขา
“นี่จะชวนอาออกไปกินอาหารกลางวันยังงั้นหรือสาวน้อย?” น้ำเสียงที่พูดแกมหัวเราะทำให้อีริก้ารู้สึกใจชื้นขึ้น“เพราะว่าถ้าเป็อย่างนั้นจริงๆละก็ อาจะได้รับคำเชิญ”
“แน่นอนที่สุดเลยค่ะ” เธอยิ้มกับเครื่องรับโทรศัพท์สีเนื้อในมือมองเห็นภาพใบหน้าอ้วนๆ กลมๆ ที่กำลังยิ้มแย้มแจ่มใสทางปลายสายอีกด้านหนึ่ง
“ดีสิ แล้วจะให้อาไปพบหนูที่ไหนล่ะ?”
“หนู..หนู..เอ้อ คิดว่าก่อนหน้านั้นหนูจะไปพบอาก่อนค่ะ”อีริก้าตอบอย่างไม่แน่ใจ
ความเงียบเกิดขึ้นเป็ครู่ก่อนที่จูลสจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงขรึมๆ ว่า
“หนูกับวานซ์มีปัญหาเกิดขึ้นอีกแล้วยังงั้นหรือ?”
“เปล่าค่ะ..มันก็ไม่เชิงหรอก”
เขาอาจจะสำเหนียกได้ว่าเธอไม่้าที่จะพูดเื่นี้ทางโทรศัพท์จึงพูดว่า
“เอาละ ถ้างั้นก็มาพบอาสัก 11 โมงครึ่งเป็ไง?”
“ขอบคุณค่ะ”
“ไม่ต้องห่วงน่า ไม่ว่าเื่อะไร รับรองว่าอาจูลสแก้ไขให้หนูได้ทั้งนั้นละ”
เมื่ออีริก้าวางหูโทรศัพท์ในมือลงนั้นรอยยิ้มสดใสกระจ่างขึ้นในดวงตาเมื่อความหนักอกหนักใจผ่านไปแล้วเธอก็สามารถโทรศัพท์ไปหาฟอเรสท์ด้วยอารมณ์ที่แจ่มใสซึ่งเขาก็รับคำเชิญที่จะไปร่วมรับประทานอาหารค่ำกับพ่อของเธอด้วยความเต็มใจอย่างยิ่ง