อีกสายไม่ได้แล่นผ่านเนื้อหนัง
มันลอดลึกเข้าไปใต้จังหวะหัวใจ ไล่ตามสิ่งซึ่งไม่มีรูปร่างแต่เสิ่นโม่จิ่นรับรู้ได้ชัดยิ่งกว่าเส้นเื พลังอุ่นร้อนลากผ่านกลางกระดูกสันหลังทีละข้อ
ก่อนแตกแขนงไปตามทางซึ่งิญญาของเธอพยายามฝังตัวอยู่ั้แ่เข้ามาในร่างนี้ ตรงไหนที่พลังไหลผ่านสะดวก ความร้อนจะเคลื่อนต่อโดยไม่หยุด
ส่วนจุดใดซึ่งิญญากับร่างยังเหลื่อมกัน มันจะวนซ้ำๆ อยู่ตรงนั้น กระชากแรงจนกล้ามเนื้อบริเวณใกล้เคียงสะดุ้งตาม
นิ้วกลางข้างขวาของเสิ่นโม่จิ่นงอเข้าหาฝ่ามือเอง ขาซ้ายซึ่งเคยตอบสนองช้ากระตุกจนส้นเท้ากระแทกขาเก้าอี้ ส่วนหน้าอกกลับสูดลมหายใจเข้าเร็วกว่าที่ลำคอจะเปิดรับ อากาศจึงติดค้างอยู่ครึ่งทาง
หญิงสาวรีบกดฝ่าเท้าลงบนพื้น เพื่อพยุงร่างไม่ให้หัวฟาดขอบโต๊ะ หากปล่อยให้ตัวเองนั่งอยู่บนเก้าอี้ต่อไป กล้ามเนื้อที่กระตุกเป็่อาจเหวี่ยงเธอลงไปในท่าซึ่งต้องรับแรงเต็ม ๆ
มือขวาจับพนักเก้าอี้ไว้ ขณะที่มือซ้ายยันขอบเตียง เธอค่อย ๆ ลดตัวลงนั่งบนพื้นโดยไม่ฝืนจังหวะของขา แล้วขยับหลังไปพิงโครงเตียงแทน
ย่ามสีดำยังเปิดอยู่บนโต๊ะซึ่งห่างออกไปไม่ถึง่แขน
ตำแหน่งนี้ล้มยากและยังเอื้อมถึงของได้
“อย่าเข้ามา” เสิ่นโม่จิ่นกล่าวโดยไม่เงยหน้า
ผีเร่ร่อนซึ่งไม่มีทีท่าว่าจะกล้าเข้ามาอยู่แล้วรีบพยักหน้าจนผมกระเซิงตีหน้า “ข้าไม่เข้า ข้าจะออกไปนอกระเบียงเพิ่มอีก”
มันพูดจบก็แทรกร่างครึ่งหนึ่งออกไปนอกลูกกรง เหลือเพียงมือข้างเดียวเกาะราวไว้ ใบหน้าที่ยุบอยู่ด้านหนึ่งชะโงกกลับมาดูห่าง ๆ
เสิ่นโม่จิ่นไม่สนใจมันอีก
ความร้อนสายแรกไหลขึ้นมาถึงลำคออีกครั้ง
รอยช้ำสีดำคล้ำรอบคอค่อย ๆ หดจากขอบเข้าหากัน ผิวบริเวณนั้นร้อนจัดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเย็นลงจนไม่ต่างจากส่วนอื่น
เสิ่นโม่จิ่นลองกลืนน้ำลาย ความรู้สึกคล้ายมีเศษทรายครูดอยู่ข้างในหายไปแล้ว แต่เธอยังไม่ทันตรวจซ้ำ พลังอีกสายก็ลากผ่านท้ายทอยขึ้นสู่ศีรษะ
ภาพจำนวนมากขยับอยู่หลังดวงตา
มือของเซี่ยอวี้ถงซึ่งกำมือเ้าของร่างไว้
โคมไฟในดันเจี้ยนซึ่งสั่นจนแสงกระแทกกำแพงเป็่
เสิ่นโม่เหิงเดินผ่านประตูบ้านโดยไม่หันมอง
สวี่จืออี้กำลังยิ้มอยู่กลางห้องเรียน
