ผมพยายามกว่าหนึ่งเดือนเต็มๆในการทำให้พวกสมองทึบนี่สังเกตเห็นตัวตนของผม ก่อนที่ผมจะค่อยๆตัดใจไปเอง
พวกก็อบลินไม่ฉลาดพอจะรับรู้ได้ว่าต้นหญ้าหรือวัชพืชที่งอกเงยขึ้นมาเพื่อช่วยมันเกิดจากสิ่งเหนือธรรมชาติบางอย่าง ผมทำวนๆอยู่อย่างนั้นจนเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็คนโง่ที่คาดหวังกับอะไรพวกนี้ อีกหนึ่งอย่างที่ทำให้ผมตัดสินใจหนีกลับ์คือใบเตือนที่วันดีคืนดีก็ร่วงลงมาจากท้องฟ้า พุ่งตรงสู่มือของผม ผมคลี่อ่านด้วยความร้อนรน
เรียน ท่านแอคกริโอ เทพแห่งวัชพืช
ทางกระทรวงพิทักษ์ความศักดิ์สิทธิ์ของเหล่าทวยเทพแห่งพาราห์เดีย เล็งเห็นการกระทำที่อาจจะขัดต่อบัญญัติ์ ในหัวข้อระเบียบการปฏิบัติตนต่อโลกเบื้องล่าง ประการที่ 2 ความว่า
ห้ามมิให้เทพเ้าองค์มีความประพฤติอันเป็เหตุส่งผลให้เกิดความเสื่อมเสียหรือกระทบต่อความศักดิ์สิทธิ์แก่แดน์หรือเหล่าทวยเทพ
ทางเราจึงได้ส่งใบเตือนให้แก่ท่าน เพื่อเป็การย้ำเตือนถึงข้อบังคับและ้าให้ท่านตระหนักถึงความศักดิ์สิทธิ์แห่งแดน์
จึงเรียนมาเพื่อทราบ
เอียรอส
เทพผู้พิทักษ์ความศักดิ์สิทธิ์ของเหล่าทวยเทพ
ผมกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ก่อนจะรีบทิ้งหมู่บ้านก็อบลินแล้วบินกลับสู่พาราห์เดียทันที
จนถึงตรงนี้หลานท่านอาจจะกำลังสงสัยว่า ทำไมผมถึงไม่ลองตัดใจบินไปหาสิ่งมีชีวิตเผ่าพันธ์อื่นดู ตรงนี้อาจจะต้องทบทวนความทรงจำกันซักเล็กน้อยนะครับ
หากยังพอจำกันได้ ตอนนี้โลกของเราได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าเหลือเชื่อ มิติคู่ขนานทั้ง 44 แห่งได้พุ่งเข้าชนและหลอมลวนกันจนเกิดเป็มหามิติเพียงหนึ่งเดียวนามว่า เอ็กซ์-ซีโร่ ขึ้นมาอีกครั้ง ทว่าการรวมกันที่ไม่สมบูรณ์แบบส่งผลให้เกิดรอยต่อของห้วงมิติอันบิดเบี้ยว และแบ่งพื้นที่ต่างๆออกจากกันด้วยม่านมิติอันบิดเบี้ยว