เมื่อการถอนกำลังเริ่มต้นขึ้น ทุกคนในทีมบุกต่างเคลื่อนไหวอย่างมีประสิทธิภาพและสอดประสานกันราวกับฟันเฟืองของเครื่องจักรสังหาร โลแกนและลูกทีมจัดกระบวนทัพเป็รูปขบวนคุ้มกันโดยนำตัวประธานาธิบดีที่ยังมีอาการเหนื่อยล้าไว้ตรงกลาง พวกเขาใช้ความมืดและซากปรักหักพังเป็เกราะกำบัง เคลื่อนที่ลัดเลาะออกจากอาคารโรงพยาบาลอย่างรวดเร็วและไร้สุ้มเสียง โดยมีแซมและแม็ค สองคู่หูพลซุ่มยิงคอยเดินตามประกบอยู่ห่างๆ จากระยะไกล เพื่อทำหน้าที่เคลียร์เส้นทางและระวังหลังให้ผ่านกล้องสโคป
เวลาผ่านไปชั่วอึดใจ ทีมจู่โจมก็สามารถพาลูกทัวร์กิตติมศักดิ์หลุดพ้นจากใจกลางเมืองร้างมาได้จนถึงจุดหนึ่งซึ่งเป็เขตรอยต่อของป่าทึบ ทว่าในจังหวะที่พวกเขากำลังจะเร่งฝีเท้า เสียงวิทยุสื่อสารเข้ารหัสก็ส่งสัญญาณเตือนดังแทรกเข้ามาในหูฟังของทุกคน
"ศูนย์บัญชาการเรียกทุกหน่วย" เสียงของอีวาน่า ผู้บัญชาการสาวชาวรัสเซียดังขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แฝงความตึงเครียดมากกว่าปกติ "โดรนสอดแนมทางอากาศตรวจพบสัญญาณความร้อนของยานพาหนะ... เป็รถบรรทุกหุ้มเกราะขนกำลังพลของศัตรูจำนวนสามคัน กำลังวิ่งฝ่าความมืดมุ่งหน้าไปทางตำแหน่งของพวกคุณ คาดว่าพวกมันไหวตัวทันและรู้แล้วว่าตัวประกันถูกชิงตัวไป"
โลแกน กัปตันทีมบุกชาวแคนาดาหยุดชะงักฝีเท้า เขาวิเคราะห์สถานการณ์ในเสี้ยววินาทีด้วยสัญชาตญาณของการเป็ผู้นำ หากขืนให้ทุกคนสู้ไปและหนีไปพร้อมกับตัวประกันที่เป็ภาระ โอกาสที่เป้าหมายจะถูกลูกหลงจากดงะุมีสูงมาก ซึ่งนั่นหมายถึงความล้มเหลวของภารกิจ เขาจึงตัดสินใจออกคำสั่งอย่างเด็ดขาดทันที
"พวกนายสองคนพาประธานาธิบดีล่วงหน้าไปที่จุดถอนกำลังก่อน" โลแกนหันไปสั่งลูกทีมที่เหลือพลางปลดเซฟตี้ปืนไรเฟิลจู่โจม "เดี๋ยวฉันกับธีร์จะอยู่รับมือพวกมันที่นี่เอง!"
