มู่หยงไฉ่จิ่งไต่ถามเหล่าหลวงจีน ทราบว่าหลังท่านโยชิอิดื่มยาก็หลับพักผ่อนในกุฏิปู้เอี้ยนต้าซือ ส่วนฟางเสวี่ยเฟยเมื่อต้มยาเสร็จค่อยเดินไปหน้าอาราม
มู่หยงไฉ่จิ่งติดตามไปหน้าประตูอาราม ริวจิเดินตามนางออกมาติด ๆ
ทั้งสองพบประมุขตระกูลฟาง กำลังนั่งดื่มเหล้าเพียงคนเดียวตรงเชิงบันไดนอกอาราม
มู่หยงไฉ่จิ่งต้องถอนหายใจ เมื่อเห็นเช่นนั้น
“พี่เสวี่ยเฟย ท่านไม่อาจอดใจได้ ต้องออกมานั่งดื่มนอกอารามเชียวหรือ...ท่านไปหาสุรามาจากไหน”
ฟางเสวี่ยเฟยยิ้มแย้ม ชี้มือไปยังรถม้าคันซึ่งอยู่รอพวกตน
“เ้าของรถม้าคันนั้น นับเป็ปีศาจสุราผู้หนึ่งจริง ๆเมื่อตอนหัวหน้าแซ่หยวน กลับไปกับรถม้าอีกคัน มันก็ทราบว่า ต้องรออยู่ที่นี่โดยไม่มีกำหนดมันไม่อาจขาดสุราได้ จึงขับรถย้อนกลับไป ร้านน้ำชาเชิงเขา ซื้อสุราชั้นดีมาหลายไหคุณชายริวจิค่าจ้างที่ท่านให้มัน ต้องหมดรวดเร็วยิ่ง”
ริวจิหัวเราะลั่นกล่าวว่า
“สารถีดีเช่นนี้ ข้าพเ้าจะเพิ่มค่าจ้าง ให้กับมันอีกสามเท่า”
ฟางเสวี่ยเฟยยกหัวแม่มือ ชมเชยริวจิแล้วดื่มอีกอึกใหญ่จากนั้นส่งสุราอีกไหให้ริวจิ
ทั้งคู่ยกไหสุราขึ้นดื่ม พร้อมกันอีกอึกใหญ่
มู่หยงไฉ่จิ่งมองบุรุษทั้งสองสลับไปมา พลางทอดถอนใจได้แต่ส่ายหน้าให้ปีศาจสุราทั้งสอง
ฟางเสวี่ยเฟยรู้สึกถูกชะตา กับบุรุษผู้นี้อย่างยิ่งจริง ๆ อาจเพราะโยชิโอกะริวจิ คิดอย่างไรก็กล่าวอย่างนั้น ทั้งยังมีน้ำใจต่อผู้อื่นอย่างจริงใจไม่เสแสร้งจอมปลอม เช่นชาวยุทธ์ส่วนมากซึ่งมันรู้จัก
ริวจิถามโพล่งขึ้น อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
“คุณชายฟาง ท่านคิดว่าผู้ใด จะเป็อันดับหนึ่งในการประลอง?”
ฟางเสวี่ยเฟยแทบสำลักสุรา มองบุรุษหนุ่มด้วยความขบขัน
“ข้าพเ้าเป็แค่ขี้เมาอันดับหนึ่ง คงไม่สามารถบอกได้ผู้ใดสมควรเป็จอมยุทธ์อันดับหนึ่ง”
มู่หยงไฉ่จิ่งแทรกขึ้น
“ตามความเห็นของข้าพเ้า ผู้มีโอกาสชนะก็มี ท่านโยชิอิเซียนแพทย์ไร้ใจหลินจวี๋ฮวา ซินแสลิขิตฟ้าติงฝูหรง ศิษย์พี่ไป๋เฮ่อ...อ้อ...ต้องรวมจอมโจรเสเพลเสี่ยวเซียนด้วยทั้งห้ามีฝีมือใกล้เคียงกันมาก ไม่อาจบอกได้ว่าผู้ใดควรเป็ผู้ชนะ...”
ริวจิชำเลืองตามองฟางเสวี่ยเฟยแล้วกล่าว
“ไม่แน่ผู้ชนะ อาจไม่ใช่ทั้งห้าคนนี้ก็เป็ได้”
ฟางเสวี่ยเฟยย้อนถามด้วยความสงสัย
“ถ้าอย่างนั้นเป็ผู้ใด?”
