แป้งสาลี แป้งข้าวโพด ข้าวฟ่าง น้ำมันถั่วเหลือง น้ำตาลอ้อย และเกลือ ทั้งหมดนี้หมดเงินไปสองร้อยกว่าเหวิน จากนั้นนางก็ไปซื้อชุดหม้อ ชาม กะละมัง ตะเกียบ ช้อน และมีดทำครัวมาอีกหนึ่งชุด ทั้งหมดนี้หมดไปสามร้อยเหวิน
รายจ่ายก้อนใหญ่ที่สุดคือเสื้อผ้า คนในบ้านทุกคนสวมเสื้อผ้าเก่าขาดรุ่งริ่งจนไม่มีชุดผลัดเปลี่ยน ซ้ำยังดูซบเซาอาภัพอย่างยิ่ง แถมเจียงเหลียนจูเองก็ไม่คุ้นชินกับการแต่งตัวเช่นนี้ หาก้าให้สุขภาพดีขึ้นเื่สุขอนามัยย่อมต้องสำคัญที่สุด เจียงเหลียนจูจึงซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้ทั้งตัวนางเองและเด็กน้อยทั้งสามคนละหนึ่งชุด เสื้อผ้าพวกนี้มีราคาแพง เจียงเหลียนจูต้องใช้เงินหนึ่งตำลึงกว่า ๆ ที่เหลืออยู่ในมือซื้อมา จึงไม่อาจเลือกผ้าเนื้อดีได้ ได้แต่ซื้อผ้าฝ้ายเนื้อหยาบมาแทน
นอกจากนี้ เจียงเหลียนจูยังซื้อผ้าฝ้ายเนื้อละเอียดมาอีกหนึ่งพับ นางตั้งใจจะนำกลับไปตัดเป็ชุดชั้นในสวมไว้ข้างใน ข้างนอกสวมผ้าเนื้อหยาบ ข้างในสวมผ้าเนื้อละเอียด แม้จะมีปัจจัยจำกัดแต่ก็ต้องเพิ่มความสบายให้ได้มากที่สุด
เจียงเหลียนจูเดินมาถึงร้านขายซาลาเปา ซาลาเปาไส้หมูชิ้นโตหอมฉุยราคาลูกละสามเหวิน นางจึงซื้อมาแปดลูก สุดท้ายเหลือเงินติดตัวอยู่เพียงยี่สิบถึงสามสิบเหวินเท่านั้น การมาตลาดครั้งนี้ถือว่าได้ข้าวของกลับไปเต็มตะกร้า นางเห็นว่าเวลาเริ่มเย็นมากแล้วจึงเตรียมตัวเดินทางกลับบ้าน
ขณะเดินออกจากตัวเมือง นางผ่านร้านขายยาแห่งหนึ่ง ที่หน้าประตูร้านมีเสี่ยวฮั่วจี้กำลังตากสมุนไพรอยู่ เจียงเหลียนจูเดินเข้าไปใกล้ สมุนไพรเหล่านี้นางคุ้นเคยเป็อย่างดี
"ขอถามหน่อย ร้านของพวกท่านรับซื้อสมุนไพรหรือไม่?"
เสี่ยวฮั่วจี้เห็นว่าเจียงเหลียนจูเป็หญิงชาวบ้านแบกตะกร้าสานใบใหญ่ แถมการแต่งตัวก็ดูเหมือนคนยากจน จึงพอจะเดาเื่ราวได้ "รับสิ รับซื้อทุกชนิดนั่นแหละ"
เจียงเหลียนจูพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม "ข้ามีตะขาบอยู่นิดหน่อย พวกท่านรับไหม? ทุกตัวเป็ตัวใหญ่ทั้งหมดลองดูคุณภาพก่อนได้"
ตะขาบสามารถนำไปปรุงเป็ยาได้ โรคบางชนิดจำเป็ต้องใช้ตะขาบเป็ตัวนำยา บางคนยังใช้ตะขาบแก่ปีไปดองเหล้ายาเพื่อดื่มรักษาโรค ร้านขายยาทั่วไปจึงมักจะรับซื้ออยู่เสมอ
เมื่อเสี่ยวฮั่วจี้เห็นคุณภาพก็พบว่าเป็ตะขาบตัวใหญ่ที่แก่ได้ที่ หัวสีแมงป่องท้ายสีแดงจริง ๆ ่นี้เพื่อนำไปดองเหล้ายาถวายให้เหล่าขุนนางและผู้มีอันจะกิน เขากำลังกลุ้มใจที่ขาดแคลนพิษของสัตว์พิษทั้งห้าอยู่พอดีจึงรู้สึกยินดีเป็อย่างยิ่ง
