กาลครั้งหนึ่ง...นานเกินกว่าจะจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ฉบับใด ยุคาที่โลกยังเยาว์วัยและเวทมนตร์ยังคงไหลเวียนอยู่ในทุกสายลมและผืนดิน ได้เกิดมหาาที่ะเืเลื่อนลั่นไปทั้งสามภพ าระหว่างสองเผ่าพันธุ์ผู้ยิ่งใหญ่: เผ่าเทพ ผู้สถิตอยู่บนสรวง์อันเรืองรอง และ เผ่ามาร ผู้อาศัยในแดนนรกภูมิอันมืดมิด
เปลวเพลิงแห่งความขัดแย้งโหมกระหน่ำมายาวนานนับศตวรรษ เผ่าเทพผู้สง่างาม รบเคียงบ่าเคียงไหล่กับเหล่าสัตว์เทพในตำนาน เสียงคำรามของพยัคฆ์ขาวก้องกังวาน เสียงกระพือปีกของวิหคเพลิงแผดเผาหมู่เมฆ ทว่าเผ่ามารนั้นกลับน่าพรั่นพรึงในวิถีที่แตกต่าง พวกเขาทำพันธสัญญาเืกับเหล่าปีศาจจากอเวจี สามารถอัญเชิญร่างอสูรมาสิงสู่ แปลงกายเป็อวตารแห่งความพินาศที่บ้าคลั่งและโเี้ ความได้เปรียบเริ่มเอนเอียงไปทางฝั่งมารผู้ไม่เคยลังเลที่จะสละได้แม้กระทั่งิญญาของตนเพื่อแลกกับพลังทำลายล้างที่ไร้ขีดจำกัด
ในยุคที่ความหวังของเผ่าเทพริบหรี่ที่สุด การถือกำเนิดของ จอมมารปีศาจโลกัณฑ์ ได้ผลักดันทุกชีวิตไปสู่ปากเหวแห่งความสิ้นหวัง ร่างของมันสูงตระหง่านดุจขุนเขา ิัแกร่งกร้าวดั่งศิลาโลกันตร์ ไม่มีศาสตราวุธใดในใต้หล้าสามารถกรีดแม้เพียงรอยขีดข่วนได้
ณ ห้วงยามแห่งความมืดมิดนั้นเอง เผ่าเทพได้ตัดสินใจเดิมพันครั้งสุดท้าย พวกเขาร้องขอต่อตัวตนผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด... เทพั บรรพบุรุษแห่งสิ่งมีชีวิตทั้งปวง ผู้ดำรงอยู่ก่อนกาลเวลาจะเริ่มต้น เทพัผู้เห็นวัฏจักรแห่งการทำลายล้างมานับไม่ถ้วน ได้ตัดสินใจสละชีวิตอันเป็นิรันดร์ของตน โดยใช้เืเนื้อและแก่นิญญาหลอมรวมเป็สุดยอดศาสตราเทพ "ดาบเทพั" ดาบที่เป็นายเหนือศาสตราวุธทั้งปวง สามารถตัดผ่านได้ทุกสรรพสิ่ง
แต่ดาบที่ยิ่งใหญ่ ย่อม้านายผู้คู่ควร เผ่าเทพได้คัดเลือกยอดนักรบผู้กล้าแกร่งและเสียสละที่สุด มาทำพันธสัญญาเืและิญญากับดาบศักดิ์สิทธิ์ หลอมรวมตัวตนของเขากับเทพัจนกลายเป็หนึ่งเดียว "นักรบั" จึงได้ถือกำเนิดขึ้น เขาและดาบคู่กายคือตัวตนเดียวกัน พลังทำลายล้างอันสมบูรณ์ของดาบจะถูกปลดปล่อยออกมาได้ก็ต่อเมื่ออยู่ในมือของเขาเท่านั้น
กระแสาพลิกผันอีกครั้ง นักรบักวัดแกว่งดาบเทพัเข้าห้ำหั่นกับกองทัพมารราวกับพายุคลั่ง แสงสีทองของดาบได้ชำระล้างความมืดมิดให้สิ้นไป
และแล้ว... าครั้งสุดท้ายก็มาถึง ณ ทุ่งราบโลหิตชาด เผ่ามารทุ่มสรรพกำลังทั้งหมดเพื่อกำจัดหนามยอกอกชิ้นนี้ การต่อสู้ครั้งนั้นทำให้แผ่นดินแยก ์ะเื ดวงดาวร่วงหล่นราวกับหยาดฝน จอมมารปีศาจโลกัณฑ์และนักรบัได้เข้าปะทะกันเป็ครั้งสุดท้าย...