จากนั้นโลแกนก็กดวิทยุสั่งการหน่วยซุ่มยิงที่อยู่แนวหลัง "แซม แม็ค! เปลี่ยนจุดแคมป์ด่วน หาทำเลดีๆ คอยระวังหลังและยิงสนับสนุนให้พวกฉันด้วย"
"รับทราบกัปตัน" แซมตอบรับด้วยความรวดเร็วก่อนจะรีบพับขาทรายปืนสไนเปอร์ และเคลื่อนย้ายตำแหน่งไปพร้อมกับพลชี้เป้าคู่ใจเพื่อหาจุดยุทธศาสตร์ใหม่ทันที
ลูกทีมทั้งสองคนพยักหน้ารับคำสั่ง พวกเขาประกบตัวประธานาธิบดีและรีบพาตัวประกันวิ่งกลืนหายเข้าไปในความมืดของแนวป่าอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นว่าตัวประกันอยู่ในระยะปลอดภัยแล้ว เสียงของอีวาน่าก็ดังขึ้นในหูฟังอีกครั้ง "โลแกน จัดการให้เร็วด้วยล่ะ พวกเรามีเวลาไม่มากนักก่อนที่กำลังเสริมชุดอื่นของพวกมันจะตามมาสมทบ"
โลแกนแสยะยิ้มกว้าง แววตาของเขาไม่ได้มีความหวาดกลัวต่อจำนวนศัตรูที่มากกว่าเลยแม้แต่น้อย กลับกันมันยิ่งวาวโรจน์ไปด้วยความกระหายเืตามอุดมการณ์ของคนบ้าา
"ไม่ต้องเป็ห่วงหรอกน่าบอส" โลแกนตอบกลับด้วยน้ำเสียงยียวน "แค่มีฉันกับธีร์อยู่ที่นี่... ก็เหมือนมีทหารทั้งกองทัพแล้ว จริงไหมคู่หู?"
โลแกนหันไปทักทายชายหนุ่มชาวไทยที่ยืนสงบนิ่งอยู่เคียงข้าง ทว่าธีร์กลับไม่ได้เอ่ยคำพูดใดๆ ออกมาตอบรับคำคุยโวของเพื่อนร่วมทีม ใบหน้าหล่อเหลาที่ถูกพรางด้วยรอยหมึกสีดำยังคงเรียบเฉยและเ็าดุจน้ำแข็ง ธีร์ทำเพียงแค่ปลดแม็กกาซีนปืนไรเฟิลออกมาเช็คปริมาณะุ ดันกลับเข้าไปจนดังกริ๊ก และดึงคันรั้งเพื่อเช็ครังเพลิงอย่างใจเย็นและไร้ซึ่งความประหม่า
ไม่กี่อึดใจต่อมา แสงไฟหน้ารถจากรถบรรทุกหุ้มเกราะทั้งสามคันก็สาดส่องฝ่าความมืดเข้ามาพร้อมกับเสียงคำรามของเครื่องยนต์ รถทั้งสามคันเบรกดังสนั่นจนฝุ่นตลบอบอวล ท้ายรถถูกเปิดออกพร้อมกับร่างของทหารฏนับครึ่งร้อยที่ะโกรูกันลงมาพร้อมอาวุธาครบมือ
ทว่าพวกมันยังไม่ทันได้ตั้งขบวนหรืออ้าปากสั่งการใดๆ การสังหารหมู่ฝ่ายเดียวก็เริ่มต้นขึ้น!
"ลุย!!"
โลแกนคำรามลั่นพร้อมกับเปิดฉากสาดะุปืนไรเฟิลจู่โจมเข้าใส่กลุ่มศัตรูที่ยืนกระจุกตัวกันอยู่อย่างบ้าคลั่ง ะุเจาะทะลุร่างของพวกฏล้มตายระเนระนาด เืสีข้นสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนฝากระโปรงรถและพื้นดิน
ทางด้านธีร์ ชายหนุ่มไม่ได้ยืนยิงอยู่กับที่ เขาพุ่งตัวทะยานเข้าไปในดงศัตรูราวกับมัจจุราชไร้เงา ทักษะการต่อสู้ระยะประชิด (CQC) ระดับปรมาจารย์ถูกงัดออกมาใช้ทำลายล้างเป้าหมายอย่างไร้ความปรานี ธีร์หลบเลี่ยงวิถีะุด้วยสัญชาตญาณที่เฉียบคม มือซ้ายจับปืนพกลั่นไกเจาะทะลวงกะโหลกศัตรูในระยะเผาขนจนสมองกระจาย ในขณะที่มือขวาตวัดมีดพกยุทธวิธีปาดเข้าที่หลอดลมและแทงทะลุขั้วหัวใจของพวกฏที่พยายามจะวิ่งเข้ามาประชิดตัว ทุกท่วงท่าของการลงมีดนั้นแม่นยำ เด็ดขาด และหวังผลถึงความตาย ร่างแล้วร่างเล่าล้มลงจมกองเืราวกับใบไม้ร่วง
จากระยะไกลบนเนินดินที่มองเห็นสมรภูมิได้อย่างชัดเจน แซมประสานงานกับแม็คอย่างรู้ใจ
"เป้าหมายห้านาฬิกา ระยะสี่ร้อยเมตร กำลังจะเล็งเครื่องยิงจรวด" แม็คชี้เป้า
"รับทราบ"
เปรี้ยงงง!!
