วันเปิดเทอมมาถึงเร็วกว่าที่นิลคิด นิลตื่นเต้นที่ได้ไปโรงเรียน หลังจากร่ำลากับป้านิ่ม เขาก็เดินไปโรงเรียน
โรงเรียนอโณทัยวิทยาไม่ใช่โรงเรียนที่ใหญ่นัก แต่เป็โรงเรียนที่มีชื่อเสียงพอสมควร นิลเดินไปอย่างมั่นใจ คนพวกนี้เหมือนกับสัตว์ป่า พวกเขามองหาเหยื่อที่อ่อนแอ ไม่นานเขาก็มาถึงห้องเรียน เขาเคาะประตูและเปิดออก
“ขออนุญาตเข้าห้องครับ”
“สวัสดีจ้ะ” คุณครูทักทาย “นักเรียนใหม่ใช่ไหม แนะนำตัวเลย”
นิลเดินไปหน้าห้อง โค้งคำนับก่อนจะแนะนำชื่อและนามสกุล เสียงพึมพำดังขึ้นเมื่อเขาแนะนำนามสกุล ท่าทางชื่อเสียงของพ่อจะโด่งดังมาถึงที่นี่
คุณครูมองสำรวจไปรอบๆ เพื่อหาที่นั่งให้กับนิล
“นิลั เดี๋ยวเธอไปนั่งกับตนุสรณ์แล้วกันจ้ะ” เธอชี้มือบอกว่าเขาควรไปนั่งตรงไหน
ทันทีที่นิลมองตามแล้วรู้ว่าตนุสรณ์คือใคร เขาก็ดีใจเพราะตนุสรณ์คือทะเลนั่นเอง
“ครูลัดครับ” เด็กหนุ่มที่ท่าทางเป็หัวโจกยกมือขึ้น “ผมว่าให้เด็กใหม่นั่งกับผมดีกว่าครับ ผมเป็หัวหน้าห้อง จะได้ดูแลเขาได้”
ครูลัดขมวดคิ้ว “แต่เก้าอี้ข้างเธอไม่ว่างนี่”
“จ้อย แกไปนั่งกับไอ้เลดิ๊” หัวหน้าหันไปสั่งเด็กหนุ่มตัวเปี๊ยกที่นั่งอยู่ข้างๆ
จ้อยบ่นพึมพำอะไรบางอย่าง
“แกว่าไงนะ”
“เปล่า ดาบ ฉันไม่ได้พูดอะไร” แล้วจ้อยก็รีบเดินไปนั่งกับทะเล
“งั้นเธอนั่งกับดาบชัยละกัน” ครูว่า
นิลรู้สึกไม่พอใจนัก เขาอยากนั่งกับทะเลมากกว่า แต่เขาก็ทำตามที่ครูบอก
เมื่อถึงเวลาพักกลางวัน ดาบชวนนิลไปกินข้าวด้วยกัน นิลตอบตกลงแล้วหันไปชวนทะเล เเต่เด็กหนุ่มปฏิเสธ
“ไม่ต้องไปยุ่งกับไอ้เลหรอก” ดาบพูดอย่างดูถูก “มันไม่มีใครคบหรอก”
“ทำไมล่ะ” นิลถาม ดูๆแล้วทะเลก็เป็คนดีออก
“มันเป็ตุ๊ด” ดาบว่า “ขลุกอยู่กับชมรมวิจารณ์วรรณเวร วรรณกรรม อะไรไม่รู้ของพวกผู้หญิง ถ้านายไปยุ่งกับมัน ระวังไม่มีใครคบนะ
นิลขมวดคิ้ว รู้สึกไม่พอใจคำพูดของดาบ ถ้าการเป็ตุ๊ดหมายถึงเป็ผู้ชายที่อยากเป็ผู้หญิง นิลก็ไม่ได้รังเกียจ แต่ทะเลก็ไม่ดูเหมือนเป็ตุ๊ด แล้วการที่ชอบอ่านหนังสือก็ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็ ผู้ชายชอบอ่านหนังสือเยอะแยะไป เขาเองก็เป็หนึ่งในนั้น ทำไมคนเราต้องตัดสินรสนิยมทางเพศคนอื่นจากงานอดิเรกด้วย ใช่ว่าไม่มีผู้หญิงชอบเล่นกีฬาสักหน่อย
“คิดอะไรอยู่” ดาบใช้ศอกนิล “ไปกินข้าวกันเถอะ เดี๋ยวเรา..” แล้วเขาก็ถาม “พูดกูมึงได้ไหม อึดอัดว่ะ”
นิลพยักหน้า เขาเองก็พูดกูมึงกับเพื่อนที่โรงเรียนเก่าเหมือนกัน