เศษภาพทั้งหมดเบียดเข้ามาพร้อมกันจนขมับของเสิ่นโม่จิ่นเต้นตุบๆ นิ้วของเธอจิกลงบนพรมโดยอัตโนมัติ เส้นใยสั้นถูกเล็บเกี่ยวขึ้นมาสามสี่เส้น
ยากำลังจัดร่างให้เข้ากับิญญา หากเธอใช้กำลังฝืน สิ่งที่ควรต่อกันอาจถูกฉีกออกจากกันอีกรอบ
‘อย่าเสือกเก่งผิดเวลา’
ปลายนิ้วที่จิกพรมจึงพยายามคลายออก
เสิ่นโม่จิ่นวางมือทั้งสองข้างลงบนต้นขา ปล่อยไหล่ให้พิงขอบเตียงเต็มที่ แล้วปรับลมหายใจตามความร้อนซึ่งหมุนผ่านกลางอก
สูดเข้าเท่าที่ร่างกายรับไหว ผ่อนออกเมื่อพลังเคลื่อนไปมา เมื่อเธอหยุดต้าน ภาพซึ่งเคยเบียดกันอยู่หลังดวงตาก็เริ่มแยกออก
มันไม่ได้หายไป หากถอยไปอยู่ในตำแหน่งซึ่งควรอยู่ราวกับมีคนเปิดลิ้นชักว่างในหัว แล้วหยิบความทรงจำแต่ละชิ้นเก็บลงไปตามหมวดของมัน
มือของเสิ่นโม่จิ่นขยับไปแตะขอบเตียงโดยไม่ต้องมอง
เธอรู้ว่าด้านหลังหมอนมีสวิตช์ไฟขนาดเล็กซ่อนอยู่ เพราะเ้าของร่างเดิมไม่ชอบตื่นขึ้นมากลางดึกแล้วพบว่าห้องมืดสนิท นิ้วเพียงเอื้อมผ่านช่องระหว่างหัวเตียงกับผนังก็จะกดมันได้พอดี
สายตาของเธอเลื่อนไปยังโต๊ะเครื่องแป้ง
ลิ้นชักซ้ายสุดเก็บเครื่องประดับ ส่วนบัตรประชาชนกับบัตรมหาวิทยาลัยอยู่ในกล่องกำมะหยี่ชั้นที่สอง
เสิ่นโม่จิ่นเดิมไม่ชอบวางบัตรรวมกับเงินสด เพราะครั้งหนึ่งเคยทำกระเป๋าหายแล้วต้องเสียเวลาไปแจ้งเอกสารใหม่ทั้งวัน
หญิงสาวไม่ได้ตั้งใจค้นข้อมูลเ่าั้ ทว่าทันทีที่มองไป เธอกลับรู้ตำแหน่งของทุกอย่างโดยไม่ต้องรื้อหา
เมื่อสายตาเปลี่ยนไปทางประตูห้อง เส้นทางจากบ้านหลังนี้ไปยังคอนโดใกล้มหาวิทยาลัยก็คลี่ออกตามมา
บันไดลงไปชั้นล่าง ประตูข้างโรงรถ รถคันซึ่งเสิ่นโม่จิ่นใช้ประจำ ทางแยกหน้าเขตบ้านพัก รวมถึงช่องจอดรถใต้คอนโด ทุกอย่างเชื่อมต่อกันโดยไม่มีภาพใดกระแทกเข้ามาให้ปวดหัวอีกแล้ว
เธอรู้กระทั่งว่าประตูห้องพักเปิดด้วยลายนิ้วมือ หากระบบมีปัญหา กุญแจสำรองจะอยู่ในช่องซิปด้านในของกระเป๋าสะพายสีดำ
ความทรงจำไม่ได้เข้ามาบอกเพียงตำแหน่งสิ่งของ
มันพาอารมณ์ซึ่งติดอยู่กับสถานที่เ่าั้มาด้วย
ห้องพักใกล้มหาวิทยาลัยมีคืนหนึ่งที่เสิ่นโม่จิ่นเดิมนั่งเปิดไฟทุกดวงจนถึงเช้า หลังได้ยินเสียงเล็บข่วนอยู่หลังผนังทั้งที่ห้องข้าง ๆ ไม่มีคนเช่า
โถงทางเดินหน้าห้องน้ำในบ้านหลังนี้เคยทำให้เด็กสาวรีบเดินทุกครั้ง เพราะเงาจากกระจกตรงมุมจะดูคล้ายมีใครยืนตามอยู่ข้างหลัง