เมื่อฝุ่นควันจางลง เผ่ามารพ่ายแพ้ย่อยยับแทบสิ้นเผ่าพันธุ์ จอมมารปีศาจโลกัณฑ์สลายไปพร้อมกับเสียงกรีดร้องสุดท้ายที่สะท้านไปทั้งแดนดิน แต่ทว่า... ท่ามกลางชัยชนะที่ว่างเปล่านั้น ร่างของนักรบัและดาบเทพัก็ได้หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย...
ตำนานถูกปิดฉากลงด้วยคำถาม าจบสิ้น แต่ไม่มีผู้ใดพบวีรบุรุษของพวกเขาอีกเลย...
กาลเวลาผ่านไปสิบห้าปี...
ณ หมู่บ้านจันทร์เสี้ยว หมู่บ้านเล็กๆ ที่ซุกซ่อนตัวอยู่ในอ้อมกอดของหุบเขาและป่าลึก ห่างไกลจากความวุ่นวายของเมืองหลวงและตระกูลใหญ่ แสงแดดยามสายสาดส่องผ่านม่านใบไม้ลงมากระทบกระท่อมไม้หลังเล็กที่ตั้งอยู่ท้ายหมู่บ้านพอดี
เสียงขวานกระทบเนื้อไม้ดังขึ้นเป็จังหวะ สม่ำเสมอและหนักแน่น
ฉับ! ฉับ! ฉับ!
เด็กหนุ่มวัยสิบห้าปีผู้หนึ่งกำลังจามฟืนอยู่หน้ากระท่อม เขามีเรือนผมสีดำขลับดุจรัตติกาล ดวงตาเรียวคมสีน้ำตาลเข้มที่ฉายแววฉลาดและดื้อรั้นเกินวัย แม้จะยังไม่เติบโตเต็มที่ แต่ร่างกายของเขาก็สูงโปร่งแข็งแรง กล้ามเนื้อทุกมัดบนแผ่นหลังและท่อนแขนขยับเคลื่อนไหวอย่างสอดประสานกันอย่างสมบูรณ์แบบในทุกครั้งที่เงื้อขวานขึ้นและจามลงไป เหงื่อเม็ดโป้งผุดพรายบนหน้าผากและลำคอ แต่ลมหายใจของเขายังคงราบเรียบมั่นคง
เด็กหนุ่มผู้นี้มีนามว่า เฟยหลง
ประตูไม้ของกระท่อมเปิดออกอย่างแ่เบา สตรีนางหนึ่งในชุดผ้าป่านเรียบง่ายก้าวออกมา รูปลักษณ์ของนางงดงามอย่างหาที่ติมิได้ แม้จะมีริ้วรอยแห่งกาลเวลาและความเหนื่อยยากปรากฏอยู่บ้าง แต่ก็ไม่อาจบดบังเค้าโครงใบหน้าที่เคยสะกดใจผู้คนได้ ดวงตาของนางเป็สีเดียวกับบุตรชาย แต่ลึกล้ำกว่านั้น... ราวกับเคยเห็นภาพของ์และนรกมาแล้ว ในแววตานั้นฉายชัดถึงความอ่อนโยนและความห่วงกังวลอยู่ตลอดเวลา
นางคือ ลี่อิน มารดาของเฟยหลง
"เฟยหลง พอแล้วลูก... พักก่อนเถิด" น้ำเสียงของนางนุ่มนวล แต่ก็แฝงไว้ด้วยอำนาจที่ทำให้คนฟังต้องยอมทำตามอย่างว่าง่าย นางเดินเข้าไปหาบุตรชาย ใช้ชายแขนเสื้อซับเหงื่อบนหน้าผากของเขาอย่างแ่เบา
"ข้ายังไม่เหนื่อยเลย ท่านแม่" เฟยหลงตอบพลางวางขวานลงพิงกับกองฟืนที่ถูกผ่าอย่างเป็ระเบียบ "อีกไม่นานก็จะเข้าฤดูหนาวแล้ว เราต้องมีฟืนให้พอ"