เสียงคำรามของปืนสไนเปอร์ .50 คาลิเบอร์ดังสนั่น แซมเหนี่ยวไกส่งหัวะุเจาะเกราะขนาดมหึมาพุ่งทะลวงอากาศไปกระแทกเข้าที่กลางลำตัวของศัตรูที่กำลังแบกเครื่องยิงอาร์พีจี อานุภาพของมันฉีกร่างของทหารฏคนนั้นจนขาดครึ่งท่อน เครื่องในและเศษเนื้อกระจายเกลื่อนพื้นอย่างน่าสยดสยองโดยไม่มีการออมแรง การยิงสนับสนุนที่แม่นยำและดุดันของแซมสร้างความปั่นป่วนและสับสนให้กับกองกำลังของศัตรูอย่างหนัก พวกมันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความตายพุ่งมาจากทิศทางใด
การปะทะที่ควรจะยืดเยื้อและยากลำบากเมื่อต้องรับมือกับศัตรูที่มีกำลังพลเหนือกว่า กลับจบลงในเวลาเพียงแค่ไม่กี่นาทีด้วยความห่างชั้นของฝีมือ
เมื่อเสียงปืนนัดสุดท้ายสงบลง ควันดินปืนและฝุ่นผงค่อยๆ จางหายไป ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือความพินาศย่อยๆ ซากรถบรรทุกถูกยิงจนพรุนและมีไฟลุกท่วมบางส่วน กองซากศพของทหารฏหัวรุนแรงนอนตายเกลื่อนกลาดนับสิบชีวิตในสภาพที่ดูแทบไม่ได้ ท่ามกลางทะเลเืและกลิ่นคาวคละคลุ้งนั้น เหลือเพียงแค่ร่างของชายสองคนที่ยังคงยืนหยัดอยู่อย่างไร้รอยขีดข่วน
นั่นคือโลแกนและธีร์
เสียงฝีเท้าย่ำลงบนเศษหินดังขึ้นจากทางด้านหลัง แซมและแม็คที่เก็บปืนสไนเปอร์และอุปกรณ์เสร็จเรียบร้อยแล้ว เดินล้วงกระเป๋าเข้ามาสมทบกับแนวหน้าทั้งสอง
แซมกวาดสายตาสีฟ้ามองผลงานการสังหารหมู่ตรงหน้า เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะระบายยิ้มขี้เล่นออกมาตามนิสัย
"โอ้โห... จัดการซะเหี้ยนเลยนะพวกนาย" แซมเอ่ยปากพูดพลางหัวเราะในลำคอ
โลแกนยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจนัก เขาใช้ชายเสื้อของศพที่ตกอยู่ใกล้ๆ เช็ดคราบเืออกจากใบมีดพกยุทธวิธี ก่อนจะเสียบมันกลับเข้าซองที่ต้นขา
"ก็บอกแล้วไง... ว่ามีฉันกับธีร์ ก็เหมือนมีทหารเป็กองทัพ" โลแกนตอบกลับด้วยประโยคเดิม แววตาแฝงไปด้วยความเย่อหยิ่งในฝีมือของตนเองและคู่หู จากนั้นเขาก็เอื้อมมือไปตบไหล่แซมเบาๆ สองที "เอ้า ไปกันเถอะ รีบไปสมทบกับพวกนั้นได้แล้ว เดี๋ยวอีวาน่าจะรอนานจนอารมณ์เสียเอา"
รถยนต์ลีมูซีนหรูสีดำสนิทแล่นมาหยุดอยู่บริเวณหน้าประตูรั้วเหล็กดัดบานั์ของคฤหาสน์ตระกูลสิรินทรา ประตูไฟฟ้าเลื่อนเปิดออกโดยอัตโนมัติเพื่อต้อนรับผู้เป็นาย ตัวรถค่อยๆ เคลื่อนตัวผ่านอาณาบริเวณอันกว้างใหญ่ไพศาล สองข้างทางขนาบด้วยสวนหย่อมที่ถูกตัดแต่งไม้พุ่มเป็รูปสัตว์ต่างๆ อย่างประณีตบรรจง ผ่านลานน้ำพุหินอ่อนสไตล์ยุโรปที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลาง จนกระทั่งมาจอดสนิทที่บริเวณมุขหน้าประตูทางเข้าคฤหาสน์หรู