“เดี๋ยวกูจะพาไปดูชมรมฟุตบอล กูเป็ประธานอยู่ เชียร์ลีดเดอร์นี่อย่างแจ่ม”
นิลกับดาบไปกินข้าวด้วยกัน ดาบแนะนำนิลให้รู้จักเพื่อนร่วมแก๊งของเขา นิลพยายามจำชื่อให้หมดทุกคน เห็นได้ชัดว่าเป็แก๊งใหญ่และดูมีอิทธิพลในโรงเรียนไม่น้อย ดาบคะยั้นคะยอให้นิลเข้าร่วมชมรมฟุตบอล นิลบอกว่าขอคิดดูก่อน ใจจริงเขาอยากเข้าชมรมเดียวกับทะเลมากกว่า ที่โรงเรียนเก่าเขาไม่มีชมรมวิจารณ์วรรณกรรมอะไรพวกนี้
“ดาบ กูถามหน่อยสิ ชมรมวิจารณ์วรรณกรรมนี่มันอยู่ตรงไหน”
“จะไปถามถึงชมรมร้างทำไม” ดาบว่า “มีแค่ไอ้เลกับผู้หญิงไม่กี่คน จะถูกปิดอยู่แล้ว'
นิลใช้ทักษะแต่งเื่ทันที “กูอยู่คอนโดเดียวกับไอ้เล กูเคยเห็นผู้หญิงคนหนึ่งมาหามัน หน้าตาใช้ได้ กูว่าจะลองสักหน่อย”
ดาบขมวดคิ้ว “มึงปิ๊งนานี่เหรอ”
“กูไม่รู้ว่าชื่ออะไร”
“คนที่หน้าตาพอใช้ได้ก็มีแต่นานี่แหละ นอกนั้นมีแต่พวกป้าแว่น” ดาบว่า “กูก็อยากลองเหมือนกัน แต่ยัยนั่นพยศ เอายากชะมัด”
“กูขี่ม้ามาั้แ่เด็กๆ” นิลว่า “พยศแค่ไหนก็เอาอยู่”
ดาบหัวเราะชอบใจ พลางตบไหล่นิล “เออ เอามาให้ได้ ให้ไอ้ทะเลมันร้องเอ๋งไปเลย” หลังจากนั้นดาบก็บอกทางไปห้องชมรมวิจารณ์วรรณกรรมให้นิล
นิลเคาะประตูที่มีป้ายเขียนว่าชมรมวรรณกรรม ไม่นานนักเด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารักก็มาเปิดประตูให้
“มีธุระอะไรเหรอคะ” เธอถาม
“ฉันจะมาสมัครเข้าชมรมน่ะ” นิลตอบ “ยังสมัครได้อยู่หรือเปล่า”
เด็กสาวยิ้มกว้าง “ได้เสมอเลยค่ะ เรากำลังขาดคนอยู่พอดี เข้ามากรอกใบสมัครเลยค่ะ เราชื่อนานี่นะ แล้วเธอล่ะ”
“เราชื่อนิล” นิลตอบ
“เล” นานี่ะโเข้าไปข้างใน “มีคนหลงมาชมรมเราอีกคนแล้ว เขาบอกว่าเขาชื่อนิล”
“เรารู้จักทะเลอยู่แล้ว” นิลว่า “เราพักคอนโดเดียวกัน เรียนห้องเดียวกันด้วย”
“เราเป็เพื่อนสนิทเลมาเป็ปีแล้ว” นานี่ว่า “ดีใจจังที่เลมีเพื่อนคนอื่นบ้าง”
นิลเดินไปกรอกใบสมัครชมรม ทะเลจ้องเขา
“มีอะไรเหรอ” นิลถาม
“คุณไม่จำเป็ต้องมาอยู่ชมรมเพราะสงสารผมก็ได้นะครับ” ทะเลว่า “ผมมีความสุขดี”
นิลขมวดคิ้ว “นายรู้ไหมนอกจากขี่ม้าแล้วก็มีเื่อ่านวรรณคดี วรรณกรรมนี่แหละที่ฉันชอบ ฉันไม่ได้มาอยู่ชมรมนี้เพราะนาย อย่าสำคัญตัวผิดไปหน่อยเลย” แต่นิลไม่ได้พูดความจริงทั้งหมด เขาชอบวรรณกรรมก็จริง แต่การที่ทะเลอยู่ชมรมนี้ก็มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเข้าชมรมไม่น้อย แต่เขาไม่ยอมให้ทะเลรู้หรอก เสียฟอร์มหมด
“คุณไม่กลัวคนจะหาคุณเป็ตุ๊ดหรอครับ” ทะเลถา