ลี่อินมองกองฟืนที่สูงเกือบท่วมหัวบุตรชายแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้าเบาๆ พลางอมยิ้ม "นี่มันมากพอสำหรับสองฤดูหนาวแล้วต่างหาก... เข้าบ้านเถิด แม่ต้มน้ำสมุนไพรไว้ให้"
เฟยหลงพยักหน้ารับ เดินตามมารดาเข้าไปในกระท่อมที่แม้จะเล็กแต่ก็สะอาดสะอ้านและอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมจางๆ ของสมุนไพรแห้ง เขานั่งลงที่โต๊ะไม้ตัวเล็ก รับถ้วยชาวางอุ่นๆ จากมือมารดามาจิบอย่างช้าๆ
ความเงียบเข้าปกคลุมอยู่ครู่หนึ่ง มีเพียงเสียงลมหายใจของป่าที่ดังแว่วมาจากภายนอก เฟยหลงเป็ฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นก่อน
"ท่านแม่..." เขาเงยหน้าขึ้นสบตามารดา "โลกภายนอก...มันเป็อย่างไรหรือขอรับ?"
มือที่กำลังจะรินน้ำชาเพิ่มให้บุตรชายของลี่อินพลันชะงักไปชั่วครู่ แววตาของนางไหววูบราวกับมีเงาเมฆเคลื่อนผ่านบดบังดวงตะวัน "ทำไมถึงถามเช่นนั้นเล่า?"
"ข้าได้ยินพวกผู้ใหญ่ในหมู่บ้านคุยกัน... พวกเขาพูดถึงเมืองหลวง ตระกูลใหญ่ๆ พวกพ่อค้าที่เดินทางมาจากแดนไกล... พวกเขาพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า 'ภูติิญญา' ด้วย" เฟยหลงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น "มันคืออะไรหรือขอรับ?"
ลี่อินถอนหายใจยาว นางวางกาน้ำชาลงช้าๆ "มันไม่ใช่เื่สำหรับเราหรอกเฟยหลง โลกภายนอกนั้นวุ่นวายและอันตราย ที่นี่... ที่หมู่บ้านจันทร์เสี้ยวแห่งนี้ ปลอดภัยที่สุดสำหรับเราสองคนแล้ว"
"แต่ข้าอายุสิบห้าแล้วนะขอรับ!" เด็กหนุ่มเถียงด้วยความไม่พอใจ "ข้าอยากเห็นโลกกว้าง อยากรู้ว่าชีวิตนอกหุบเขานี้เป็อย่างไร ข้า...ข้าอยากรู้เื่ของท่านพ่อด้วย ท่านไม่เคยเล่าให้ข้าฟังเลย"
คำพูดสุดท้ายของเฟยหลงราวกับก้อนหินที่ถูกโยนลงไปในบึงน้ำอันสงบนิ่งของหัวใจลี่อิน ใบหน้าของนางซีดเผือดลงเล็กน้อย ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่น ความเ็ปที่ซุกซ่อนไว้ลึกสุดใจผุดขึ้นมาทักทายอีกครั้ง
"พ่อของเ้า..." นางเอ่ยเสียงแ่ "...เขาเป็...คนดี...คนดีมาก เฟยหลง แต่เขาจากไปแล้ว เื่ของเขา...มันมีแต่จะนำความเ็ปมาให้"
"แต่ข้าคือลูกของเขานะ! ข้ามีสิทธิ์ที่จะรู้!"