แม้แต่ในห้องนอนของตัวเอง เสิ่นโม่จิ่นเดิมก็ไม่เคยปล่อยให้ม่านปิดไม่สนิท หากมองไม่เห็นแสงจากเมืองด้านนอก เธอจะรู้สึกว่าผนังทั้งสี่ด้านขยับเข้ามาใกล้จนหายใจไม่ออก
ความกลัวเ่าั้ยังอยู่
มันไหลผ่านปลายประสาทและทำให้หัวใจของร่างนี้เร่งขึ้นชั่วขณะ ทว่ามือของแม่มณีไม่ได้เอื้อมไปเปิดไฟ ขาไม่หดหนีจากเงาใต้ตู้ และสายตายังมองมุมมืดข้างประตูได้โดยไม่ต้องหลบ
ทั้งหมดนั่นเป็ความกลัวของเสิ่นโม่จิ่น
เธอรับรู้ได้ แต่ไม่จำเป็ต้องทำตาม
หญิงสาวเอนศีรษะพิงขอบฟูก ปล่อยให้ภาพเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย บ้าน คอนโด และคนรอบตัวเลื่อนผ่านไปทีละส่วน
แม่มณีไม่ไล่คว้าสิ่งที่ไม่ชัด ‘ของจริงมีเท่าไรก็เอาเท่านั้น เื่ไหนขาดค่อยหาทีหลัง’
เข็มวินาทีบนโต๊ะเครื่องแป้งเลื่อนไปเกือบครึ่งหน้าปัด
ความร้อนสายแรกซ่อมรอยถลอกตามร่างกายจนเสร็จ ส่วนความร้อนอีกสายแทรกผ่านกระดูกสันหลังขึ้นลงซ้ำหลายรอบ
ทุกครั้งที่มันเคลื่อนผ่าน พลังิญญาของแม่มณีจะถูกลากให้เข้ากับทางเดินในร่างใหม่มากขึ้น
จากเดิมซึ่งต้องฝืนส่งอาคมผ่านกล้ามเนื้อที่ไม่คุ้น ตอนนี้เพียงความคิดขยับ กระแสภายในก็แล่นตามโดยไม่ติดตรงหัวไหล่หรือหยุดค้างกลางอก
ทว่ายังมีจุดหนึ่งไม่ยอมเข้าที่
มันอยู่ตรงกลางระหว่างหัวใจกับลำคอ เป็รอยต่อซึ่งิญญาเดิมหลุดออกและิญญาใหม่เข้ามาแทน ความร้อนหมุนอยู่บริเวณนั้นถี่ขึ้นทุกขณะ
จังหวะหัวใจจึงเริ่มเต้นผิดไปจากเดิม
ผีเร่ร่อนที่มองอยู่นอกระเบียงยิ่งถอยห่าง
มือซึ่งเกาะราวอยู่ปล่อยออกเมื่อเงาใต้ตัวเสิ่นโม่จิ่นขยับ แม้เ้าของร่างไม่ได้ท่องคาถา ไอหม่นบางส่วนกลับซึมออกมาตามขอบเสื้อแล้วคลานไปตามพรมเพียงไม่กี่นิ้ว
ปลายผมดำซึ่งตกอยู่บนหัวไหล่ค่อย ๆ มีสีทองไหลขึ้นจากด้านล่าง ไม่ได้สว่างวาบ แต่เพิ่มจำนวนทีละเส้นราวกับด้ายสีทองถูกสอดเข้าไปในเนื้อผมจากภายใน
อักขระบนย่ามตอบรับด้วยการเรืองแสงขึ้นแ่เบา
ผีเร่ร่อนหันหลังเตรียมพุ่งหนี ทว่าชายเสื้อขาดของมันไปเกี่ยวกับซี่ลูกกรงซึ่งปกติควรทะลุผ่าน ร่างโปร่งแสงจึงยืดออกผิดรูปอยู่ชั่วขณะ ก่อนมันจะรีบดึงตัวเองกลับจนชายเสื้อหลุดดังแควก
“ข้าไม่ได้แตะอะไรนะขอรับ!”