"รับสิ ให้ตัวละหนึ่งเหวิน มีกี่ตัวรับหมดเลย"
เจียงเหลียนจูนับดูมีทั้งหมดยี่สิบตัวพอดี ขายได้เงินมายี่สิบเหวินก็นับว่าไม่เลวย่อมดีกว่าไม่ได้อะไรเลย นำไปซื้อของกินต้มข้าวต้มกินได้ตั้งหลายวัน
เจียงเหลียนจูมองดูสมุนไพรที่เสี่ยวฮั่วจี้กำลังตากอยู่อีกครั้ง และจดจำไว้ในใจเงียบ ๆ ไว้คราวหน้าที่นางเข้าป่า หากบังเอิญเจอจะได้เก็บมาขายเอาเงิน
เมื่อออกจากตัวเมืองมาฟ้าก็เริ่มมืดลง เจียงเหลียนจูตั้งใจจะหารถเทียมวัวนั่งกลับหมู่บ้าน แต่เพราะนางเลิกตลาดเย็นเกินไป รถเทียมวัวออกไปหมดแล้วนางจึงมาไม่ทัน ทำได้เพียงแบกตะกร้าหนักหลายสิบจินเดินกลับไป การเดินทางกลับต้องใช้เวลาเดินอีกพักใหญ่
ชาติก่อนเจียงเหลียนจูเป็สายลับที่ผ่านการฝึกฝนอย่างหนักหน่วง การแบกของหนักเดินเท้าจึงไม่ใช่เื่ยากสำหรับนาง แถมระหว่างทางยังชมวิวทิวทัศน์ได้อีกด้วย เพียงแต่หากใช้เวลานานเกินไปกว่าจะถึงบ้าน นางกลัวว่าเด็ก ๆ จะคิดมากกัน
เพิ่งเดินออกจากตัวเมืองเจียงเหลียนจูก็ได้ยินเสียงเรียกจาบจ้วงลามกดังขึ้น
"เหลียนจู! แม่นางน้อยเหลียนจู!"
เจียงเหลียนจูหันกลับไป มองเห็นชายหนุ่มหน้าตาแหลมเหมือนจิ้งจอก หลังค่อม กึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาพลางเหลียวซ้ายแลขวาอย่างมีเลศนัย
นี่คือ... นักเลงหัวไม้ที่เคยหนีตามไปกับร่างเดิมหรือ?
ชายคนนี้ชื่อหลิวเอ้อร์โก่ว บ้านยากจนข้นแค้นไม่มีที่ดินสักผืน แถมวัน ๆ ไม่ทำมาหากิน เอาแต่เที่ยวเล่นมั่วสุมกับพวกนักเลงเกเรข้างนอก เป็พวกชอบลักเล็กขโมยน้อย
เจียงเหลียนจูนึกสงสัยว่าเ้าของร่างเดิมจะโง่เขลาถึงเพียงนี้เชียวหรือ ชายลักษณะเช่นนี้เหตุใดนางถึงได้หลงเชื่อคำหวานของเขาที่บอกว่าจะพาไปกินหรูอยู่สบาย ต่อให้บอกว่าจะพาไปกินสิ่งปฏิกูลนางยังจะเชื่อเสียมากกว่า!
ตอนที่ทั้งสองคนกำลังหนีตามกันไปที่สะพาน เกิดถูกคนพบเข้าร่างเดิมทั้งละอายและใจนก้าวพลาดตกลงไปในน้ำ เ้าคนเกเรนี่กลัวโดนคนจับได้แล้วจะถูกตี จึงหันหลังวิ่งหนีทำเป็ไม่รู้จักเสียอย่างนั้น สุดท้ายก็เป็คนในหมู่บ้านหวังเจียที่ช่วยชีวิตเจียงเหลียนจูขึ้นมา
คนเลวทรามต่ำช้าเช่นนี้ยังกล้ามีหน้ามาหานางอีกหรือ? นางยังไม่ได้ไปคิดบัญชีกับเขาถึงบ้านก็ดีเท่าไหร่แล้ว เขากลับรนหาที่ตายเองแท้ ๆ
เจียงเหลียนจูหรี่ตาลง "เ้าเป็ใคร?"