เหล่ามนุษย์ที่ค้นพบข้อเท็จจริงเหล่านี้ได้ก่อนเรียกพื้นที่แยกตัวออกเป็ส่วนเ่าั้ว่า แอเรีย และมอบหมายเลขให้กับมัน เช่น หมู่บ้านก็อบลินที่ผมพยายามนำพวกมันมาเป็สาวกตั้งอยู่บนแอเรียที่ 2112 การจะเดินทางข้ามจากแอเรียหนึ่งไปยังอีกแอเรียหนึ่งจะต้องผ่านม่านมิติอันบิดเบี้ยว และด้วยความไม่เสถียรของม่านมิติทำให้เมื่อผ่านเข้าไปในนั้น เราจะไม่มีทางกำหนดได้เลยว่าปลายทางจะเป็ตรงไหน หมายความว่าถึงจะก้าวผ่านจุดเดียวกัน ก็ไม่แน่ว่าจะไปโผล่ที่มิติเดียวกัน
เนื่องจากที่ผมได้เคยเล่าไป นอกจากแดน์พาราห์เดียแล้ว ก็ยังมี์อยู่อีก 4 แห่งที่แบ่งอาณาเขตปกครองกันอย่างชัดเจน การเดินทางข้ามแอเรียอาจจะเป็เหตุทำให้เหล่าเทพรุกล้ำข้ามเขตแดนกันไปโดยไม่ได้ตั้งใจได้ เพราะงั้น์จึงออกกฏห้ามเดินทางข้ามแอเรีย มันจึงทำให้ผมออกสำรวจแอเรียอื่นก็ไม่ได้ แถมแอเรียนี้ไม่ว่าจะเดินทางไปไหนก็เจอแต่หมู่บ้านก็อบลินกระจายตัวอยู่เต็มไปหมด นั่นจึงทำให้ใน่เดือนแรกผมยึดติดกับก็อบลินเป็พิเศษ จริงๆควรจะใช้คำว่าไม่ตัวเลือกน่าจะเหมาะกว่า
เมื่อผมขึ้นสู่น่านฟ้าที่สูงพอ ร่างทิพย์ของผมก็ถูกดึงกลับเข้าสู่ร่างหลักอย่างรวดเร็ว ผมไม่เข้าใจการทำงานของเ้าเครื่องโพพาธิส มันค่อนข้างน่าสนใจ แต่ผมก็ไม่รู้ว่าจะไปหาข้อมูลตรงนั้นได้จากที่ไหน
แล้วผมก็เดินคอตกออกมาจากประตู์เขตที่เก้าด้วยความห่อเหี่ยว ผมกลับไปนั่งหงอยอยู่ใต้ต้นโพลเต้แห่งการเหม่อลอยและหวังว่าจะได้พบกับคาราม่าอีกครั้ง แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่เห็นเงาของเขา ผมจึงตัดใจแล้วค่อยๆเดินซึมกลับไปยังห้องพัก เหลียวมองนาฬิกาดีไซน์เถาไม้ ตอนนี้ 1 ทุ่ม ผมไม่รู้ว่าปกติเทพเ้าเขานอนกันตอนไหน แต่ว่าตอนนี้ผมเหนื่อยเหลือเกิน ผมทิ้งตัวลงไปบนที่นอนโดยที่ไม่แม้แต่จะอาบน้ำ อันที่จริงเทพเ้าอาบน้ำเพียงเพราะความพึงพอใจเท่านั้น
ผมเหนื่อยเหลือเกิน
.
.
.