เสิ่นโม่จิ่นไม่มีแรงเหลือพอจะสนใจคำแก้ตัวของมัน
แรงดึงตรงกลางอกเพิ่มขึ้นจนฟันกรามของเธอบดเข้าหากัน มือข้างหนึ่งเลื่อนไปจับขอบย่าม อีกข้างกดลงบนพื้นเพื่อรักษาสมดุล
มันให้ความรู้สึกคล้ายมีคนดึงิญญาไปด้านหน้า ขณะที่เนื้อหนังทั้งร่างพยายามรั้งกลับอีกทาง
หากฝืนเพียงนิด รอยต่ออาจฉีก
หากปล่อยตัวจนหลุดเกินไป ิญญาอาจถูกยาดึงออกจากร่างแทนที่จะประสานเข้าไป
เสิ่นโม่จิ่นจึงไม่ปล่อยตัวตามกระแสทั้งหมด เธอประคองจิตไว้กลางอก ให้ความร้อนเป็ฝ่ายดึงเส้นพลังเข้ามาทีละส่วน โดยไม่ส่งอาคมไปต้านและไม่ยอมให้สติหลุดตามภาพความทรงจำ
ภาพมือของเสิ่นโม่จิ่นเดิมปรากฏขึ้นอีกครั้ง
คราวนี้ไม่มีดันเจี้ยน ผี และไม่มีเื
เด็กสาวกำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ใช้พู่กันแต่งแต้มสีเข้มตรงหางตา เสื้อรัดรูปสีดำวางพาดอยู่บนเตียง โทรศัพท์มีข้อความจากเซี่ยอวี้ถงเด้งขึ้นมา แล้วมุมปากในกระจกก็ยกขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ภาพเปลี่ยนไปเป็มื้ออาหารในบ้าน เสิ่นโม่เหิงก้มดูโทรศัพท์ พ่อพูดเื่งาน แม่ถามถึงคะแนนเรียน ส่วนเสิ่นโม่จิ่นเดิมตักอาหารเข้าปากช้า ๆ ทั้งที่คำพูดซึ่งเตรียมไว้ั้แ่ก่อนลงบันไดยังไม่ได้กล่าวออกไป
จากนั้นเป็คืนหนึ่งในคอนโด เซี่ยอวี้ถงนอนกินขนมอยู่บนพรม พลางบ่นเื่อาจารย์จนเศษมันฝรั่งตกเต็มเสื้อ
เ้าของร่างเดิมทำหน้าเบื่อ แต่กลับหยิบทิชชูโยนให้แทนการไล่ออกจากห้อง
ความทรงจำพวกนั้น เป็เพียงชีวิตของเด็กสาวคนหนึ่ง ซึ่งเคยอยู่ในร่างนี้ก่อนตาย
มีทั้งนิสัยเสีย ความเอาแต่ใจ เื่ซึ่งทำพลาด และเื่ที่ไม่มีโอกาสอธิบาย เสิ่นโม่จิ่นเดิมไม่ใช่คนบริสุทธิ์จนไม่มีบาป
แต่ก็ไม่ใช่นางร้ายแบน ๆ ซึ่งเกิดมาเพื่อทำเื่โง่แล้วหายออกจากเส้นเื่เหมือนในหนังสือ
แม่มณีรับภาพเ่าั้เอาไว้โดยไม่ผลักทิ้ง