ริวจิดื่มอีกอึกใหญ่ จ้องฟางเสวี่ยเฟยเขม็ง
“เป็กงจื่ออัจฉริยะ คุณชายฟางเสวี่ยเฟย...”
ฟางเสวี่ยเฟยรินเหล้าอย่างอารมณ์ดี
“ข้าพเ้าไม่อาจเทียบ ยอดฝีมือเ่าั้ได้หรอก...นอกจากนี้มีอีกสิ่งที่ท่านคิดไม่ถึง”
ริวจิทำหน้าสงสัยกล่าวถามว่า
“สิ่งใด?”
ประมุขตระกูลฟาง ยกไหสุราขึ้นดื่มอีกอึกหนึ่ง
“การเป็ขี้เมาอันดับหนึ่ง ยังมีความสุขมากกว่าได้เป็จอมยุทธ์อันดับหนึ่งมากนัก”
มู่หยงไฉ่จิ่งต้องทำหน้าสงสัยบ้าง
“เพราะเหตุใด?”
ฟางเสวี่ยเฟยหัวเราะพลางกล่าวว่า
“เพราะคนที่เป็ขี้เมา เมื่อดื่มเหล้าจนเมามาย ไหนเลยมีใครกล้าว่ากล่าวการได้ดื่มอย่างเต็มที่ นับเป็ความสุขอย่างยิ่งจริง ๆ”
ริวจิมองหน้ามู่หยงไฉ่จิ่ง แล้วหันมามองฟางเสวี่ยเฟย
มู่หยงไฉ่จิ่งก็มองหน้า ปีศาจสุราทั้งสองสลับไปมา
คนทั้งสาม ต่างมองหน้ากันไปมา แล้วหัวเราะขึ้นเสียงดังลั่น
ต่างคนต่างรู้สึกออกรสออกชาติกับการสนทนายิ่ง
ฟางเสวี่ยเฟยถอนหายใจเฮือกใหญ่ กล่าวว่า
“เ้าบอกว่าผู้มีสิทธิ์ ชนะการประลองมีห้าคน แต่เราคิดว่าเ้าลืมไปหนึ่งคน”
มู่หยงไฉ่จิ่งและริวจิถามขึ้นพร้อมกัน
“เป็ผู้ใด?”
ฟางเสวี่ยเฟยไม่ตอบคำกลับมองมู่หยงไฉ่จิ่งคล้ายไต่ถาม
มู่หยงไฉ่จิ่งฉุกคิดขึ้น กล่าวอย่างไม่แน่ใจ
“ไม่น่าเป็ไปได้...ข้าพเ้ามิได้ลืม แต่ไม่คิดว่านางจะสามารถฝึกปรือกระทั่งพลังฝีมือทัดเทียมคุณหนูใหญ่ ได้รวดเร็วขนาดนี้”
ประมุขตระกูลฟาง วางไหสุราลงข้างกาย น้ำเสียงหดหู่ยิ่ง
“...เมื่อเจ็ดปีก่อน ครั้งที่เราพ่ายแพ้คุณหนูใหญ่ นางก็มีอายุเท่ากับคุณหนูรองในเวลานี้”
โยชิโอกะ ริวจิฉงนฉงายยิ่งถามว่า
“การประลองครั้งก่อน ท่านพ่ายแพ้คุณหนูใหญ่ซ่างกวนเหม่ยเซียน?”
“ใช่...”
ริวจินิ่งครุ่นคิดแล้วพยักหน้าช้า ๆหันไปเห็นใบหน้าหม่นหมองของมู่หยงไฉ่จิ่ง
“เฮ้อ..ยิ่งคิดยิ่งสงสารจอมยุทธ์อี่ หมู่ตึกอะไรก็ไม่รู้ดันตั้งกฎไร้สาระแบบนี้ออกมาได้”
ฟางเสวี่ยเฟยหันไปมองมู่หยงไฉ่จิ่ง ทราบว่านางเล่าเื่นี้ให้ริวจิฟังแล้ว
ความจริงเื่นี้ไม่ใช่ความลับอันใด เมื่อเจ็ดปีก่อนทุกคนล้วนทราบดี
มู่หยงไฉ่จิ่งกล่าวอย่างหดหู่
“จอมยุทธ์ผู้มีฝีมือล้ำเลิศ ส่วนมากล้วนเป็เช่นศิษย์พี่”
ริวจิถามอย่างสงสัย
“เป็เช่นไร...”
