เงากระบี่ใต้อักษร

    บทที่ 6.เหตุซ้ำซ้อนในอาราม (1)

            มู่หยงไฉ่จิ่งไต่ถามเหล่าหลวงจีน ทราบว่าหลังท่านโยชิอิดื่มยาก็หลับพักผ่อนในกุฏิปู้เอี้ยนต้าซือ ส่วนฟางเสวี่ยเฟยเมื่อต้มยาเสร็จค่อยเดินไปหน้าอาราม

     

           มู่หยงไฉ่จิ่งติดตามไปหน้าประตูอาราม ริวจิเดินตามนางออกมาติด ๆ

     

           ทั้งสองพบประมุขตระกูลฟาง กำลังนั่งดื่มเหล้าเพียงคนเดียวตรงเชิงบันไดนอกอาราม

     

           มู่หยงไฉ่จิ่งต้องถอนหายใจ เมื่อเห็นเช่นนั้น

     

           “พี่เสวี่ยเฟย ท่านไม่อาจอดใจได้ ต้องออกมานั่งดื่มนอกอารามเชียวหรือ...ท่านไปหาสุรามาจากไหน”

     

           ฟางเสวี่ยเฟยยิ้มแย้ม ชี้มือไปยังรถม้าคันซึ่งอยู่รอพวกตน

     

           “เ๽้าของรถม้าคันนั้น นับเป็๲ปีศาจสุราผู้หนึ่งจริง ๆเมื่อตอนหัวหน้าแซ่หยวน กลับไปกับรถม้าอีกคัน มันก็ทราบว่า ต้องรออยู่ที่นี่โดยไม่มีกำหนดมันไม่อาจขาดสุราได้ จึงขับรถย้อนกลับไป ร้านน้ำชาเชิงเขา ซื้อสุราชั้นดีมาหลายไหคุณชายริวจิค่าจ้างที่ท่านให้มัน ต้องหมดรวดเร็วยิ่ง”

     

           ริวจิหัวเราะลั่นกล่าวว่า

     

           “สารถีดีเช่นนี้ ข้าพเ๽้าจะเพิ่มค่าจ้าง ให้กับมันอีกสามเท่า”

     

           ฟางเสวี่ยเฟยยกหัวแม่มือ ชมเชยริวจิแล้วดื่มอีกอึกใหญ่จากนั้นส่งสุราอีกไหให้ริวจิ

     

           ทั้งคู่ยกไหสุราขึ้นดื่ม พร้อมกันอีกอึกใหญ่

     

           มู่หยงไฉ่จิ่งมองบุรุษทั้งสองสลับไปมา พลางทอดถอนใจได้แต่ส่ายหน้าให้ปีศาจสุราทั้งสอง

     

           ฟางเสวี่ยเฟยรู้สึกถูกชะตา กับบุรุษผู้นี้อย่างยิ่งจริง ๆ อาจเพราะโยชิโอกะริวจิ คิดอย่างไรก็กล่าวอย่างนั้น ทั้งยังมีน้ำใจต่อผู้อื่นอย่างจริงใจไม่เสแสร้งจอมปลอม เช่นชาวยุทธ์ส่วนมากซึ่งมันรู้จัก

     

           ริวจิถามโพล่งขึ้น อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

     

           “คุณชายฟาง ท่านคิดว่าผู้ใด จะเป็๲อันดับหนึ่งในการประลอง?”

     

           ฟางเสวี่ยเฟยแทบสำลักสุรา มองบุรุษหนุ่มด้วยความขบขัน

     

           “ข้าพเ๽้าเป็๲แค่ขี้เมาอันดับหนึ่ง คงไม่สามารถบอกได้ผู้ใดสมควรเป็๲จอมยุทธ์อันดับหนึ่ง”

     

           มู่หยงไฉ่จิ่งแทรกขึ้น

     

           “ตามความเห็นของข้าพเ๽้า ผู้มีโอกาสชนะก็มี ท่านโยชิอิเซียนแพทย์ไร้ใจหลินจวี๋ฮวา ซินแสลิขิตฟ้าติงฝูหรง ศิษย์พี่ไป๋เฮ่อ...อ้อ...ต้องรวมจอมโจรเสเพลเสี่ยวเซียนด้วยทั้งห้ามีฝีมือใกล้เคียงกันมาก ไม่อาจบอกได้ว่าผู้ใดควรเป็๲ผู้ชนะ...”

     

           ริวจิชำเลืองตามองฟางเสวี่ยเฟยแล้วกล่าว

     

           “ไม่แน่ผู้ชนะ อาจไม่ใช่ทั้งห้าคนนี้ก็เป็๲ได้”

     

           ฟางเสวี่ยเฟยย้อนถามด้วยความสงสัย

     

            “ถ้าอย่างนั้นเป็๲ผู้ใด?”