หลิวเอ้อร์โก่วเดินเข้ามาใกล้แสดงสีหน้าเสแสร้งแกล้งทำเป็ห่วงใย "เหลียนจู ร่างกายเ้าดีขึ้นบ้างหรือยัง? ข้ารู้ว่าเ้ากำลังโมโห เมื่อวานข้ากลัวว่าจะกระทบกระเทือนถึงชื่อเสียงของเ้า ข้าก็เลยต้องหลบไปก่อนไม่ใช่ว่าข้าจะไม่ช่วยเ้านะ"
เพียะ!
เจียงเหลียนจูตบหน้าเขาทันที ฝ่ามือปะทะเข้ากับใบหน้าของหลิวเอ้อร์โก่วเต็มแรงจนฟันแทบจะหลุดออกจากปาก
ในเมื่อเสนอตัวมาให้ตีถึงที่ ไม่ตีก็คงเสียเปล่า ตบนี้ถือว่าตบแทนร่างเดิมที่มองคนไม่ตกจนต้องมาเสียชีวิตไป
หลิวเอ้อร์โก่วถึงกับมึนตึ้บ! มึนงงจนตามสถานการณ์ไม่ทัน เจียงเหลียนจูคนนี้ไปโหดมาจากไหนกัน! ถึงขั้นกล้าลงไม้ลงมือตบคนแล้ว! ต้องเป็เพราะกำลังแง่งอนอยู่แน่ ๆ !
หลิวเอ้อร์โก่วกุมแก้มที่บวมปูด เอาใจต่อว่า "เหลียนจู เ้าอย่าเพิ่งโมโหเลย เ้าตีข้า ข้ายอมรับ ครั้งนี้เป็ความผิดของเอ้อร์โก่วเอง เ้าฟังข้าอธิบายก่อน เ้าเป็หญิงหม้าย หากถูกจับได้ว่าหนีตามผู้ชายไปจะต้องถูกจับใส่ชะลอมทิ้งน้ำนะ ข้าเองก็ทำเพื่อเ้า ดีล่ะตอนนี้ข้าไม่ได้มาขอโทษเ้าแล้วหรืออย่างไร?"
ผัวะ!
เจียงเหลียนจูประเคนหมัดเข้าที่แก้มซ้ายของเขาให้อีกหนึ่งที!
หลิวเอ้อร์โก่วถูกชกจนก้าวถอยหลังไปหลายก้าว แก้มข้างซ้ายบวมฉึ่งขึ้นมาอีกข้าง แม่นางน้อยเจียงในวันนี้จะโหดดุดันเกินไปแล้ว เขาเริ่มจะสงสัยในชีวิตตัวเองขึ้นมาบ้างแล้ว!
"หลิวเอ้อร์โก่ว เื่ที่ผ่านมาข้าจะไม่คิดความกับเ้าอีก ต่อจากนี้ไปพวกเราไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก เ้าไปทางของเ้าข้าไปทางของข้าเราต่างคนต่างอยู่เข้าใจไหม?"
เจียงเหลียนจูตบหน้าเขาทั้งสองข้างจนบวมเป่งราวกับหัวหมู ถือเป็การระบายโทสะแทนเ้าของร่างเดิมไปในตัว
นางปัดมือเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงชัดเจน
หลิวเอ้อร์โก่วได้ยินดังนั้นก็เริ่มลนลาน "เหลียนจู ข้าขอโทษแล้วเ้ายัง้าอะไรอีก เอาละเป็เด็กดีเถิดอย่าโกรธเคืองกันเลย ตบก็ตบแล้ว ด่าก็ด่าแล้ว เรามาพูดกันดี ๆ เถอะ ข้าได้ยินว่าเมื่อวานเ้าโชคดีล่าจ่าฝูงหมาป่าในป่าได้ วันนี้ตั้งใจจะเอาเนื้อกับหนังหมาป่ามาขายใช่หรือไม่ หนังหมาป่านี่น่าจะมีราคาไม่น้อยทีเดียว"
เจียงเหลียนจูเหลือบมองเขาด้วยหางตา "ใช่แล้วอย่างไร"
"น่าจะขายได้สักสองตำลึงเงิน ประจวบเหมาะพอดี เราสองคนสามารถใช้มันเป็ค่าเดินทางได้ พี่เอ้อร์โก่วคนนี้จะพาเ้าเข้าเมืองไปใช้ชีวิตแบบคนเมือง รับรองว่าเ้าจะได้กินหรูอยู่สบาย..."
เจียงเหลียนจูโกรธจนอยากจะหัวเราะ เ้าคนเสเพลผู้นี้ไม่ได้มาเพื่อขอโทษเท่านั้นแต่ยังคิดจะฮุบเงินค่าขายหนังหมาป่าของนางอีกหรือ
ช่างฝันหวานเสียจริง!