นี่เป็อีกคืนที่น่าอึดอัด ไม่ใช่เพราะว่าผมนอนทับแขนตัวเอง แต่เป็เพราะว่าผมฝันร้าย
ผมอยู่ในถ้ำมืดๆอับๆ เหมือนว่าผมเคยมาที่นี่แล้ว ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน แต่ผมรู้ว่าที่นี่คือคุกที่ไว้สำหรับคุมขังเหล่าเทพเ้านอกรีต ผมไม่รู้เหมือนกันว่าผมรู้ได้ไง อาจจะเป็เพราะมันคือฝัน และทุกๆคนรู้ดีว่าเราไม่ควรจะไปเอาอะไรมากกับฝัน
ผมเดินไปข้างหน้าเรื่อยๆ ผมไม่รู้ว่าผมกำลังจะไปไหน ก็แค่เดินไปข้างหน้า ผ่านกรงขังกรงแล้วกรงเล่า ในนั้นเหมือนจะมีเทพถูกจับขังเอาไว้ แต่ผมไม่ได้หันไปมองกรงอื่นๆ เหมือนว่าความสนใจทั้งหมดของผมมุ่งไปยังข้างหน้าแต่เพียงอย่างเดียว
ยอดรักของข้า…
จู่ๆก็มีเสียงของหญิงสาวดังขึ้นมาในหัวของผม มันเป็เสียงที่บาง กระจัดกระจาย ทำให้รู้สึกโหวงเหวง เหมือนหัวใจของผมถูกควักเอาความรู้สึกดีๆไปจนหมดสิ้น ผมรู้สึกไร้ความหวัง หดหู่ และไม่อยากจะทำอะไรต่อไปแล้ว
แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังเดินต่อไปข้างหน้า
จนกระทั้งผมได้ยินเสียงอีกเสียงที่ดังขึ้นมาว่า “เรียนท่านแอคกริโอเ้าของห้องหนึ่งศูนย์หนึ่งแปด มีคนมารอพบท่านค่ะ”
ผมสะดุ้งเฮือกขึ้นมา เหงื่อแตกเต็มตัว ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงฝันแบบนั้น บางทีเมื่อวานผมอาจจะเหนื่อยเกินไปก็ได้มั้ง ว่าแต่ใครกันมาที่รอพบผม
อย่าบอกนะว่าคนจากกระทรวงพิทักษ์ความศักดิ์สิทธิ์อะไรนั่นที่ส่งจดหมายเตือนมาเมื่อวานน่ะ นี่ผมกำลังจะโดนจับเข้าคุก์ใช่ไหมเนี่ย! ฝันเมื่อคืนต้องเป็ลางบอกเห็นแน่ๆ เสียงพนักงานดูแลดังย้ำขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนที่ผมจะรีบพุ่งตัวไปหยิบชุดมาเปลี่ยนแล้วลงไปชั้นล่างอย่างรีบร้อน
และเมื่อผมพบว่าคนที่มารอเจอผมคือโอเทรอส เทพแห่งรุ่นพี่รุ่นน้องและการตีสนิท ผมก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
“ว่าไงน้องชาย” โอเทรอสฉีกยิ้มเจิดจ้า เขาอยู่ในชุดสีขาวดูสุภาพเช่นเคย ต่างจากแค่คราวนี้เขามาพร้อมกับดอกกุหลายสีรุ้งช่อใหญ่ในมือ “ออกกำลังกายมาเหรอ”
โอเทรอสทัก นั้นทำให้ผมตระหนักได้ว่าตอนนี้ตัวของผมเต็มไปด้วยเหงื่อ
“อรุณสวัสดิครับคุณโอเทรอส” ผมยิ้มแห้ง
“ยังเป็ทางการเหมือนเดิมเลยนะ แต่นั่นก็ไม่ได้เลวร้ายหรอก” เทพเ้าหุ่นล่ำดีดนิ้ว “ที่ฉันมาหานาย ส่วนหนึ่งเป็เพราะเป็ห่วงในฐานะรุ่นพี่ แล้วพอเห็นว่านายสบายดีฉันก็โล่งอก”
“แล้วอีกส่วนล่ะครับ” ผมเชื่อว่าส่วนหลังจะต้องเป็ธุระจริงๆของเขา ซึ่งมันอาจจะเกี่ยวข้องกับช่อดอกกุหลาบสีรุ่งในมือของเขาด้วยอย่างแน่นอน