"เ้าไม่มี!" ลี่อินตวาดเสียงดังขึ้นอย่างไม่เคยเป็มาก่อน ทำเอาเฟยหลงสะดุ้งใจนนิ่งงัน นางเห็นแววตาสับสนและน้อยใจของบุตรชายก็พลันรู้สึกตัว ลมหายใจของนางสั่นเทา นางยื่นมือไปกุมมือของเฟยหลงไว้แน่น ความเย็นะเืจากปลายนิ้วของนางส่งผ่านไปถึงเขา
"แม่ขอโทษ..." นางกล่าวเสียงอ่อนลง "แม่ไม่ได้ตั้งใจ... แต่ได้โปรดเถิดเฟยหลง เชื่อแม่นะลูก... การไม่รู้ คือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเ้าแล้ว"
เฟยหลงดึงมือกลับ เขาลุกขึ้นยืนด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเปกันระหว่างความโกรธ ความน้อยใจ และความไม่เข้าใจ "ข้าจะออกไปหาของป่า" เขาพูดห้วนๆ แล้วเดินออกจากกระท่อมไปทันที ทิ้งให้ลี่อินนั่งนิ่งอยู่ตามลำพังกับหยดน้ำตาที่ค่อยๆ เอ่อคลอขึ้นมาในดวงตาคู่สวยของนาง
นางยกมือขึ้นปิดหน้า... ข้าขอโทษ...ที่รัก... ข้าขอโทษ... ข้าทำได้เพียงเท่านี้จริงๆ เพื่อปกป้องลมหายใจสุดท้ายของท่าน...และของข้า...
ในขณะเดียวกัน ที่ปากทางเข้าหมู่บ้านจันทร์เสี้ยว เสียงอึกทึกครึกโครมอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนก็ดังขึ้น ชาวบ้านต่างพากันออกมามุงดูขบวนคาราวานขนาดใหญ่ที่เคลื่อนตัวเข้ามาอย่างช้าๆ ธงทิวสีขาวปักลายเมฆมงคลสีเงินปลิวไสวอยู่บนรถม้าคันหรูหรา บ่งบอกว่าผู้มาเยือนคือคนจาก ตระกูลไป๋ หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ผู้ทรงอิทธิพล
แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของทุกคนมากที่สุด ไม่ใช่ความหรูหราของขบวนรถม้า แต่เป็กรงเหล็กสีดำทมิฬขนาดใหญ่ที่ถูกลากตามมาด้วยทาสร่างกำยำสี่คน ภายในกรงนั้น มีร่างของสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งขดตัวอยู่ มันมีรูปร่างคล้ายสุนัขป่า แต่มีขนาดใหญ่กว่าเท่าตัว ขนของมันเป็สีเทาหม่นเหมือนควันไฟ และที่น่าประหลาดที่สุดคือ ดวงตาทั้งคู่ของมันลุกโชนเป็เปลวไฟสีน้ำเงินจางๆ
"นั่น...นั่นมันภูติิญญา!" ชาวบ้านคนหนึ่งอุทานออกมาด้วยเสียงสั่นเครือ
เฟยหลงซึ่งกำลังเดินหัวเสียออกจากหมู่บ้าน ชะงักฝีเท้าเมื่อเห็นภาพนั้น เขายืนแอบอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ ดวงตาจับจ้องไปที่สิ่งมีชีวิตในกรงเหล็กอย่างไม่วางตา เขารู้สึกได้ถึงพลังงานบางอย่างที่แผ่ออกมาจากตัวมัน... พลังที่ทั้งน่าเกรงขามและน่าเศร้าในเวลาเดียวกัน
ราวกับรับรู้ได้ถึงสายตาของเด็กหนุ่ม ภูติิญญาในกรงเหล็กพลันเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีน้ำเงินของมันสบเข้ากับดวงตาสีน้ำตาลเข้มของเฟยหลงพอดิบพอดี
วินาทีนั้น... โลกทั้งใบของเฟยหลงพลันหยุดหมุน...
นี่คือสิ่งทีเรียกว่า 'ภูติิญญา' หรือ? โลกที่มารดาพยายามปิดกั้นเขาจากมัน...
มันได้เดินทางมาหาเขาถึงที่แล้ว...