คนขับรถในชุดสูทรีบก้าวลงมาเปิดประตูรถให้อย่างนอบน้อม ร่างอรชรที่ก้าวลงมาคือ ‘เพียงฟ้า’ ทายาทสาวผู้สืบทอดสิรินทรา กรุ๊ป ภาพลักษณ์ของเธอยังคงดูงดงามและเปี่ยมไปด้วยอำนาจดุจนางพญา หญิงสาวแต่งกายด้วยชุดทำงานที่เน้นความคล่องตัวแต่เรียบหรู สวมแว่นตากันแดดแบรนด์เนมสีเข้มที่ปกปิดแววตา บนข้อมือประดับด้วยนาฬิกาฝังเพชรและกำไลดีไซน์พิเศษที่สะท้อนแสงไฟระยิบระยับ
เพียงฟ้าก้าวเดินฉับๆ เข้าไปในคฤหาสน์ด้วยท่าทีสง่าผ่าเผย ทว่าเมื่อเดินผ่านประตูบานใหญ่เข้ามา หญิงสาวก็ต้องชะงักและเบิกตากว้างด้วยความใ เมื่อพบว่ามีชายชราคนหนึ่งกำลังนั่งรอต้อนรับเธออยู่ที่ห้องโถง
"คุณปู่คะ..." เพียงฟ้าอุทานพร้อมกับรีบถอดแว่นตากันแดดออก เผยให้เห็นใบหน้าสวยหยาดเยิ้มที่บัดนี้เต็มไปด้วยความห่วงใย เธอก้าวเข้าไปหา ‘เ้าสัวสิรินทร์’ ผู้เป็ปู่บุญธรรมด้วยความรวดเร็ว "ทำไมยังไม่พักผ่อนอีกคะ ดึกป่านนี้แล้ว มานั่งรอฟ้าทำไม"
ชายชราผู้กุมบังเหียนอาณาจักรธุรกิจอันดับหนึ่งแย้มยิ้มบางๆ บนใบหน้าที่เต็มไปด้วยร่องรอยของกาลเวลา เขายกมือขึ้นตบหลังมือหลานสาวบุญธรรมเบาๆ
"ไม่ต้องเป็ห่วงปู่หรอกฟ้า... คนแก่อย่างปู่ยังไม่ยอมเป็อะไรไปง่ายๆ แน่ จนกว่าจะได้เห็นหน้าเหลน" เ้าสัวสิรินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าแต่มั่นคง
ได้ยินดังนั้น ั์ตาที่เคยเยือกเย็นของเพียงฟ้าก็หม่นหมองลงทันที เธอทำหน้าเศร้าก่อนจะบีบมือชายชราเพื่อปลอบโยน "ฟ้าสัญญาค่ะ... คุณปู่จะต้องได้เจอหลานชายของคุณปู่อย่างแน่นอน ฟ้าจะทำทุกวิถีทางเพื่อตามหาเขาให้พบ"
สำหรับเพียงฟ้าแล้ว เ้าสัวสิรินทร์ไม่ใช่แค่มหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพล แต่คือผู้มีพระคุณสูงสุดในชีวิต กว่าที่ชายชราคนนี้จะก้าวขึ้นมากิจการที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกได้ เส้นทางของเขาเต็มไปด้วยขวากหนามและหยาดเหงื่อ ทุกสิ่งทุกอย่างของสิรินทรา กรุ๊ป เรียกได้ว่าเริ่มต้นจากการสร้างด้วยสองมือจากศูนย์ แม้แต่ใน่ยุคมืดที่โลกต้องเผชิญกับไฟาจากลัทธินิวอีเดน (New Eden) ในขณะที่ธุรกิจของหลายตระกูลต้องล่มสลายและจบสิ้นลง เ้าสัวสิรินทร์กลับเป็คนที่สู้ยิบตา นำพาองค์กรฝ่าฟันวิกฤตการณ์มาได้อย่างปาฏิหาริย์ จนก้าวขึ้นมาเป็เบอร์หนึ่งในด้านโลจิสติกส์และเทคโนโลยีความมั่นคงอย่างในปัจจุบัน