“โดยปกติ เมื่อผ่านไปประมาณหนึ่งเดือน ฉันจะต้องมาแจ้งเหล่ารุ่นน้องที่น่ารักของฉันว่า นี่เป็เวลาที่เหมาะสุดๆเลยสำหรับการไปทำความรู้จักกับเทพเ้าในแผนกของตัวเอง” โอเทรอสบอก และนั่นก็ทำให้ผมจดจำเื่ที่เขาเคยพูดเอาไว้ได้ ในตอนนั้นโอเทรอสคาดเดาว่าผมอาจจะอยู่ในแผนกที่มีเทพแห่งป่าไม่ก็เทพแห่งการเกษตรดูแล ผมได้มารู้เองในภายหลังว่าผมอยู่ในแผนก เกษตรกรรม ที่มีเทพเ้าแห่งการเกษตรเป็ผู้ดูแลแผนกนี้
“อ้อ! แล้วก็อีกเื่ อันนั้นเป็ธุระส่วนตัวของฉันน่ะ อยากจะวานให้นายช่วยอะไรฉันซักนิด” โอเทรอสยิ้มหวาน สายตาของเขาเต็มไปด้วยประกายบางอย่างที่น่าขนลุก “คืองี้ ฉันคุยๆอยู่กับเทพีองค์นึงในแผนกของนาย ก็เลยอยากจะฝากดอกไม้นี่ไปให้นางหน่อย ให้บอกกับเธอคนนั้นว่าเป็ของขวัญแทนความรู้สึกดีๆจากโอเทรอสนะ”
โอเทรอสยื่นดอกไม้มาให้ผม ผมรับไว้ “แล้วผมต้องส่งให้ใครนะครับ”
“เทพีแห่งดอกไม้ นางมีชื่อว่า…อืม…” โอเทรอสทำสีหน้าเหมือนพยายามใช้ความคิด อย่าบอกนะว่าเขาลืมชื่อของคนที่จะเอาของไปส่งให้ นี่ไม่มชุ่ยไปหน่อยเหรอ บางทีชื่อของผมเองเขาก็อาจจะจำไม่ได้ด้วย
“เอาเป็ว่า…” โอเทรอสยอมแพ้ “ทันทีที่ได้พบนางนายจะรู้ได้เองว่าเทพีแห่งดอกไม้คือคนไหน เธอคนนั้นมักจะสะดุดตาอยู่เสมอแหละ”
“ค…ครับ” ผมไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่
“ฝากด้วยนะ ที่ไหว้วานก็เพราะเห็นว่านายเป็น้องชายคนสำคัญเลยนะเนี่ย” โอเทรอสพยายามทำให้ผมรู้สึกว่าหน้าที่นี้มันน่าภาคภูมิใจ แต่ผมอ่านเขาออกหมดนั่นแหละ เ้าหมอนี่ก็แค่อยากได้คนส่งของที่ขยันขันแข็งเท่านั้น
“ได้ครับ” ผมตอบปฏิเสธคนไม่ค่อยเก่งอยู่แล้ว จึงจำใจต้องรับงานที่ชวนงงนี่มา “ว่าแต่…พอจะรู้ไหมครับว่าแผนกเกษตรกรรมไปทางไหน”
โอเทรอสใช้เวลานึกอยู่แค่ห้าวินาทีก่อนจะยิ้มอย่างขี้เล่นออกมา “เดินตรงไป เลี้ยวขวาสามครั้ง ตรงไปต่อ เลี้ยวซ้ายอีกสองครั้ง จะเจอรูปปั้นเทพแห่งการล้อเล่น ให้เดินตรงไปเรื่อยแล้วนายก็จะถึง”
“อะไรน…” ผมพูดยังไม่ทันจบร่างกายของโอเทรอสก็กระพริบ
“อ้า แย่ชะมัด เวลาเช่าร่างจำแลงหมดซะแล้วสิ” เสียงของโอเทรอสกลายเป็เสียงซ่าๆเหมือนทีวีที่โดนรบกวนสัญญาณ “เอาเป็ว่าฝากด้ว…”
แล้วร่างของโอเทรอสก็หายวับไป ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะทอดสายตามองออกไปทางประตู
ว่าแต่ เมื่อกี้โอเทรอสบอกให้ผมเลี้ยวซ้ายกี่ครั้งนะครับ สามหรือสี่ครั้งกันแน่นะ…?
โปรดติดตามตอนต่อไป