มู่หยงไฉ่จิ่งกล่าวคล้ายเหม่อลอย
“จอมยุทธ์ผู้มีฝีมือล้ำเลิศ ล้วนมีความรักที่งมงาย ฝีมือยิ่งล้ำเลิศยิ่งมีความรักที่งมงาย”
ฟางเสวี่ยเฟยยิ้มหดหู่
“เ้าอาจพูดถูก...แต่สำหรับท่านผู้นั้น คงเป็ข้อยกเว้น” กล่าวพลางหันไปหน้าประตูทางเข้าอาราม
เงาร่างคนผู้หนึ่ง เดินผ่านความมืด ตรงมาหาคนทั้งสามร่างตั้งตรงประดุจภูผาแกร่ง ใบหน้าเฉยเมยไร้อารมณ์ มิต่างจากศิลาแลงทว่ามีแววอ่อนระโหยไม่น้อย ยิ่งเดินยิ่งง่อนแง่นโคลงเคลง
ริวจิผุดลุกขึ้น โผเข้าไปพยุง น้ำเสียงปีติยินดียิ่ง
“ท่านโยชิอิ...ท่านเดินได้แล้ว!”
โยชิอิพยักหน้าน้อย ๆ พยายามทรงกายให้มั่นกล่าวว่า
“ข้าพเ้าอาการดีขึ้นบ้างแล้ว”
ริวจิหันมองมู่หยงไฉ่จิ่ง ด้วยความสำนึกตื้นตัน
“ปู้เอี้ยนต้าซือสมเป็ศิษย์ จอมแพทย์การุณย์จริง ๆ !”
บุรุษเหล็กเดินเข้าไปหามู่หยงไฉ่จิ่ง กล่าวน้ำเสียงจริงจัง
“ท่านต้าซือเล่าเื่ราว ให้ข้าพเ้าฟังหมดแล้วข้าพเ้ามีเื่คิดกล่าวกับแม่นางมู่หยง”
ดรุณีโฉมงามขมวดคิ้วเล็กน้อย
“หรือท่านคิดปฏิเสธจะให้ข้าพเ้าช่วยเหลือ”
บุรุษเหล็กกล่าวเสียงระโหย หากยังเต็มไปด้วยความหนักแน่น
“ข้าพเ้าไม่ปฏิเสธ...ข้าพเ้าจำต้องมีชีวิตสืบต่อไปขอให้เ้าจำไว้...ข้าพเ้าจะไม่มีวันลืมว่า ได้ติดค้างท่านต้าซือกับเ้า”
นาคามูระ โยชิอินั่งลงข้างริวจิ จับจ้องไหสุรา กล่าวถามฟางเสวี่ยเฟยว่า
“ไฉนท่านไม่คิดเชื้อเชิญข้าพเ้าบ้าง?”
ริวจิรีบห้ามปราม
“ท่านโยชิอิยังไม่หายดี ไหนเลยดื่มสุราได้”
พลันเสียงการุณย์ ดังมาจากทางประตูหน้าอาราม
“สุราสองสามจอก กลับบำรุงร่างกาย ยิ่งกว่าดีหมี โสมมนุษย์”
ทั้งสี่หันไปมองทางที่มาของเสียง ทว่าเ้าของเสียงได้ปิดประตูเดินกลับเข้าไปภายในอารามแล้ว
ฟางเสวี่ยเฟยทำหน้าเหลอ คล้ายเพิ่งฉุกคิดได้
“หากท่านไม่รังเกียจ เชิญดื่มกับเราสิขออภัยที่มิได้เชื้อเชิญ...น้อยครั้งจะมีคนร่วมดื่มกับข้าพเ้า”
นาคามูระ โยชิอิเลิกคิ้วสูง ถามด้วยความสงสัย
“เหตุใดน้อยครั้ง ท่านจะดื่มกับผู้อื่น?”