แต่ถึงแม้จะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานจนถึงจุดสูงสุด ชีวิตครอบครัวของเขากลับล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง
ภรรยาคู่ชีวิตของเขาด่วนจากไปก่อนวัยอันควร ทิ้งลูกชายเพียงคนเดียวเอาไว้ให้ดูดวงใจ ด้วยความที่อยากให้ลูกสืบทอดความยิ่งใหญ่ เ้าสัวสิรินทร์ในวัยหนุ่มจึงเข้มงวดและกดดันลูกชายคนนี้อย่างหนักหน่วงเกินกว่าที่เด็กคนหนึ่งจะรับไหว ความหวังดีที่แสดงออกผิดวิธีกลายเป็เชือกที่รัดคอ และนั่นทำให้ลูกชายเกิดการต่อต้านอย่างรุนแรง จนในที่สุดก็ตัดสินใจตัดขาดจากตระกูลและหนีออกจากบ้านไป
เ้าสัวรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง แต่ด้วยทิฐิและความหยิ่งทะนงในอำนาจ ทำให้เขาเลือกที่จะไม่ยอมส่งคนออกไปตามหาลูกชายกลับบ้าน กระทั่งกาลเวลาผ่านไปหลายปี ทิฐิที่เคยมีก็ถูกกัดกินด้วยความรักและความกังวลของผู้เป็พ่อ เขาจึงลดกำแพงลงและตัดสินใจส่งคนออกสืบหา ทว่าสิ่งที่ได้รับกลับมาคือ ‘ข่าวร้าย’ ว่าลูกชายของเขาได้เสียชีวิตไปแล้ว ซ้ำร้าย... หลานชายเพียงคนเดียวที่เกิดจากเืเนื้อเชื้อไขของเขาก็ได้หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย
ความรู้สึกผิดและความเศร้าโศกเสียใจอย่างแสนสาหัสถาโถมเข้าใส่ชายชรา เขาพยายามใช้ทรัพยากรทุกอย่างที่มีเพื่อตามหาหลานชาย แต่ากวาดล้างลัทธินิวอีเดนที่ปะทุขึ้นทั่วโลก ทำให้บ้านเมืองวุ่นวายและทำให้การตามหาตัวคนคนหนึ่งกลายเป็เื่ยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร แต่ถึงกระนั้น เ้าสัวสิรินทร์ก็ไม่เคยล้มเลิกความตั้งใจ
ท่ามกลางความรู้สึกผิดที่กัดกินหัวใจ วันหนึ่งเขาได้บังเอิญพบกับเด็กกำพร้าอย่างเพียงฟ้า เขาจึงตัดสินใจรับเธอมาอุปการะเลี้ยงดูและแต่งตั้งให้เป็หลานสาวบุญธรรม าแจากอดีตที่ทำพลาดกับลูกชาย ทำให้เ้าสัวเลี้ยงดูเพียงฟ้าด้วยความอ่อนโยน ฟูมฟักเอาใจใส่ และมอบความรักให้เธอราวกับเป็หลานแท้ๆ
เขาไม่เคยเรียกร้องสิ่งใดจากเธอเพื่อตอบแทน นอกจาก ‘คำสัญญา’ เพียงเื่เดียว...
‘ถ้าหากตามหลานชายของปู่กลับมาได้... ฟ้าช่วยแต่งงานเป็ภรรยาของเขา และช่วยดูแลเขาแทนปู่ได้ไหม?’