“เป็ตุ๊ดแล้วยังไง” นิลโต้ “คนเป็ตุ๊ดประสบความสำเร็จในชีวิตได้ตั้งเยอะตั้งแยะ แล้วรสนิยมงานอดิเรกก็ไม่เกี่ยวอะไรกับรสนิยมทางเพศเลย”
ทะเลมองเขาอย่างทึ่งๆ
“คุณเป็คนดีกว่าที่ผมคิดไว้นะนี่”
“แน่นอนอยู่แล้ว”นิลยึดอก แต่แล้วก็เห็นว่ามีอะไรทะแม่งๆในประโยคที่คู่สนทนาพูด “นายหมายความว่านายคิดว่าฉันเลวเหรอ”
“เปล่าหรอกครับ” ทะเลตอบ “แต่ไม่ค่อยมีใครดีกับผมเท่าไหร่ คนที่เข้ามาใหม่ๆแรกๆก็เป็แบบคุณ พยายามหยิบยื่นไมตรีให้ผม แต่พอเขารู้ว่าผมเป็เป้าของกลุ่มดาบ พวกเขาก็ไม่ค่อยมายุ่งกับผมอีก คงกลัวถูกดาบแกล้งไปด้วยน่ะครับ”
“ทำไมนายไม่ฟ้องครูซะล่ะ” นิลถาม ที่โรงเรียนเก่าของเขาไม่ค่อยมีการแกล้งกันแรงๆ เพราะคุณครูมีบทลงโทษที่เด็ดขาดเกี่ยวกับเื่นี้
ทะเลหัวเราะอย่างไร้อารมณ์ขัน “ไม่มีประโยชน์หรอกครับ พ่อของดาบเป็ผู้มีบุญคุณกับโรงเรียน เขาบริจาคเงินให้โรงเรียนตั้งเยอะแยะ ไม่มีใครกล้าไล่เขาออกหรอก”
นิลได้แต่สังเวชกับเื่ที่เกิดขึ้น โลกในเมืองใหญ่โหดร้ายกว่าที่เขาคิดไว้มากทีเดียว
“ฉันไม่กลัวพวกดาบหรอก” นิลยืนยัน “พ่อฉันเองก็ใหญ่ไม่แพ้ใครเหมือนกัน เผลอๆพ่อฉันอาจจะรวยกว่าพ่อเขาด้วยซ้ำ ฉันไม่มีวันทิ้งนายแน่”
ทะเลยิ้มอย่างจริงใจเป็ครั้งแรก
“ขอบคุณนะครับ”
นิลกับทะเลเริ่มสนิทกันขึ้นเรื่อยๆ ทั้งคู่นั่งวิจารณ์วรรณกรรมด้วยกัน ถกเถียงกันเื่พฤติกรรมของตัวละคร แต่ก็ไม่เคยเลยเถิดไปถึงการทะเลาะเบาะแว้ง เพราะทั้งคู่คุยกันด้วยเหตุผล แม้สุดท้ายแล้วจะไม่เห็นตรงกันทุกเื่ แต่ก็ยอมรับในความคิดเห็นของกันและกัน การพัฒนาความสัมพันธ์นี้ทำให้คนคนหนึ่งไม่พอใจ นานี่นั่นเอง เธอเคยชินกับการเป็ที่หนึ่งของทะเลมาตลอด คนที่วิจารณ์วรรณกรรมกับทะเลก็คือเธอ คนที่ถกเถียงกันเื่พฤติกรรมของตัวละครก็คือเธอ เธอแอบชอบทะเลมานานแล้ว แต่ฝ่ายตรงข้ามก็ไม่มีปฏิกิริยาใดๆต่อเธอเลย เธอมาเข้าร่วมชมรมวิจารณ์วรรณกรรมทั้งๆที่ตัวเองไม่ได้ชอบก็เพราะอยากอยู่ใกล้ชิดทะเล เธอดีใจทุกครั้งที่มีคนปล่อยข่าวว่าทะเลกับเธอเป็แฟนกัน แต่ก็ต้องผิดหวังเมื่อทะเลบอกกับทุกคนว่าพวกเขาเป็แค่เพื่อนสนิทกันเท่านั้น แล้วตอนนี้แม้แต่ตำแหน่งเพื่อนสนิทก็ถูกสั่นคลอนเพราะเด็กหนุ่มผิวเข้มที่ชื่อว่านิล ทั้งคู่เรียนอยู่ห้องเดียวกัน พักอยู่คอนโดเดียวกัน อยู่ชมรมเดียวกัน แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ติดต่อกันนอกชมรมเลย ถ้าดูเผินๆจากคนนอกก็คงคิดว่าเป็แค่เพื่อนร่วมห้องธรรมดา แต่นานี่รู้ดี ทั้งคู่สนิทกัน แล้วมันก็ทำให้จิตใจของเธอบีบรัดด้วยความริษยา เธอต้องทำอะไรสักอย่าง