เธอไม่ได้สงสารจนคิดจะใช้ชีวิตชดเชยทุกอย่างให้ ไม่ได้สัญญาว่าจะล้างชื่อให้คนตาย และไม่คิดเปลี่ยนตัวเองให้เป็เสิ่นโม่จิ่นคนเดิมเพื่อหลอกครอบครัวว่าเด็กสาวยังอยู่
สิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วเป็อดีตของเ้าของร่าง
ส่วนสิ่งที่จะเกิดหลังคืนนี้ เป็เื่ซึ่งเธอกำหนดเอง
‘ความทรงจำของมึง ชีวิตต่อจากนี้เป็ของกู’
แรงดึงกลางอกเปลี่ยนไป จากสองด้านซึ่งเคยฉุดรั้งสวนกัน พลังทั้งหมดพลันไหลเข้าหาจุดเดียว ความร้อนกดลึกลงไปจนเสิ่นโม่จิ่นต้องแอ่นหลังออกจากขอบเตียง
ลมหายใจถูกบีบค้างอยู่ในปอดชั่วขณะ ก่อนเส้นพลังทุกสายจะเชื่อมต่อเข้าหากันพร้อมเสียงเบา ๆ ซึ่งดังขึ้นภายในร่าง
คล้ายหยดน้ำหยดสุดท้ายตกลงในภาชนะที่เต็มพอดี
ทันใดนั้นอาการทั้งหมดหยุดลงพร้อมกัน
หัวใจกลับมาเต้นเป็จังหวะสม่ำเสมอ ลมหายใจซึ่งเคยติดอยู่กลางลำคอไหลเข้าเต็มปอดจนกระดูกซี่โครงขยายออก
เสิ่นโม่จิ่นผ่อนลมออกช้า ๆ แล้วสูดกลับเข้าไปอีกครั้ง
ไม่มีอาการแสบ เนื้อบวมตรงลูกกระเดือกหายไปจนเธอสามารถก้มคอได้เต็มที่
หญิงสาวยกมือแตะผิวบริเวณซึ่งเคยมีรอยนิ้วคล้ำ ปลายนิ้วลากผ่านจากใต้กรามลงมาถึงไหปลาร้า พบเพียงผิวเรียบกับชีพจรซึ่งเต้นนิ่งอยู่ด้านล่าง
เธอกำมือขวาอีกครั้ง
นิ้วทั้งห้าหุบเข้าหากันพร้อมกันพอดี ไม่มีนิ้วใดช้ากว่า เส้นเอ็นจากข้อมือถึงข้อศอกขยับตามความคิดอย่างที่ควรเป็
เสิ่นโม่จิ่นวางฝ่ามือลงบนพื้นแล้วลุกขึ้นโดยไม่ใช้ขอบเตียงช่วย
น้ำหนักถ่ายจากส้นเท้าขึ้นมายังสะโพกในจังหวะเดียว ร่างสูงเพียงร้อยหกสิบเิเกลับเบาและมั่นคงกว่าเมื่อไม่กี่นาทีก่อน
กล้ามเนื้อของเด็กสาวอายุสิบเก้ายังไม่ได้หนาแน่นเท่าร่างเดิมของแม่มณี ทว่าพละกำลังซึ่งไหลผ่านแขนขากลับใกล้เคียงสิ่งที่เธอคุ้นเคย
มันไม่ได้มาจากกล้ามเนื้อเพียงอย่างเดียว
เมื่อิญญาเข้าที่ พลังภายในจึงหนุนร่างได้เต็มส่วน ไม่ต้องเสียครึ่งหนึ่งไปกับการบังคับแขนขาซึ่งเคลื่อนตามช้า ๆ อีก