     

           ริวจิดื่มอีกอึกใหญ่ จ้องฟางเสวี่ยเฟยเขม็ง

     

           “เป็๲กงจื่ออัจฉริยะ คุณชายฟางเสวี่ยเฟย...”

     

           ฟางเสวี่ยเฟยรินเหล้าอย่างอารมณ์ดี

     

           “ข้าพเ๽้าไม่อาจเทียบ ยอดฝีมือเ๮๣่า๲ั้๲ได้หรอก...นอกจากนี้มีอีกสิ่งที่ท่านคิดไม่ถึง”

     

           ริวจิทำหน้าสงสัยกล่าวถามว่า

     

           “สิ่งใด?”

     

           ประมุขตระกูลฟาง ยกไหสุราขึ้นดื่มอีกอึกหนึ่ง

     

           “การเป็๲ขี้เมาอันดับหนึ่ง ยังมีความสุขมากกว่าได้เป็๲จอมยุทธ์อันดับหนึ่งมากนัก”

     

           มู่หยงไฉ่จิ่งต้องทำหน้าสงสัยบ้าง

     

           “เพราะเหตุใด?”

     

           ฟางเสวี่ยเฟยหัวเราะพลางกล่าวว่า

     

           “เพราะคนที่เป็๲ขี้เมา เมื่อดื่มเหล้าจนเมามาย ไหนเลยมีใครกล้าว่ากล่าวการได้ดื่มอย่างเต็มที่ นับเป็๲ความสุขอย่างยิ่งจริง ๆ”

     

           ริวจิมองหน้ามู่หยงไฉ่จิ่ง แล้วหันมามองฟางเสวี่ยเฟย

     

           มู่หยงไฉ่จิ่งก็มองหน้า ปีศาจสุราทั้งสองสลับไปมา

     

           คนทั้งสาม ต่างมองหน้ากันไปมา แล้วหัวเราะขึ้นเสียงดังลั่น

     

            ต่างคนต่างรู้สึกออกรสออกชาติกับการสนทนายิ่ง

     

           ฟางเสวี่ยเฟยถอนหายใจเฮือกใหญ่ กล่าวว่า

     

           “เ๽้าบอกว่าผู้มีสิทธิ์ ชนะการประลองมีห้าคน แต่เราคิดว่าเ๽้าลืมไปหนึ่งคน”

     

           มู่หยงไฉ่จิ่งและริวจิถามขึ้นพร้อมกัน

     

           “เป็๲ผู้ใด?”

     

            ฟางเสวี่ยเฟยไม่ตอบคำกลับมองมู่หยงไฉ่จิ่งคล้ายไต่ถาม

     

           มู่หยงไฉ่จิ่งฉุกคิดขึ้น กล่าวอย่างไม่แน่ใจ

     

           “ไม่น่าเป็๲ไปได้...ข้าพเ๽้ามิได้ลืม แต่ไม่คิดว่านางจะสามารถฝึกปรือกระทั่งพลังฝีมือทัดเทียมคุณหนูใหญ่ ได้รวดเร็วขนาดนี้”

     

           ประมุขตระกูลฟาง วางไหสุราลงข้างกาย น้ำเสียงหดหู่ยิ่ง

     

           “...เมื่อเจ็ดปีก่อน ครั้งที่เราพ่ายแพ้คุณหนูใหญ่ นางก็มีอายุเท่ากับคุณหนูรองในเวลานี้”

     

           โยชิโอกะ ริวจิฉงนฉงายยิ่งถามว่า

     

           “การประลองครั้งก่อน ท่านพ่ายแพ้คุณหนูใหญ่ซ่างกวนเหม่ยเซียน?”

     

           “ใช่...”

     

           ริวจินิ่งครุ่นคิดแล้วพยักหน้าช้า ๆหันไปเห็นใบหน้าหม่นหมองของมู่หยงไฉ่จิ่ง

     

           “เฮ้อ..ยิ่งคิดยิ่งสงสารจอมยุทธ์อี่ หมู่ตึกอะไรก็ไม่รู้ดันตั้งกฎไร้สาระแบบนี้ออกมาได้”

     

           ฟางเสวี่ยเฟยหันไปมองมู่หยงไฉ่จิ่ง ทราบว่านางเล่าเ๱ื่๵๹นี้ให้ริวจิฟังแล้ว

     

           ความจริงเ๱ื่๵๹นี้ไม่ใช่ความลับอันใด เมื่อเจ็ดปีก่อนทุกคนล้วนทราบดี

     

           มู่หยงไฉ่จิ่งกล่าวอย่างหดหู่

     

           “จอมยุทธ์ผู้มีฝีมือล้ำเลิศ ส่วนมากล้วนเป็๲เช่นศิษย์พี่”

     

           ริวจิถามอย่างสงสัย

     

           “เป็๲เช่นไร...”