ดาบได้รับข้อความแปลกๆจากแอคเคานต์ที่ระบุชื่อว่าผู้หวังดี มันเป็รูปถ่ายที่ไอ้เล หมาหัวเน่ากับนิล เพื่อนใหม่ของเขานั่งคุยกันอย่างสนิทสนม ใต้ภาพมีคำบรรยายว่า “หมาพยายามหาที่เกาะ”
ดาบขมวดคิ้ว แม้ว่านิลจะฉลาดเพียงใด แต่เขาก็เป็เด็กบ้านนอก คงจะไม่ทันเล่ห์กลของทะเล บางทีหมอนั่นอาจจะบีบน้ำตาเล่าเื่น่าสงสาร ทั้งเื่ที่พ่อทิ้ง แม่พิการ ต้องทำงานั้แ่เด็กๆ ทำให้นิลใจอ่อนจนยอมคบกับมันเพราะสงสาร ดาบรู้ว่าเขาไปพูดกับนิลเื่นี้ไม่ได้ นิลคงไม่ยอมเชื่อเขา แต่เขาจัดการอีกฝ่ายได้
แล้วดาบก็มีโอกาสเมื่อเห็นทะเลเดินมาเข้าห้องน้ำ ดาบรีบขวางทางฝ่ายตรงข้ามไว้ทันที
“มีอะไรเหรอครับ” ทะเลถามอย่างสุภาพ
“มึงอย่ามายุ่งวุ่นวายกับนิลมันอีก”
“นิลเป็เพื่อนผม”
ดาบยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนทะเลได้กลิ่นบุหรี่
“ถ้ามึงยุ่งกับนิล กูจะให้พ่อตัดทุนมึง” พูดจบ ดาบก็ผลักทะเลอย่างแรงจนเขาล้มก้นจ้ำเบ้า
ดาบเดินออกไปอย่างพอใจ เขารู้ว่าเขาทำสำเร็จแล้ว ไอ้ตุ๊ดนั่นไม่กล้าเสี่ยงเสียทุนแน่ มันไม่มีปัญญาเรียนโรงเรียนนี้ได้หรอก ถ้าไม่ได้รับทุน
นิลรู้สึกแปลกๆที่ทะเลไม่ยอมมาคุยกับเขาเหมือนเดิม เด็กหนุ่มเอาแต่ขลุกอยู่กับนานี่และเพื่อนผู้หญิงคนอื่นๆ ถึงแม้จะมีกิจกรรมชมรมที่ต้องทำเป็คู่ ทะเลก็คู่แต่กับนานี่ พอนิลไปถาม ทะเลก็ยืนยันว่าไม่มีอะไร นิลจึงเลิกตอแยในที่สุด พวกเขาลดฐานะจากเพื่อนสนิทมาเป็เพื่อนร่วมชมรมเหมือนกับคนอื่นๆ นิลได้แต่สงสัยว่าเขาทำอะไรผิด ตอนแรกพวกเขาก็เข้ากันได้ดีนี่นา
ทะเลเสียใจที่ต้องตัดขาดกับนิล แม้จะรู้จักกันได้ไม่ถึงปี แต่เขาเข้ากับนิลได้ดีกว่านานี่ที่รู้จักกันมาหลายปี นิลสนใจเื่วรรณกรรมจริงๆไม่ใช่แค่แกล้งทำ แต่คำขู่ของดาบที่ว่าหากเขาไม่เลิกยุ่งกับนิลจะไปบอกให้พ่อตัดทุนเขา ทำให้เขาหวาดกลัว พ่อของดาบเป็ผู้อุปถัมภ์รายใหญ่ของโรงเรียนและมักจะบริจาคเงินเป็ทุนการศึกษาให้เด็กที่เรียนดีแต่ยากจน ดังเช่นตัวทะเลเอง หากเขาไม่ได้ทุนดังกล่าว แม่จะต้องลำบากมากแน่ๆ เขาไม่อยากทำให้แม่เดือดร้อนไปมากกว่านี้ แค่เลี้ยงเขามาตามลำพังก็แย่พออยู่แล้ว ส่วนเื่ที่ดาบรู้ได้ยังไงว่าเขาสนิทกับนิลนั้น ทะเลก็ยังสงสัยอยู่ บางทีดาบอาจจะมีสายลับอยู่ที่ห้องนี้ละมั้ง ทะเลคิดถึงตรงนี้ก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างนึกขำตัวเอง คิดอะไรฟุ้งซ่าน ทุกคนในชมรมก็เป็เพื่อนเขาทั้งนั้น เพื่อนไม่ทำร้ายเพื่อนหรอก จริงไหม
