บทที่ 3 พี่ร้องให้ทำไม
หลังจากนั้นหนึ่งเดือน
หลงถิงเซินก็ได้หมั้นหมายกับรักแรกที่โตมาด้วยกันณ ตอนนี้เป็ดาราดังชื่อ ซูรั่วเสวี่ย
เมื่อดาราสาวหมั้นหมายและยังหมั้นกับชายหนุ่มที่ร่ำรวยมีชื่อเสียงอีกข่าวเอนเตอร์เทนเมนท์อยู่บนแฮชแท็กดังสูงสุดติดต่อกันมาเป็เวลานานหลายวัน ความดังนั้นไม่มีลดลง
กู้จือซีคิดอยากจะไม่เห็นข่าวนั่นก็เป็เื่ที่ยาก
ไม่ว่าเธอจะเปิดแอปพลิเคชั่นไหน ก็จะเห็นวิดีโอที่โรแมนติกที่หลงถิงเซินขอซูรั่วเสวี่ยแต่งงานอยู่ท่ามกลางสวนดอกกุหลาบสีขาว
ซูรั่วเสวี่ยสวมชุดกระโปรงสีทองหรูหรายืนอยู่ท่ามกลางเหล่าดอกไม้สดราวกับมหาสมุทรสวยงามตระการตาคล้ายกับนางฟ้าในหมู่มวลดอกไม้
เธอกำลังกุมปากอยู่ทั้งประหลาดใจและทั้งประทับใจ
หลังจากที่สวมแหวนแต่งงานที่มีมูลค่าสูงนั้นแล้วทั้งสองคนก็กอดกันแน่น
ความรู้สึกที่ลึกซึ้งเป็เื่จริง ทั้งสองคนเหมาะสมกันดั่งบุพเพสันนิวาส
กู้จือซีจ้องมองโทรศัพท์ พร้อมหลุดคำพูดออกมาจากร่องฟันที่กัดแน่นอย่างไม่รู้ตัวว่า“บุพเพสันนิวาส...”
“พี่ เป็อะไรไป?” น้องสาว เมื่อกู้จือหย่าเห็นเธอชะงักไปจิตใจล่องลอยด้วยสีหน้าที่เศร้าหมองอยู่จึงถามขึ้นอย่างอดไม่ได้ว่า “คล้ายกับว่าพี่เศร้าใจเป็อย่างมาก.....”
กู้จือหย่าดันตัวลุกขึ้นจากเตียงผู้ป่วยพร้อมจับมือของกู้จือซี
“พี่เหนื่อยแล้วใช่ไหม?”
“ยัง...” กู้จือซีดึงสติกลับมาพร้อมกับดึงความเ็าออกมาจากสายตาก่อนจะยิ้มและพูดขึ้นว่า“พี่แค่เหม่อลอยไปเล็กน้อย น่าจะเป็เพราะเมื่อคืนไม่ได้นอนพักผ่อนเต็มที่”
“ถ้างั้นพี่ไปพักผ่อนเถอะ” กู้จือหย่าพูด “ฉันอยู่ที่โรงพยาบาลคนเดียวไม่เป็อะไรหรอกฉันชินแล้ว ฉันรู้ว่าจะต้องดูแลตัวเองยังไง”
กู้จือหย่าคลอดก่อนกำหนด เมื่อคลอดออกมาร่างกายจึงอ่อนแอมีโรคมากโรงพยาบาลถือว่าเป็บ้านหลังที่สองของเธอ
สี่ปีที่แล้วหัวใจของเธอมีปัญหา จะต้องทำการผ่าตัดหัวใจแต่การรักษาปีที่ผ่านมานั้นได้ใช้เงินเก็บทั้งหมดในบ้านหมดไปตั้งนานแล้วบ้านก็ขายทิ้งแล้ว ไม่มีทางที่จะจ่ายค่าผ่าตัดได้เลย
กู้จือซีไม่มีทางเลือก เธอไปหาหลงถิงเซิน
จากนั้นทั้งสองคนก็เซ็นสัญญากัน คนหนึ่งได้รับเงินอีกคนหนึ่งทำสิ่งที่้า
เป็อย่างนั้นมาสี่ปี...เมื่อกู้จือซีคิดย้อนกลับดูทุกสิ่งอย่างในสี่ปีในเวลาหนึ่ง จู่ๆ ก็มีภาพจิตนาการที่มืดมัวราวกับฝันขึ้นมา
คล้ายกับเป็ฝันที่ยาวนาน
ปัจจุบันนี้ตื่นจากฝันแล้ว เหลือไว้แค่ความจริงที่เย็นะเื
ผู้ชายที่อยู่สูงคนนั้น ความจริงแล้วไม่เคยเลยที่จะมองเธอซึ่งๆหน้า ชีวิตที่อยู่ด้วยกันมาตลอดทั้งสี่ปี ความรู้สึกที่สนิทสนมทั้งวันทั้งคืนนั้น ก็เกิดขึ้นมาจากธุรกิจเท่านั้น
“พี่...” กู้จือหย่าจับนิ้วมือของกู้จือซีแน่น“พี่ร้องไห้ทำไม?”