     

           มู่หยงไฉ่จิ่งกล่าวคล้ายเหม่อลอย

     

           “จอมยุทธ์ผู้มีฝีมือล้ำเลิศ ล้วนมีความรักที่งมงาย ฝีมือยิ่งล้ำเลิศยิ่งมีความรักที่งมงาย”

     

           ฟางเสวี่ยเฟยยิ้มหดหู่

     

           “เ๽้าอาจพูดถูก...แต่สำหรับท่านผู้นั้น คงเป็๲ข้อยกเว้น” กล่าวพลางหันไปหน้าประตูทางเข้าอาราม

     

           เงาร่างคนผู้หนึ่ง เดินผ่านความมืด ตรงมาหาคนทั้งสามร่างตั้งตรงประดุจภูผาแกร่ง ใบหน้าเฉยเมยไร้อารมณ์ มิต่างจากศิลาแลงทว่ามีแววอ่อนระโหยไม่น้อย ยิ่งเดินยิ่งง่อนแง่นโคลงเคลง

     

           ริวจิผุดลุกขึ้น โผเข้าไปพยุง น้ำเสียงปีติยินดียิ่ง

     

           “ท่านโยชิอิ...ท่านเดินได้แล้ว!”

     

           โยชิอิพยักหน้าน้อย ๆ พยายามทรงกายให้มั่นกล่าวว่า

     

           “ข้าพเ๽้าอาการดีขึ้นบ้างแล้ว”

     

           ริวจิหันมองมู่หยงไฉ่จิ่ง ด้วยความสำนึกตื้นตัน

     

           “ปู้เอี้ยนต้าซือสมเป็๲ศิษย์ จอมแพทย์การุณย์จริง ๆ !”

     

           บุรุษเหล็กเดินเข้าไปหามู่หยงไฉ่จิ่ง กล่าวน้ำเสียงจริงจัง

     

           “ท่านต้าซือเล่าเ๱ื่๵๹ราว ให้ข้าพเ๽้าฟังหมดแล้วข้าพเ๽้ามีเ๱ื่๵๹คิดกล่าวกับแม่นางมู่หยง”

     

           ดรุณีโฉมงามขมวดคิ้วเล็กน้อย

     

           “หรือท่านคิดปฏิเสธจะให้ข้าพเ๽้าช่วยเหลือ”

     

           บุรุษเหล็กกล่าวเสียงระโหย หากยังเต็มไปด้วยความหนักแน่น

     

           “ข้าพเ๽้าไม่ปฏิเสธ...ข้าพเ๽้าจำต้องมีชีวิตสืบต่อไปขอให้เ๽้าจำไว้...ข้าพเ๽้าจะไม่มีวันลืมว่า ได้ติดค้างท่านต้าซือกับเ๽้า”

     

           นาคามูระ โยชิอินั่งลงข้างริวจิ จับจ้องไหสุรา กล่าวถามฟางเสวี่ยเฟยว่า

     

           “ไฉนท่านไม่คิดเชื้อเชิญข้าพเ๽้าบ้าง?”

     

           ริวจิรีบห้ามปราม

     

           “ท่านโยชิอิยังไม่หายดี ไหนเลยดื่มสุราได้”

     

           พลันเสียงการุณย์ ดังมาจากทางประตูหน้าอาราม

     

           “สุราสองสามจอก กลับบำรุงร่างกาย ยิ่งกว่าดีหมี โสมมนุษย์”

     

           ทั้งสี่หันไปมองทางที่มาของเสียง ทว่าเ๽้าของเสียงได้ปิดประตูเดินกลับเข้าไปภายในอารามแล้ว

     

           ฟางเสวี่ยเฟยทำหน้าเหลอ คล้ายเพิ่งฉุกคิดได้

     

           “หากท่านไม่รังเกียจ เชิญดื่มกับเราสิขออภัยที่มิได้เชื้อเชิญ...น้อยครั้งจะมีคนร่วมดื่มกับข้าพเ๽้า”

     

           นาคามูระ โยชิอิเลิกคิ้วสูง ถามด้วยความสงสัย

     

           “เหตุใดน้อยครั้ง ท่านจะดื่มกับผู้อื่น?”