เมื่อขึ้นมัธยมปลายก็เป็่หัวเลี้ยวหัวต่อที่จะตัดสินใจว่าจะไปทางไหนต่อ สำหรับทะเลไม่เคยมีปัญหา เขาชอบวรรณคดีมาั้แ่เด็กและตั้งใจมั่นว่าจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยกสิกรรมให้ได้เพราะเป็มหาวิทยาลัยเดียวที่ได้เรียนวรรณคดีแบบเจาะลึก ส่วนนานี่ก็ตั้งใจจะสอบเข้าคณะเดียวกับทะเล แต่จะเลือกเรียนเอกภาษาจีน แม้ว่าเธอจะไม่ชอบด้านภาษานัก แต่เธอก็อยากใกล้ชิดกับทะเล เธอหวังว่าเวลาสี่ปีจะทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาเปลี่ยนแปลงไปได้ แน่ล่ะ การตัดสินใจครั้งนี้ของเธอมีอุปสรรคหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็ความจริงแล้วเธอไม่อยากเรียนม.กสิกรรม เนื่องจากม.เดินทางลำบากและเธอเองก็ชอบด้านบริหารมากกว่าภาษา เธอควรจะเลือกอะไรดีระหว่างความรักกับอนาคต
ขณะที่นานี่กำลังเรียนวิชาคณิตศาสตร์อยู่ก็มีเด็กนักเรียนมาเรียกว่าคุณแม่มาหาและรออยู่ที่ห้องธุรการ นานี่รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี แม่ไม่เคยมารบกวนเธอตอนเรียนมาก่อน เมื่อลงไปถึงห้องธุรการ จินดา แม่ของนานี่ก็สวมกอดลูกสาวไว้แน่น
“เกิดอะไรขึ้นคะ แม่” นานี่ถาม
“ลูกต้องไปกับแม่เดี๋ยวนี้” จินดาว่า “คุณปู่ประสบอุบัติเหตุจ้ะ”
นานี่ตะลึง คุณปู่คงเดชรักและเอ็นดูเธอกว่าใคร เพราะเธอเป็หลานสาวคนแรกของปู่และยังเป็ลูกของลูกชายที่คุณปู่รักที่สุด เธอสนิทกับคุณปู่มากเมื่อเทียบกับญาติผู้ใหญ่คนอื่น
“แล้วปู่เป็ยังไงบ้างคะ” นานี่ถาม กลั้นใจรอฟังข่าวร้าย ถ้าคุณปู่ไม่เป็อะไรมาก แม่ก็คงไม่มาหาเธอถึงโรงเรียน
“ท่านไปแล้วจ้ะ” จินดาตอบ เธอเองก็เสียใจไม่แพ้กัน เขาเป็ที่พึ่งให้เธอหลังจากที่พ่อของนานี่เสียชีวิต การที่เขาจากไปก็เหมือนร่มไม้ใหญ่ถูกโค่น เธอกับลูกจะผจญกับเสือสิงห์ในตระกูลได้อย่างไร
งานศพของคงเดช สิทธ์บวรถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เนื่องจากผู้ตายเป็เ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ร่ำรวย นอกจากลูกหลานแล้ว นักข่าวก็มางานดังกล่าวด้วยเช่นกัน เพื่อจะมาสัมภาษณ์ญาติผู้เสียชีวิต
เพ็ญแข ลูกสาวคนโตของคงเดชตอบปฏิเสธการสัมภาษณ์ของนักข่าวอย่างสุภาพ เธอยืนยันว่าไม่คิดติดใจการตายของพ่อและเชื่อว่าเป็อุบัติเหตุ ส่วนเื่คดีก็คงต้องจัดการไปตามกฎหมาย เธอตอบคำถามได้อย่างดีสมกับเป็ผู้ใหญ่จนนานี่อดชื่นชมในใจไม่ได้ แม้ว่าเธอจะไม่ชอบคุณป้าขี้อวดคนนี้มากนัก แต่ถ้านานี่ต้องเป็คนตอบคำถามพวกนักข่าว เธอคงอดโวยวายไม่ได้ มีอย่างที่ไหนมาถามลูกคนตายว่ารู้สึกยังไงที่พ่อตาย คงจะดีใจมั้ง