เสิ่นโม่จิ่นขยับหัวไหล่ หมุนข้อมือ แล้วถ่ายน้ำหนักไปยังขาซ้าย
ปลายเท้าก้าวออกครึ่ง่ตัว สะโพกหมุนตาม ก่อนข้อศอกขวาจะตวัดขึ้นในระยะสั้นแล้วหยุดนิ่งห่างจากเสาเตียงเพียงสองนิ้ว
ลมจากการเคลื่อนไหวปะทะชายผ้าปูจนกระเพื่อม
ไม่มีอาการเซ และแรงส่งซึ่งวิ่งจากพื้นผ่านเอวมายังศอกกลับมาครบอย่างที่ควรเป็
หากข้างหน้าไม่ใช่เสาเตียงแต่เป็ขากรรไกรคน กระดูกตรงนั้นคงรับแรงไปเต็ม ๆ โดยไม่ทันเห็นว่าเธอเริ่มขยับเมื่อไร
“ใช้ได้”
หญิงสาวลดแขนลง แล้วลองปล่อยพลังิญญาผ่านฝ่ามือเพียงเล็กน้อย
อักขระบนย่ามสว่างรับทันที เส้นไอหม่นซึ่งเคยรั่วออกมาตามอารมณ์รวมตัวอยู่รอบข้อมือ ก่อนหยุดนิ่งตามความคิดโดยไม่ไหลไปทั่วพื้น
เสิ่นโม่จิ่นพลิกฝ่ามือ พลังสายนั้นจึงหายกลับเข้าใต้ิัรวดเร็วพอ ๆ กับตอนเรียกออกมา
ครั้งนี้ร่างกายไม่ต่อต้าน ลมหายใจไม่สะดุด และหัวใจก็ไม่ได้เต้นผิดจังหวะเพราะอาคมไหลผ่าน
ผีเร่ร่อนซึ่งซ่อนตัวอยู่นอกลูกกรงยื่นหน้าเข้ามาดูเพียงครึ่งเดียว พอเสิ่นโม่จิ่นหันข้อมือไปทางระเบียง มันก็หดศีรษะกลับจนหน้าผากกระแทกผนังดังปึก
หญิงสาวไม่ได้เรียกมัน เธอเดินตรงไปยังโต๊ะเครื่องแป้งแทน
ฝ่าเท้าแต่ละก้าวลงน้ำหนักพอดี ไม่มีความรู้สึกคล้ายกำลังยืมขาคนอื่นเดินอีกแล้ว เมื่อหยุดอยู่หน้ากระจก ภาพซึ่งสะท้อนกลับมาก็ยังเป็ใบหน้าคมสวยของเสิ่นโม่จิ่น
ทว่าไม่มีส่วนใดให้ความรู้สึกว่าเป็เด็กสาวคนเดิม
ปลายผมซึ่งเคยมีเพียงประกายทองเมื่อกระทบแสง ตอนนี้ปรากฏเส้นสีทองแทรกอยู่ท่ามกลางผมดำอย่างชัดเจน
มันไม่ได้ย้อมสีทั้งช่อ หากเรียงกระจายั้แ่่กลางลงไปถึงปลาย ราวกับมีคนนำด้ายทองเส้นเล็กมาถักซ่อนเอาไว้ทีละเส้น
ม่านตาดำปนน้ำตาลของเ้าของร่างเดิมเปลี่ยนเป็สีทองเข้ม ประกายด้านในไม่ได้ลอยวูบวาบตามอารมณ์อีก แต่จมอยู่ลึกลงไปในดวงตา สงบนิ่งจนแสงจากโคมไฟสะท้อนเข้าไปแล้วไม่อาจทำให้สีตรงนั้นดูอ่อนลง