ในวันนั้น เพียงฟ้าตอบตกลงทันทีโดยไม่ลังเลหรือปริปากถามเลยสักคำว่าผู้ชายคนนั้นเป็ใคร นิสัยอย่างไร หรือมีหน้าตาแบบไหน สำหรับเธอแล้ว ขอเพียงแค่ได้ตอบแทนพระคุณที่หล่อเลี้ยงชีวิตของเธอมา และทำให้ชายชราตรงหน้าได้คลายความทุกข์ระทมในใจ เธอพร้อมจะมอบให้ได้ทั้งชีวิต และเพราะคำสัญญาอันศักดิ์สิทธิ์ข้อนี้เอง ที่ทำให้เพียงฟ้าปิดตายหัวใจ ไม่เคยแสดงท่าทีสนใจผู้ชายคนไหนที่เข้ามาจูบจีบ จนกลายเป็ขี้ปากชาวบ้านและเกิดข่าวลือเสียๆ หายๆ ว่าแท้จริงแล้วเธอคือ ‘เมียเก็บ’ ของเ้าสัวสิรินทร์
"คุณปู่..." เพียงฟ้าบีบมือชายชราแน่นขึ้นอีกนิด เตรียมจะเอ่ยถ้อยคำปลอบประโลม
หญิงสาวคิดว่าเขาจะแสดงสีหน้าโศกเศร้าออกมาเหมือนทุกครั้งที่เอ่ยถึงหลานชาย ทว่าวันนี้กลับต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เ้าสัวสิรินทร์ไม่ได้มีน้ำตา ไม่ได้มีแววตาหม่นหมอง แต่เขากลับฉีกยิ้มกว้างออกมาอย่างยิ้มแย้มแจ่มใสและเปี่ยมไปด้วยประกายแห่งความหวัง
ชายชราเงยหน้าขึ้นสบตาหลานสาวบุญธรรม ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้โลกทั้งใบของเธอหยุดหมุน
"เพียงฟ้า... ปู่เจอแล้วนะ" น้ำเสียงของเ้าสัวสั่นสะท้านไปด้วยความปีติยินดี "ปู่เจอหลานของปู่แล้ว... ปู่เจอคู่หมั้นของเพียงฟ้าแล้ว!"
ทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น นางพญาผู้เคยเยือกเย็นและสะกดทุกคนให้อยู่ใต้์อำนาจถึงกับนิ่งอึ้งไปทันที ร่างกายของเธอแข็งทื่อราวกับถูกแช่แข็ง หญิงสาวรู้สึกเหมือนหูฝาดไปชั่วขณะ ริมฝีปากที่เคลือบลิปสติกสีสดสั่นระริกขณะที่ถามย้ำเพื่อความแน่ใจ
"ปู่... คุณปู่ว่าอะไรนะคะ?"
เ้าสัวสิรินทร์หัวเราะออกมาเบาๆ พร้อมกับน้ำตาแห่งความสุขที่รื้นขึ้นมาที่หางตา เขาย้ำคำตอบที่ชัดเจนและหนักแน่นอีกครั้ง
"ปู่บอกว่า ปู่เจอเขาแล้วล่ะ... เดี๋ยวเราจะไปเจอเขา และพาเขากลับบ้านของเราด้วยกันนะ"
สิ้นคำยืนยันนั้น เพียงฟ้าที่ยังคงยืนนิ่งอึ้งอยู่กับที่ แววตาสีเข้มที่เคยมั่นคงและเด็ดขาดของเธอก็เริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง กำแพงน้ำแข็งที่กั้นกลางความรู้สึกมาเนิ่นนานราวกับถูกกระเทาะออก หัวใจที่เคยเต้นเป็จังหวะเรียบเรื่อยไร้ความรู้สึก บัดนี้กลับเต้นรัวแรงไม่เป็จังหวะอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
การรอคอยอันยาวนานได้สิ้นสุดลงแล้ว... ผู้ชายที่เป็ดั่งพันธนาการแห่งบุญคุณและชะตากรรมของเธอ กำลังจะปรากฏตัวขึ้นในชีวิตจริง!