ทนายความประจำตระกูลเปิดพินัยกรรมของปู่คงเดชหลังจากจัดงานเสร็จสิ้น ปู่ยกบริษัทให้แก่นานี่ซึ่งเธอจะมีสิทธิ์เต็มตัวเมื่อบรรลุนิติภาวะ ทันทีที่พินัยกรรมถูกเปิด ทุกคนก็หันมามองนานี่เป็ตาเดียว
“ยินดีด้วยนะจ๊ะหลาน” ป้าเพ็ญแขพูดเสียงอ่อนหวาน “ยังไงหลานก็ยังเด็กแล้วก็ไม่มีความรู้เื่การบริหาร ตาปราชญ์ ลูกป้านี่จบบริหารจากม.อันดับหนึ่งอย่างปักเป้า ป้ายินดีจะให้เขาช่วยงานหลาน หลานจะได้เรียนวิชาที่ชอบไงจ๊ะ ดีไหม”
“ขอบคุณค่ะ” นานี่ตอบ แต่ในใจตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าเธอจะต้องสอบเข้าคณะบริหาร ม.ปักเป้าให้ได้ เธอไม่ยอมให้ปราชญ์มายุ่งกับธุรกิจของเธอแน่ แม้ว่าทะเลจะสำคัญเพียงใด แต่ธุรกิจนี้ย่อมสำคัญกว่าอย่างแน่นอน
นานี่บอกข่าวให้ทะเลทราบ เด็กหนุ่มแสดงความเสียใจต่อการจากไปของคุณปู่และบอกว่านานี่ตัดสินใจถูกต้องแล้วที่เลือกเรียนคณะบริหาร แล้วอีกตั้งนานกว่าพวกเขาจะเรียนจบ พวกเขาให้สัญญาต่อกันว่าจะติดต่อกันอยู่เรื่อยๆแม้จะอยู่คนละมหาวิทยาลัย
การจากไปของคงเดชทำให้ทะเลเศร้าอยู่ไม่น้อย แม้ว่าเขาจะไม่ได้ร้องไห้ แต่ก็ใช่ว่าเขาจะไม่เสียใจ เขาเคยไปบ้านนานี่ไม่กี่ครั้ง แต่คงเดชก็ต้อนรับเขาด้วยความยินดีเสมอ ต่างจากเพ็ญแขและสมหมาย ป้าและลุงของนานี่ที่มักมองเขาแบบเหยียดๆ และสมปราชญ์ ญาติผู้พี่ของนานี่ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ยอมคุยกับเขา คอนโดที่เขาอยู่ปัจจุบันนี้ คงเดชก็เป็คนหาให้ เ้าของคอนโดเป็เพื่อนสมัยเรียนของเขา ตอนที่แม่ประสบอุบัติเหตุ คงเดชก็จ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่สามารถรักษาขาของแม่ไว้ได้ เธอจึงต้องตัดขาเพื่อรักษาชีวิต ซ้ำร้ายยังถูกเลิกจ้าง ่ที่เหมือนชีวิตมืดมน โชคยังดีที่คงเดชยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือซ้ำยังแนะนำให้เขารู้จักเพื่อนที่ดีที่สุดในชีวิตอย่างนานี่ การจากไปของคงเดชจึงสร้างแผลในใจให้กับทะเลไม่น้อยไปกว่าหลานแท้ๆอย่างนานี่เลย
เขาเดินเหม่อมาถึงสวนพฤกษศาสตร์ของโรงเรียน มันเป็สถานที่ลับของเขา เขามักจะมาที่นี่เวลามีเื่ต้องคิด เขานั่งลงพิงพุ่มไม้ คิดถึงวรรณคดีและวรรณกรรมหลายเื่ที่เขาเคยอ่าน เื่ที่เกี่ยวกับความรู้สึกสูญเสียคนรักให้แก่ศัตรูที่มิอาจเอาชนะได้อย่างความตาย