เสิ่นโม่จิ่นในความทรงจำมักขยับเข้าใกล้กระจกเพื่อดูเส้นอายไลเนอร์ ดูสีปาก หรือเช็กว่ามีจุดใดบนใบหน้าทำให้ตัวเองดูไม่สมบูรณ์
ส่วนคนที่ยืนอยู่ตรงนี้ไม่ได้สนใจเครื่องสำอางบนโต๊ะเลย
เธอมองเข้าไปในดวงตาของตัวเองโดยไม่หลบ
คนอื่นถ้าสบดวงตานี้นานเกินไปอาจรู้สึกคล้ายยืนอยู่ริมแอ่งน้ำกลางคืน ผิวน้ำสงบนิ่งจนคิดว่าตื้น แต่เมื่อก้มมองกลับไม่เห็นก้น และไม่รู้ด้วยว่ามีอะไรนอนลืมตาอยู่ใต้สีดำด้านล่าง
มันไม่ใช่คาถาควบคุมหรือสะกดจิต
แต่มันเป็ิญญาซึ่งผ่านผี ผ่านความตาย และแบกบุญจำนวนมากเข้ามาอยู่ในร่างนี้อย่างสมบูรณ์แล้ว
เสิ่นโม่จิ่นยกมือแตะกระจก ปลายนิ้วในเงาสะท้อนแตะกลับมาตรงตำแหน่งเดียวกัน
ชื่อบนระบบเป็ชื่อเสิ่นโม่จิ่น ใบหน้า และความทรงจำส่วนหนึ่งก็เป็ของเด็กสาวคนนั้น แต่คนซึ่งกำลังหายใจอยู่หลังดวงตาคู่นี้คือแม่มณี
เธอไม่คิดทำตัวหวาดกลัวผีเพียงเพื่อให้เหมือนเ้าของร่าง ไม่คิดปิดบังตัวตนจนต้องแต่งหน้าจัดหรือร้องขอความเชื่อใจจากครอบครัว
และยิ่งไม่คิดยืนแจกแจงให้ใครฟังว่าิญญาข้างในเปลี่ยนไปั้แ่ตอนไหน
หากคนในบ้านสังเกตว่าเธอผิดปกติ ก็ปล่อยให้สังเกตไป ถ้าถาม เธอจะเลือกเองว่าคำถามไหนสมควรตอบ
‘ถามก็ถามไป กูไม่ตอบก็จบ’ เ้าของร่างเดิมตายไปแล้ว และเธอไม่มีวิธีคืนชีวิตให้
ต่อจากคืนนี้ คนซึ่งต้องถูกลากเข้าดันเจี้ยน และต้องรับมือกับพวกคนเฮงซวยในโลกนี้คือเธอ
‘ร่างนี้เป็ของกูแล้ว’
เสียงครูดเบา ๆ ดังขึ้นจากขอบระเบียง
ผีเร่ร่อนค่อย ๆ โผล่ใบหน้าออกมาจากด้านนอกลูกกรง ดวงตาขุ่นของมันกวาดผ่านเส้นผมสีดำแทรกทอง ก่อนเคลื่อนขึ้นมาสบกับดวงตาของหญิงสาวในกระจก
ร่างโปร่งแสงชะงักค้าง
นิ้วซึ่งเกาะขอบผนังคลายออกทีละนิ้ว แล้วมันก็ถอยหลังไปหนึ่ง่ตัวทั้งที่เสิ่นโม่จิ่นยังไม่ได้หันไปหา
ริมฝีปากฉีกยาวขยับอยู่หลายครั้ง กว่าจะมีถ้อยคำแหบพร่าหลุดออกมา
“คนที่มีดวงตาแบบนี้...ไม่ควรมีอยู่ในโลกนี้สิ”