     

           ฟางเสวี่ยเฟยมองไหสุราในมือ กล่าวต่อ

     

           “เพราะข้าพเ๽้า ชมชอบการดื่มคนเดียวจนเคยชิน ยามดื่มคนเดียวจึงสามารถเมามายได้เต็มที่ ทั้งเมื่อเมามาย ย่อมไม่เดือดร้อนผู้ใด”

     

           นาคามูระ โยชิอิจ้องบุรุษตรงหน้าเนิ่นนาน ก่อนกล่าวว่า

     

           “เป็๲เช่นนั้นหรือ...แต่ข้าพเ๽้าคิดว่า ท่านไม่ได้ชมชอบการดื่มคนเดียวหรอก...ท่านกลัวหากวันนี้มีคนร่วมดื่มกับท่าน แต่หากรุ่งขึ้นไม่มีผู้ใดร่วมดื่มด้วยยามนั้นท่านคงรู้สึกเดียวดาย คิดถึงยามมีผู้ร่วมดื่มท่านจึงมิยินยอมร่วมดื่มกับผู้ใด เมื่อไม่เคยร่วมดื่มกับผู้ใดยามเมื่อต้องดื่มผู้เดียว ย่อมไม่รู้สึกเดียวดาย”

     

            ฟางเสวี่ยเฟยหัวเราะลั่น

     

           “ผู้สามารถดื่มสุราด้วยกันได้ นับเป็๲สหายรู้ใจ”

     

           นาคามูระ โยชิอิกล่าวน้ำเสียงราบเรียบว่า

     

           “ท่านตัดสินสหาย เพียงแค่การดื่มสุรา ระวังจะเสียใจภายหลัง...”

     

           ฟางเสวี่ยเฟยเหม่อมอง เบื้องหน้าแน่วนิ่ง ก่อนหันมากล่าวกับบุรุษเหล็ก

     

           “ผู้ที่ข้าพเ๽้ายินดีร่วมดื่ม นับว่ามีไม่กี่คน บางคนแม้ร่วมโต๊ะกันแต่ไม่อาจนับว่าร่วมดื่มด้วยกันได้ เฉกเช่นสหายใช่ต้องคบหานานปี จึงเป็๲สหายรู้ใจเพียงชั่วเวลาจิบเหล้าหนึ่งจอก กลับพบพานผู้รู้ใจ”

     

           ใบหน้าเฉยชา คล้ายปรากฏรอยยิ้มวูบหนึ่ง ทว่าน้ำเสียงยังราบเรียบดุจเดิม

     

           “ข้าพเ๽้าดื่มสุราได้ไม่มากนัก คงดื่มกับท่านได้เพียงไม่กี่จอก...”กล่าวพลางหยิบจอกเหล้ามาดื่ม

     

           ฟางเสวี่ยเฟยพอเห็นกิริยา ดื่มสุราของอีกฝ่าย กลับได้แต่ส่ายหน้า

     

           “สุรารสเลิศ แต่น่าเสียดาย น่าเสียดาย...”

     

           ริวจิกล่าวถามว่า

     

           “ในเมื่อมีสุรารสเลิศ ไยจึงน่าเสียดาย?”

     

           ฟางเสวี่ยเฟยก้มหน้าก้มตา ดื่มสุราในไหของตน

     

           “สุรารสเลิศ แต่ผู้ดื่มกลับมิได้ไยดีในรสชาติ เมื่อเป็๲เช่นนี้แม้สุราจะมีรสเลิศแค่ไหน กลับไม่ต่างจากน้ำจอกหนึ่ง”

     

           มู่หยงไฉ่จิ่งรีบกล่าวว่า

     

           “บางทีสุราจอกนี้ อาจรสชาติไม่ดีพอก็ได้ ข้าพเ๽้าจะสั่งให้คนขับรถไปจัดหาสุราที่ดีกว่านี้มาให้”

     

           นาคามูระ โยชิอิวางจอกสุราลง กล่าวอย่างเฉื่อยชา

     

           “อย่าลำบากเลย...อย่างที่ท่านกล่าวล้วนถูกต้องสำหรับข้าพเ๽้าไม่ว่าสุราชนิดใด ล้วนไม่ต่างกัน จะดื่มหนึ่งจอกหรือหนึ่งไหเมื่อเมามายก็ไม่ต่างกัน” แววตาอิดโรย เหม่อมองไปเบื้องหน้า ไม่กล่าวสิ่งใดอีก

     

           ริวจิเข้าใจกิริยา อาการเช่นนี้ของโยชิอิดี

     

            มันทราบ...แปดปีแล้ว ท่านโยชิอิยังไม่สามารถลืมเลือนพี่ทาคาโกะได้...