ทุกครั้งที่เขาอ่านถึงฉากดังกล่าว เขาไม่เคยเข้าใจตัวละครอย่างถ่องแท้ แม้จะเข้าใจว่าเศร้า แต่ก็ไม่เข้าใจว่าเศร้าแค่ไหน เพราะเขาไม่เคยสูญเสียคนที่รัก เขาไม่เข้าใจว่าการที่คนคนนึงจากไปจะทำให้เ็ปรวดร้าวได้มากเพียงใด แต่ตอนนี้เขาเข้าใจแล้ว ความรู้สึกของเขาคงไม่ต่างอะไรจากตัวละครเ่าั้ แต่ที่ต่างกันก็คือเขาไม่ได้ร้องไห้ เขาไม่มีน้ำตาสักหยด ราวกับหัวใจของเขาร้องไห้แทนดวงตาไปแล้ว
ทะเลเปลี่ยนไป นิลสังเกตได้ หลังจากที่นานี่กลับมาโรงเรียน ทะเลก็ดูเงียบขรึมกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด เขาตีตัวออกห่างจากคนอื่นๆ ขลุกอยู่แต่กับนานี่ ทั้งสองไม่ได้คุยอะไรกัน ได้แต่ทำงานเงียบๆ นิลไม่สบายใจ เขาอยากเขย่าตัวเพื่อนแรงๆ บังคับให้บอกว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เขาก็กลัวว่าทะเลจะหนีเขาไปมากกว่าเดิม ทุกวันนี้เขายังไม่เข้าใจเลยว่าทำไมทะเลถึงตัดความสัมพันธ์กับเขา
“จริงๆเลย” ป้านิ่มว่าขณะดูซีรีส์อย่างเมามัน “ทำไมคนเราชอบคิดแทนคนอื่นนักนะ”
ซีรีส์ที่ป้านิ่มดูดำเนินมาถึงฉากนายเอกบอกเลิกพระเอกเพราะคิดว่าตัวเองไม่คู่ควรเพราะโดนแม่ของพระเอกมาเจรจาแถมใช้เงินฟาดหัวให้ไปจากพระเอก แม้ว่าพระเอกจะตามง้อยังไง นายเอกก็ไม่ยอมคืนดีด้วยแถมยังไม่ยอมบอกพระเอกว่าเกิดอะไรขึ้นเพราะกลัวว่าพระเอกจะมีปัญหากับแม่
ฉับพลันนั้นเอง นิลก็เห็นภาพของเขากับทะเลซ้อนทับกับพระเอกและนายเอก นิลรีบสั่นศีรษะไล่ภาพชวนสับสนนั้นออกไปจากสมอง เขาไม่ใช่พระเอกและทะเลก็ไม่ใช่นายเอก พวกเขาไม่ได้เป็แฟนกัน พวกเขาเป็แค่เพื่อนกันเฉยๆ
“คุณนิลเป็อะไรหรือเปล่าคะ” นิ่มถาม เมื่ออยู่ๆนิลก็สั่นศีรษะ
“ป้านิ่มครับ” นิลว่า “ทำไมซีรีส์ทุกเื่จะต้องมีฉากสองตัวละครไม่เข้าใจกันด้วยครับ”
“ก็เพราะมันเป็หนังน่ะสิ” นิ่มตอบแบบกำปั้นทุบดิน “ถ้าไม่มีปมขัดแย้งบ้าง เื่มันจะสนุกได้ยังไง”
“แล้วถ้าเป็ชีวิตจริงล่ะครับ” นิลถาม
“ความขัดแย้งส่วนใหญ่เกิดจากการไม่พูดจากัน” นิ่มว่า “ต่างฝ่ายต่างคิดว่าตัวเองทำดีที่สุด หวังดีต่ออีกฝ่ายที่สุด ปัญหาทุกวันนี้ก็เกิดขึ้นเพราะแบบนั้นแหละ ว่าแต่คุณนิลถามเื่นี้ทำไม ปัญหาอะไรหรือเปล่าคะ”
“ป้ายังรู้ใจผมเหมือนเดิมเลย” นิลชม “เื่คนเดิมนั่นแหละ” แล้วนิลก็เล่าถึงพฤติกรรมที่แปลกไปของทะเลให้ป้าฟัง
นิ่มทำท่าครุ่นคิด “บางทีนะถ้าตอนแรกเขาเข้ากับคุณนิลได้ดี แต่ตอนนี้กลับมีปัญหาก็คงเพราะมีปัจจัยภายนอกเข้ามายุ่งด้วย ป้าไม่อยากคิดในแง่ร้าย แต่บางทีเขาอาจจะโดนขู่ไม่ให้มายุ่งกับคุณนิลอีก”