“อะไรนะ?” กู้จือซีเรียกสติกลับมาอย่างอึ้งๆพลางยกมือลูบไปบนใบหน้า เปียกอยู่จริงๆ ด้วย
“เกิดเื่อะไรขึ้นหรือ?” กู้จือหย่าถามด้วยความเป็ห่วง“วันสองวันมานี้ จิตใจของพี่ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว มีเื่อะไรปิดบังฉันอยู่หรือเปล่า?”
“ไม่มี....” กู้จือซีพูดขึ้น “จู่ๆ วันสองวันมานี้เธอก็มีไข้สูงขึ้นพี่เลยเป็ห่วงเลยเหม่อลอยบ่อยๆ”
ไม่ง่ายเลยที่ร่างกายของกู้จือหย่าจะดีขึ้นมาบ้างแต่วันก่อนหน้ากลับเริ่มมีอาการปอดอักเสบไข้สูงไม่ลด จึงเข้าโรงพยาบาลมาอีกครั้ง
กู้จือซีเป็ห่วงจากใจจริงว่าเธอจะเป็อะไรไหม
“ฉันไม่เป็อะไรหรอกน่า” กู้จือหย่าพูดขึ้น “ร่างกายของฉันก็อย่างนี้แหละไม่ป่วยถึงจะผิดปกติ พี่รีบกลับไปพักผ่อนเถอะนะ อีกสักพักอาหยางก็จะมาดูแลฉันเอง”
ซวี่ไท้หยางเป็แฟนของกู้จือหย่า เมื่อสองปีก่อนสองคนนี้รู้จักกันอยู่ในโรงพยาบาลซวี่ไท้หยางเจอกู้จือหย่าก็รักเลย ถึงแม้ว่ากู้จือหย่าจะเจ็บป่วยออดๆ แอดๆ ไม่หยุดแต่ซวี่ไท้หยางไม่เคยที่จะรังเกียจเลยแต่ตรงกันข้ามเขาดูแลอย่างดี รักทนุถนอมอย่างมาก
ความรู้สึกที่มีให้กันของทั้งสองคนดีมาก ได้ทำการกำหนดวันแต่งงานแล้วเรียบร้อยใน่ฤดูใบไม้ผลิปีหน้า ไปแต่งงานที่ริมทะเล
“โอเค งั้นพี่ไปก่อนนะ” วันสองวันมานี้กู้จือซีไม่ได้นอนดีๆ เลย เพิ่มความเศร้าโศกในใจเข้าไปร่างกายก็มีความไม่สบายขึ้นมา เธอไม่ได้ปฏิเสธอะไรอีก ออกมาจากโรงพยาบาลเลย
ขณะที่ออกไปนั้น ก็ประจวบเหมาะกับที่เธอเจอกับซวี่ไท้หยางอยู่ที่หน้าโรงพยาบาล
“พี่!” ซวี่ไท้หยางยิ้มขึ้นอย่างเป็มิตร“พี่จะกลับแล้วหรือ?ผมเอาซุปกระดูกหมูมาให้พี่ด้วยนะ ดื่มก่อนค่อยไปเถอะ”
“ไม่ละ....” กู้จือซียิ้มขึ้นมา “ฉันไม่หิว”
เสียงยังไม่ทันได้ออกมา ทันใดนั้นภาพข้างหน้าก็มืดขึ้นเข่าอ่อนแรงลงและล้มเซลงไปบนพื้นทันที