ฟางเสวี่ยเฟยมองไหสุราในมือ กล่าวต่อ
“เพราะข้าพเ้า ชมชอบการดื่มคนเดียวจนเคยชิน ยามดื่มคนเดียวจึงสามารถเมามายได้เต็มที่ ทั้งเมื่อเมามาย ย่อมไม่เดือดร้อนผู้ใด”
นาคามูระ โยชิอิจ้องบุรุษตรงหน้าเนิ่นนาน ก่อนกล่าวว่า
“เป็เช่นนั้นหรือ...แต่ข้าพเ้าคิดว่า ท่านไม่ได้ชมชอบการดื่มคนเดียวหรอก...ท่านกลัวหากวันนี้มีคนร่วมดื่มกับท่าน แต่หากรุ่งขึ้นไม่มีผู้ใดร่วมดื่มด้วยยามนั้นท่านคงรู้สึกเดียวดาย คิดถึงยามมีผู้ร่วมดื่มท่านจึงมิยินยอมร่วมดื่มกับผู้ใด เมื่อไม่เคยร่วมดื่มกับผู้ใดยามเมื่อต้องดื่มผู้เดียว ย่อมไม่รู้สึกเดียวดาย”
ฟางเสวี่ยเฟยหัวเราะลั่น
“ผู้สามารถดื่มสุราด้วยกันได้ นับเป็สหายรู้ใจ”
นาคามูระ โยชิอิกล่าวน้ำเสียงราบเรียบว่า
“ท่านตัดสินสหาย เพียงแค่การดื่มสุรา ระวังจะเสียใจภายหลัง...”
ฟางเสวี่ยเฟยเหม่อมอง เบื้องหน้าแน่วนิ่ง ก่อนหันมากล่าวกับบุรุษเหล็ก
“ผู้ที่ข้าพเ้ายินดีร่วมดื่ม นับว่ามีไม่กี่คน บางคนแม้ร่วมโต๊ะกันแต่ไม่อาจนับว่าร่วมดื่มด้วยกันได้ เฉกเช่นสหายใช่ต้องคบหานานปี จึงเป็สหายรู้ใจเพียงชั่วเวลาจิบเหล้าหนึ่งจอก กลับพบพานผู้รู้ใจ”
ใบหน้าเฉยชา คล้ายปรากฏรอยยิ้มวูบหนึ่ง ทว่าน้ำเสียงยังราบเรียบดุจเดิม
“ข้าพเ้าดื่มสุราได้ไม่มากนัก คงดื่มกับท่านได้เพียงไม่กี่จอก...”กล่าวพลางหยิบจอกเหล้ามาดื่ม
ฟางเสวี่ยเฟยพอเห็นกิริยา ดื่มสุราของอีกฝ่าย กลับได้แต่ส่ายหน้า
“สุรารสเลิศ แต่น่าเสียดาย น่าเสียดาย...”
ริวจิกล่าวถามว่า
“ในเมื่อมีสุรารสเลิศ ไยจึงน่าเสียดาย?”
ฟางเสวี่ยเฟยก้มหน้าก้มตา ดื่มสุราในไหของตน
“สุรารสเลิศ แต่ผู้ดื่มกลับมิได้ไยดีในรสชาติ เมื่อเป็เช่นนี้แม้สุราจะมีรสเลิศแค่ไหน กลับไม่ต่างจากน้ำจอกหนึ่ง”
มู่หยงไฉ่จิ่งรีบกล่าวว่า
“บางทีสุราจอกนี้ อาจรสชาติไม่ดีพอก็ได้ ข้าพเ้าจะสั่งให้คนขับรถไปจัดหาสุราที่ดีกว่านี้มาให้”
นาคามูระ โยชิอิวางจอกสุราลง กล่าวอย่างเฉื่อยชา
“อย่าลำบากเลย...อย่างที่ท่านกล่าวล้วนถูกต้องสำหรับข้าพเ้าไม่ว่าสุราชนิดใด ล้วนไม่ต่างกัน จะดื่มหนึ่งจอกหรือหนึ่งไหเมื่อเมามายก็ไม่ต่างกัน” แววตาอิดโรย เหม่อมองไปเบื้องหน้า ไม่กล่าวสิ่งใดอีก
ริวจิเข้าใจกิริยา อาการเช่นนี้ของโยชิอิดี
มันทราบ...แปดปีแล้ว ท่านโยชิอิยังไม่สามารถลืมเลือนพี่ทาคาโกะได้...