“ป้าครับ” นิลพูดเสียงกลั้วหัวเราะ “เราไม่ได้อยู่ในหนังมาเฟียกันนะครับ”
“ไม่รู้อะไรซะแล้ว” นิ่มว่า “โรงเรียนมัธยมเนี่ยโหดร้ายกว่าแก๊งมาเฟียอีก”
“แต่ถ้าอย่างนั้นทำไมเขาไม่บอกผมเพื่อให้เราแก้ปัญหาไปด้วยกันกันล่ะครับ”
“คุณนิลรู้จักทะเลนานแค่ไหนแล้วคะ” นิ่มไม่ตอบแต่กลับตั้งคำถามแทน
“ก็หลายเดือนแล้วนะครับ”
“หลายเดือนอาจจะเป็เวลานานสำหรับบางคนที่จะเชื่อใจใคร แต่สำหรับบางคนก็ต้องใช้เวลาเป็ปีกว่าจะไว้ใจใครสักคนหนึ่ง บางทีทะเลอาจจะไม่ไว้ใจคุณนิลมากพอที่จะบอกเื่แบบนี้ก็ได้ค่ะ”
“แล้วผมจะทำยังไงดีล่ะครับ” นิลพูด เขาไม่ชอบอะไรแบบนี้เลย
“เวลาเท่านั้นค่ะ เวลาเท่านั้นที่จะช่วยได้” นิ่มว่า “ให้เวลากับทะเล อย่าไปกดดันเขา คำพูดที่ดีที่สุดตอนนี้ที่คุณนิลจะพูดได้คือ 'ฉันอยู่ตรงนี้ ฉันพร้อมจะรับฟังเธอ' แล้วก็ฟังเขาถ้าเขาอยากพูด แต่ถ้าเขาไม่อยากพูดก็ปล่อยเขาไป บางคนเขาไม่้าความช่วยเหลือหรอกค่ะ เขา้าแค่คนที่อยู่ข้างๆเขาตอนเขาฝ่าฟันอุปสรรคเท่านั้นเอง“
“เลี่ยนจังเลยครับ” นิลแซวเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ “ไปจำบทละครเื่ไหนมาล่ะครับเนี่ย”
นิ่มหัวเราะ
นิลตัดสินใจเปิดโปรแกรมแชท เปิดบทสนทนาของทะเล และพิมพ์ไปว่า “ทะเล ถ้านายมีอะไรอยากระบายก็ระบายกับฉันได้นะ ฉันพร้อมจะรับฟัง”
ทะเลกำลังไถมือถือไปมา เสียงแจ้งเตือนข้อความก็ดังขึ้น เขาเปิดโปรแกรมแชท คิดว่าจะเป็นานี่แต่กลับเป็นิล เขามองหน้าจออยู่นาน ไม่แน่ใจว่าจะตอบดีหรือเปล่า ถ้าเขาตอบ ทุกอย่างที่เขาทำมาก็เหมือนกับสูญเปล่า แต่ตัวอักษรเ่าั้ราวกับเต้นระบำอยู่หน้าเขา เร่งเร้าให้เขาตอบมาเร็วๆ เขาพิมพ์ๆลบๆอยู่หลายครั้ง จนในที่สุดก็พอใจ ข้อความที่เขาพิมพ์ไปก็คือ “ขอบใจมากนะนิล ผมมีเื่เครียดนิดหน่อย ไม่เป็อะไรมากหรอก”
นิลอยากจะถามว่าเขาเครียดเื่อะไร แต่ััได้ว่าอีกฝ่ายคงไม่อยากพูดถึงเื่นี้ เขาจึงได้แต่พิมพ์ไปว่า “ฉันคงพูดไม่ได้หรอกว่าทุกอย่างจะโอเค แต่นายจะมีฉันเป็เพื่อนไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น”
อีกฝ่ายอ่านแล้วไม่ตอบ นิลได้แต่ปิดโปรแกรมแชท เพื่อกันให้ตัวเองส่งข้อความไปกดดันอะไรทะเลมากกว่านี้
ทะเลยิ้มเศร้าๆกับมือถือ นิลช่างเป็คนที่แสนดี บางทีเขาอาจจะคิดผิดที่ตัดความสัมพันธ์กับนิล แต่จะให้เขาทำยังไงได้ ถ้าเขาเป็เพื่อนกับนิลต่อไป เขาอาจจะถูกตัดทุน ร้ายไปกว่านั้นอาจจะถูกไล่ออกจากโรงเรียน เขาจะต้องอดทน หวังว่าวันหนึ่งเขากับนิลจะได้เป็เพื่อนกันโดยมีอุปสรรคอะไรมาขวางกั้นอีก